ตอนที่ 4 — สุขทุกข์ล้วนเป็นเพียงเงา
นัทเดินออกจากห้องหนังสือด้วยความคิดที่สับสนปนเป เขาเพิ่งได้ฟังเรื่องราวของกระจกบานเก่าจากคุณทวด ซึ่งทำให้เขาฉุกคิดถึงสภาวะจิตใจของตนเอง เขาพยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่อาจารย์เคยสอน เรื่องของไตรลักษณ์ หรือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่มันก็ยังเป็นเพียงคำพูดที่ลอยๆ ในอากาศ ไม่สามารถจับต้องได้จริงในชีวิตประจำวันของเขา
"คุณทวดครับ" นัทเดินกลับไปหาคุณทวดที่นั่งอยู่ใต้ต้นมะม่วงใหญ่ในสวน "ที่ท่านพูดถึงกระจกที่บดบังเงา ผมยังสงสัยอยู่เลยครับว่า จริงๆ แล้ว 'ตัวตน' ของเราคืออะไร"
คุณทวดละสายตาจากหนังสือธรรมะที่อ่านอยู่ แล้วหันมายิ้มอย่างอ่อนโยน "คำถามที่ดีมาก นัท" ท่านลากเก้าอี้หวายมาตั้งข้างๆ แล้วผายมือเชิญให้นัทนั่งลง "ลองนึกถึงภาพยนตร์สักเรื่องสิ"
นัทเลิกคิ้ว "ภาพยนตร์ครับ?"
"ใช่แล้ว" คุณทวดพยักหน้า "ในภาพยนตร์ มีตัวละครมากมาย ใช่ไหม? มีพระเอก นางเอก ตัวร้าย ตัวประกอบ แต่ทั้งหมดนั้น ล้วนเป็นเพียงภาพที่ฉายออกมาบนจอแก้ว"
"แล้วมันเกี่ยวอะไรกับตัวตนของเราครับ" นัทถาม
"เราทุกคนก็เหมือนตัวละครในภาพยนตร์ชีวิตของตัวเอง" คุณทวดอธิบาย "เรามีบทบาทต่างๆ มากมาย ทั้งเป็นลูก เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นเพื่อน เป็นคนรัก เป็นเจ้านาย เป็นลูกน้อง เรามีชื่อ มีนามสกุล มีอาชีพ มีความสัมพันธ์ แต่ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เราแสดงออกมา เป็นบทบาทที่เราสวมใส่"
"แล้ว 'ตัวตน' ที่แท้จริง คืออะไรครับ" นัทถามย้ำ
"นั่นแหละคือสิ่งที่ลึกซึ้ง" คุณทวดกล่าว "เหมือนกับว่าเราถามว่า 'ใคร' คือคนดูภาพยนตร์เรื่องนั้น ตัวตนที่แท้จริง อาจไม่ใช่ตัวละครบนจอ แต่คือ 'ผู้รู้' หรือ 'จิต' ที่กำลังรับรู้เรื่องราวทั้งหมด"
นัทพยายามประมวลผล "หมายความว่า สิ่งที่เราคิดว่าเป็นตัวเรา ทั้งร่างกาย จิตใจ ความรู้สึก ความคิด มันก็ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงอย่างนั้นหรือครับ"
"ใช่" คุณทวดตอบ "ลองพิจารณาดูสิ ร่างกายของเราเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยชรา มันไม่เคยคงที่เหมือนเดิม จิตใจของเราก็เช่นกัน อารมณ์ความรู้สึกของเรา เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ต่างๆ บางครั้งก็สุข บางครั้งก็ทุกข์ บางครั้งก็โกรธ บางครั้งก็เมตตา แล้วสิ่งใดเล่า คือ 'เรา' ที่แท้จริง ซึ่งไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปตามอารมณ์เหล่านั้น"
"แต่มันก็รู้สึกว่าเป็นเราจริงๆ นะครับ" นัทแย้ง "ความรู้สึกเจ็บปวด ความสุข ความทุกข์ มันก็คือของผม"
