ตอนที่ 19 — ร่องรอยในแผนที่โบราณ
บรรยากาศภายในอาคารพาณิชย์เก่าแก่ของสำนักงานใหญ่บริษัทเวิลด์ไดมอนด์ที่ถูกทิ้งร้างไปนาน ชวนให้รู้สึกวังเวงยิ่งนัก ฝุ่นละอองที่ลอยฟุ้งในลำแสงแดดที่สาดส่องผ่านรอยร้าวบนหลังคา เป็นเหมือนพยานเงียบแห่งกาลเวลา กลิ่นอับชื้นที่ปะปนกับกลิ่นเก่าของกระดาษ ยิ่งเพิ่มความรู้สึกราวกับว่าพวกเขากำลังย้อนเวลากลับไปสู่ยุคอดีตอันไกลโพ้น น้ำฝนก้มลงมองแผนที่ในมืออย่างพิจารณา เครื่องหมายกากบาทสีแดงบนแผนที่นั้น ช่างดูโดดเด่นตัดกับสีซีดจางของกระดาษโบราณ
“เครื่องหมายนี่... มันอยู่ที่ไหนกันแน่คะ” น้ำฝนถาม พลางใช้นิ้วชี้ไล้ไปตามเส้นลายมือที่จางเลือน “ดูจากลักษณะภูมิประเทศแล้ว... น่าจะเป็นแถบภูเขาสูง”
ธีร์รัฐโน้มตัวเข้ามาดูแผนที่อย่างใกล้ชิด ดวงตาของเขาฉายแววครุ่นคิด “ถ้าพ่อผมทิ้งแผนที่นี้ไว้... มันต้องมีความหมายบางอย่าง” เขาเอ่ยขึ้น “และเครื่องหมายกากบาทนี่... น่าจะหมายถึง ‘เหมืองลับ’ ที่เรากำลังตามหา”
“แล้วเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่านี่คือเหมืองที่พ่อของคุณพูดถึงจริงๆ” น้ำฝนถาม น้ำเสียงยังคงมีความกังวลแฝงอยู่ “มันอาจจะเป็นแค่สถานที่สำคัญอื่นๆ ก็ได้นะคะ”
“ผมเชื่อมั่นในสัญชาตญาณ” ธีร์รัฐตอบ “พ่อผมไม่เคยทำอะไรโดยไม่มีเหตุผล ยิ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความลับของเขา... เขายิ่งต้องระมัดระวังทุกย่างก้าว” เขาหยุดคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ “แต่เราก็ต้องไม่ประมาท”
“เราควรจะลองเดินทางไปยังบริเวณที่เครื่องหมายกากบาทชี้อยู่ดูไหมคะ” น้ำฝนเสนอ “เราจะได้เห็นกับตาตัวเอง”
“นั่นคือสิ่งที่เราต้องทำ” ธีร์รัฐเห็นด้วย “แต่ก่อนอื่น... เราต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับภูมิประเทศแถบนั้นให้ละเอียดก่อน”
พวกเขาใช้เวลาอีกหลายชั่วโมงในการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับภูมิภาคที่แผนที่ชี้ โดยใช้คอมพิวเตอร์พกพาของธีร์รัฐเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับแผนที่ธรณีวิทยาและภูมิประเทศของจังหวัดเชียงราย และจังหวัดใกล้เคียง จนกระทั่งพวกเขาพบข้อมูลที่น่าสนใจ
“นี่ไงคะ” น้ำฝนร้องขึ้น “ข้อมูลนี้บอกว่า... มีกลุ่มภูเขาที่ยังไม่เคยถูกสำรวจอย่างเป็นทางการในเขตชายแดน... และมีรายงานการพบแร่ธาตุบางชนิดที่หายากมากในบริเวณนั้น”
“แร่ธาตุหายาก...” ธีร์รัฐพึมพำ “มันอาจจะเป็นอัญมณีก็ได้”
“แต่... การเดินทางเข้าไปในเขตชายแดนที่ยังไม่เคยถูกสำรวจ... มันอันตรายเกินไปหรือเปล่าคะ” น้ำฝนถาม
“อันตรายแค่ไหน... เราก็ต้องไป” ธีร์รัฐยืนยัน “ถ้าความจริงอยู่ที่นั่น... เราก็ไม่มีทางเลือกอื่น”
หลังจากเตรียมตัวและรวบรวมอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการเดินทางเข้าป่าและสำรวจพื้นที่ที่ทุรกันดารแล้ว ทั้งสองก็ออกเดินทางไปยังบริเวณที่คาดว่าจะเป็นที่ตั้งของเหมืองลับ
การเดินทางครั้งนี้แตกต่างจากการเดินทางไปภาคเหนือครั้งก่อนอย่างสิ้นเชิง คราวนี้พวกเขาไม่ได้ไปในฐานะนักธุรกิจที่มาสำรวจโอกาสทางธุรกิจ แต่เป็นนักสำรวจที่กำลังตามหาความจริงที่ถูกฝังกลบไว้ภายใต้ผืนดิน
เมื่อมาถึงเขตชายแดนที่ระบุบนแผนที่ พวกเขาพบว่าเส้นทางนั้นแทบจะไม่มีอยู่จริง มีเพียงร่องรอยของทางเดินเล็กๆ ที่อาจจะเกิดจากสัตว์ป่า หรือไม่ก็จากการใช้งานของคนในอดีตที่ผ่านไปมา
“ดูเหมือนว่า... ที่นี่จะไม่มีใครเข้ามานานมากแล้วจริงๆ” น้ำฝนกล่าว ขณะที่เธอกำลังระมัดระวังในการก้าวเดินไปตามทางที่เต็มไปด้วยรากไม้และก้อนหิน
“เราต้องเดินตามทิศทางที่เครื่องหมายกากบาทบนแผนที่ชี้ไป” ธีร์รัฐบอก “ถึงแม้ว่ามันจะลำบากแค่ไหนก็ตาม”
ยิ่งเดินลึกเข้าไปในป่า ความรู้สึกอึดอัดก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น เงาของต้นไม้ใหญ่บดบังแสงแดดจนเกือบทั้งหมด ทำให้บรรยากาศรอบตัวดูมืดมิดและเย็นยะเยือก เสียงนกร้องและเสียงแมลงป่า คือเสียงเดียวที่ดังแข่งกับเสียงหอบหายใจของพวกเขา
“นี่คุณธีร์รัฐคะ” น้ำฝนเอ่ยขึ้น “คุณคิดว่า... พ่อของคุณ... เขามาที่นี่คนเดียวหรือเปล่า”
ธีร์รัฐเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ “ผมไม่แน่ใจ... แต่จากสภาพเส้นทางและความยากลำบากในการเดินทาง... น่าจะมีคนช่วยเขา”
“แล้วถ้า... พ่อของคุณไม่ได้มาที่นี่เพื่อหาอัญมณี... แต่อาจจะมาเพื่อซ่อนใครบางคน... หรือซ่อนอะไรบางอย่างที่สำคัญมาก” น้ำฝนพูดต่อ “คุณจะคิดเห็นอย่างไรคะ”
“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง...” ธีร์รัฐตอบ “มันก็ยิ่งทำให้เรื่องนี้ซับซ้อนขึ้นไปอีก”
หลังจากเดินเท้ามานานหลายชั่วโมง ท่ามกลางความเหนื่อยล้าและความไม่แน่ใจ ทั้งสองก็มาถึงบริเวณที่เครื่องหมายกากบาทบนแผนที่ชี้
“นั่นไงคะ!” น้ำฝนชี้ไปยังโขดหินขนาดใหญ่ที่มีลักษณะแปลกตา “ดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างอยู่หลังโขดหินนั่น”
พวกเขาเร่งฝีเท้าเข้าไปใกล้ และสิ่งที่พบก็ทำเอาทั้งสองตะลึง
เบื้องหน้าของพวกเขา คือทางเข้าถ้ำขนาดเล็กที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียน โดยมีกิ่งไม้และใบไม้แห้งปิดบังไว้ราวกับว่าไม่เคยมีใครพบเห็นมาก่อน
“นี่มัน... นี่มันต้องใช่แน่ๆ” ธีร์รัฐกล่าว เสียงของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น “ที่นี่คือทางเข้าเหมืองลับ!”