"ความรู้สึกเหล่านั้นเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป" คุณทวดกล่าวอย่างใจเย็น "เหมือนกับคลื่นในมหาสมุทร คลื่นเกิดขึ้นจากลมที่พัดมา แล้วก็สลายไปในที่สุด แต่ตัวมหาสมุทรเอง หาได้เปลี่ยนแปลงไปตามคลื่นเหล่านั้นไม่ จิตที่รู้แจ้ง เห็นความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปของอารมณ์ต่างๆ โดยไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่น นั่นแหละคือ 'อนัตตา' หรือความเป็นอนัตตา"
"อนัตตา..." นัทพึมพำ "ความไม่มีตัวตนที่แท้จริง"
"ถูกต้อง" คุณทวดเห็นแววตาของนัทเริ่มเข้าใจ "เมื่อเราเข้าใจว่า 'เรา' ที่แท้จริงนั้นไม่มีอยู่จริง ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างถาวร และไม่สามารถควบคุมสิ่งต่างๆ ได้ตามใจปรารถนา เราก็จะวางความยึดมั่นถือมั่นใน 'ตัวตน' ของเราลงได้"
"การวางความยึดมั่นถือมั่น มันจะช่วยให้เราไม่ทุกข์ได้อย่างไรครับ" นัทถาม
"เมื่อเรายึดมั่นในสิ่งใดมากเกินไป สิ่งนั้นก็จะกลายเป็น 'เรา' และเมื่อสิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงไป หรือสูญสลายไป เราก็จะทุกข์" คุณทวดอธิบาย "เช่นเดียวกับเวลาที่เราหลงรักใครสักคน เราก็อาจจะยึดมั่นว่า 'เขาคือความสุขของฉัน' ถ้าวันหนึ่งเขาจากไป เราก็จะทุกข์แสนสาหัส เพราะเราสูญเสีย 'ความสุข' ของเราไป"
"แต่ถ้าเราไม่ยึดมั่น เราก็จะไม่รู้สึกรัก ไม่รู้สึกผูกพัน หรือเปล่าครับ" นัทเริ่มมีข้อสงสัย
"ไม่เชิงเสียทีเดียว" คุณทวดส่ายหน้า "การไม่ยึดมั่น ไม่ได้หมายถึงการไม่รู้สึกรัก หรือไม่ผูกพัน มันหมายถึงการรู้เท่าทันว่าความรัก ความผูกพันนั้นเป็นเพียงสภาวะที่เกิดขึ้นชั่วคราว และสิ่งที่เรารัก หรือผูกพันนั้น ก็ไม่เที่ยงเช่นกัน"
"ดังนั้น เมื่อเรามีความสุข เราก็สุขอย่างแท้จริง แต่เราก็รู้ว่าความสุขนั้นไม่ถาวร เมื่อเรามีความทุกข์ เราก็เรียนรู้จากมัน แต่เราก็รู้ว่าความทุกข์นั้นจะผ่านไป" คุณทวดสรุป "การเข้าใจอนัตตา ทำให้เราเห็นความจริงของสรรพสิ่ง และช่วยให้เราไม่เป็นทุกข์กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ"
นัทเงียบไปครู่หนึ่ง พยายามเรียบเรียงความคิด "มันเหมือนกับว่า เราไม่ใช่ผู้ควบคุม แต่เราเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ที่กำลังเดินทางผ่านประสบการณ์ต่างๆ"
"ใกล้เคียงมาก" คุณทวดกล่าว "แต่การสังเกตการณ์นั้น ต้องสังเกตการณ์ด้วยสติ ด้วยปัญญา ไม่ใช่ด้วยอารมณ์"
"แล้วเราจะฝึกฝนการสังเกตการณ์ด้วยสติ ด้วยปัญญาได้อย่างไรครับ" นัทถามด้วยความตั้งใจ
"นั่นคือเส้นทางของการเจริญภาวนา" คุณทวดตอบ "การภาวนา คือการฝึกจิตให้สงบ มั่นคง และเห็นความจริงตามที่เป็นอยู่"
นัทมองออกไปยังสวนอันเงียบสงบ ลมพัดใบไม้ไหวเอน เห็นสายน้ำที่ไหลรินไม่ขาดสาย เขารู้สึกเหมือนกำลังจะมองเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น แต่ก็ยังจับต้องมันได้ไม่ชัดเจนนัก
3,934 ตัวอักษร