น้ำฝนมองไปที่ทางเข้าถ้ำด้วยความรู้สึกผสมปนเป ทั้งความตื่นเต้น ความหวัง และความหวาดหวั่น
“เราจะเข้าไปข้างในเลยไหมคะ” เธอถาม
“แน่นอน” ธีร์รัฐตอบ “ความจริงกำลังรอเราอยู่ข้างในนั้น”
เขาหยิบไฟฉายที่เตรียมมาเปิด และส่องนำทางเข้าไปในความมืดมิดของปากถ้ำ น้ำฝนเดินตามหลังธีร์รัฐเข้าไปอย่างระมัดระวัง
ภายในถ้ำอากาศเย็นยะเยือกกว่าภายนอกมาก เสียงน้ำหยดลงมากระทบพื้นหินดังเป็นจังหวะ ส่องแสงไฟฉายไปรอบๆ พวกเขาก็เห็นว่าภายในถ้ำนั้นกว้างขวางกว่าที่คิด และมีร่องรอยของการขุดเจาะที่ชัดเจน
“ดูนี่สิคะ” น้ำฝนร้องอุทาน เมื่อเธอสังเกตเห็นบางอย่างที่ผนังถ้ำ “นี่มัน... สัญลักษณ์... เหมือนกับสัญลักษณ์บนหน้าปกสมุดบันทึกของคุณพ่อ”
ธีร์รัฐหันไปมองตามที่น้ำฝนชี้ สัญลักษณ์ที่เธอพูดถึงเป็นรูปวงกลมที่มีเส้นขีดไขว้ตรงกลาง เป็นสัญลักษณ์ที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะมันปรากฏอยู่บนของใช้ส่วนตัวหลายอย่างของบิดา
“ใช่... มันคือสัญลักษณ์เดียวกัน” ธีร์รัฐกล่าว “นี่คือเครื่องหมายยืนยัน... ว่าเรามาถูกที่แล้ว”
พวกเขาเดินสำรวจเข้าไปในถ้ำลึกขึ้นเรื่อยๆ พบกับอุโมงค์ที่ขุดเจาะลงไปใต้ดิน และช่องทางที่แยกย่อยออกไปอีกหลายเส้น
“เหมือนกับเป็นเขาวงกตเลยค่ะ” น้ำฝนเอ่ยพลางมองไปรอบๆ
“แต่เรามีแผนที่” ธีร์รัฐพูด “และผมมั่นใจว่า... จะมีเบาะแสบางอย่างรอเราอยู่ที่นี่”
พวกเขาเดินตามทางเดินหลักของอุโมงค์ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงห้องโถงขนาดใหญ่ใต้ดิน
ทันทีที่แสงไฟฉายสาดส่องไปทั่วบริเวณ สายตาของทั้งสองก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
ตรงหน้าของพวกเขา คือกองอัญมณีหลากชนิดที่ส่องประกายระยิบระยับภายใต้แสงไฟ อัญมณีเหล่านั้นถูกกองรวมกันไว้อย่างไม่เป็นระเบียบ ราวกับว่าถูกทิ้งไว้กลางคัน
“นี่มัน... นี่มันคือเหมืองอัญมณีจริงๆ!” น้ำฝนอุทานด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา
“ไม่เพียงแค่นั้น...” ธีร์รัฐกล่าว เขากำลังเดินสำรวจไปรอบๆ ห้องโถง “ดูเหมือนว่า... จะมีบางอย่างที่พ่อผมซ่อนไว้ที่นี่... มากกว่าแค่ตัวอัญมณี”
เขาหยุดเดินเมื่อสายตาของเขาไปหยุดอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องโถง ที่นั่นมีหีบเหล็กโบราณตั้งอยู่ใบหนึ่ง ซ่อนตัวอยู่ใต้กองอัญมณีบางส่วน
“หีบใบนั้น...” ธีร์รัฐพึมพำ “มันดูคุ้นตาเหลือเกิน”
5,598 ตัวอักษร