สมาธิภาวนา จิตตั้งมั่น สงบเย็น

ตอนที่ 2 / 30

ตอนที่ 2 — การบดฟืน สติที่ปรากฏ

แสงอรุณแรกของวันสาดส่องลอดผ่านม่านหมอกบางๆ ที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณอาราม ธันวาตื่นขึ้นมาก่อนที่เสียงระฆังจะดังขึ้นเล็กน้อย เขาลุกขึ้นมาทำกิจวัตรส่วนตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินไปยังกุฏิของหลวงตาเพื่อรับฟังโอวาทประจำวัน “อรุณสวัสดิ์ครับหลวงตา” ธันวากล่าวทักทาย เมื่อเห็นหลวงตากำลังนั่งอยู่บนแคร่ไม้ไผ่หน้ากุฏิ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ดวงตาของท่านทอดมองไปยังท้องฟ้าที่กำลังจะสว่างไสว “อรุณสวัสดิ์ โยมธันวา” หลวงตาหันมายิ้มให้ “วันนี้ดูสดใสดีนะ” “ครับหลวงตา เมื่อคืนผมหลับสบายดีครับ” ธันวาตอบ “ดีแล้ว การพักผ่อนที่เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญต่อการฝึกจิต” หลวงตากล่าว “วันนี้โยมธันวา มีงานที่ต้องช่วยตาอยู่” “ครับหลวงตา กระผมพร้อมแล้วครับ” หลังจากที่หลวงตาให้ศีลให้พรเสร็จสิ้น ธันวาก็เดินไปยังลานด้านหลังกุฏิ ที่ซึ่ง ‘ตา’ พระลูกวัดสูงวัยผู้ซึ่งเป็นคนดูแลเรื่องงานเล็กๆ น้อยๆ ของอาราม กำลังรออยู่ ตาเป็นชายร่างผอมสูง อายุอานามน่าจะเกือบเจ็ดสิบปี แต่ยังคงแข็งแรง ใบหน้ามีรอยย่นตามวัย ดวงตาใสแจ๋ว สะท้อนถึงจิตใจที่สงบและเบิกบาน “มาแล้วรึไอ้หนุ่ม” ตาเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงแหบพร่า แต่แฝงไปด้วยความเป็นมิตร “มาช่วยข้าบดฟืนนะ วันนี้ต้องเตรียมไว้ให้พอสำหรับสองสามวันข้างหน้า” “ครับตา” ธันวาตอบรับอย่างกระตือรือร้น เขาหยิบขวานด้ามเล็กที่วางพิงอยู่ข้างกองฟืนขึ้นมา พลางมองไปยังกองไม้แห้งที่วางซ้อนกันอยู่ “ต้องบดเป็นขนาดไหนครับ” “ก็กะเอาพอดีมือนะไอ้หนุ่ม เวลาจะเอาไปใส่เตาน่ะ มันจะได้ไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป” ตาอธิบาย พลางสาธิตการใช้สิ่วและค้อนทุบไม้ให้เป็นชิ้นเล็กๆ “ที่สำคัญคือต้องมีสติในการทำนะ อย่าคิดถึงเรื่องอื่น ทำไปทีละไม้ ทีละชิ้น” ธันวาพยักหน้า เขาเริ่มลงมือบดฟืนอย่างตั้งใจ เขาจับขวานให้มั่นในมือ ยกขึ้นและทุบลงไปบนท่อนไม้ที่วางอยู่บนเขียงไม้ เสียง ‘แกรบ’ ดังขึ้นเมื่อไม้แตกออกเป็นสองซีก เขาทำซ้ำไปเรื่อยๆ ในช่วงแรก จิตของเขายังคงวอกแวก คิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อวาน คิดถึงบทสนทนากับหลวงตา อยากจะรู้ว่าหากเขาฝึกฝนต่อไป เขาจะเข้าถึงความสงบได้จริงหรือไม่ “จิตใจลอยไปไหนเสียแล้ว” ตาเอ่ยทักขึ้นมาเบาๆ “ข้าบอกแล้วไง ว่าให้มีสติ” ธันวาสะดุ้งเล็กน้อย เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามดึงสติกลับมา โฟกัสไปที่การบดฟืนตรงหน้า “ขออภัยครับตา” “ไม่เป็นไร” ตาตอบ “มันเป็นเรื่องปกติของคนเพิ่งหัด แต่จำไว้นะ ทุกครั้งที่รู้ตัวว่าจิตกำลังจะลอยไป ให้ดึงมันกลับมาอยู่ที่การกระทำตรงหน้า เหมือนการบดฟืนนี่ไง” ธันวาพยักหน้า เขาลองทำตามที่ตาบอก เมื่อรู้สึกว่าจิตกำลังจะคิดฟุ้งซ่าน เขาก็จะดึงกลับมาที่การจับขวาน การเหวี่ยงแขน การทุบลงไปบนท่อนไม้ เขารู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านขวานมายังมือ รู้สึกถึงพื้นผิวที่ขรุขระของท่อนไม้ รู้สึกถึงเสียง ‘แกรบ’ เมื่อไม้แตกออกเป็นชิ้นเล็กๆ “เอ้อ… แบบนี้เอง” ธันวาพึมพำกับตัวเอง “แบบไหนรึ” ตาถาม “แบบที่หลวงตากล่าวถึงครับ การรับรู้โดยไม่ตัดสิน” ธันวาอธิบาย “เมื่อก่อน ผมจะรู้สึกหงุดหงิดเมื่อจิตตัวเองฟุ้งซ่าน แต่พอผมลองทำตามที่ตาบอก คือดึงสติกลับมาที่การบดฟืน ผมกลับรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องน่าหงุดหงิดเลย มันเป็นเพียงแค่ความคิดที่เกิดขึ้นและดับไป” ตาอมยิ้ม “ดีแล้วที่โยมเริ่มเข้าใจ เห็นไหม การทำงานเล็กๆ น้อยๆ นี่แหละ คือการฝึกสมาธิชั้นดี หากเราทำด้วยใจที่สงบและแน่วแน่” ธันวาตั้งใจบดฟืนต่อไป เขาพบว่าเมื่อเขาจดจ่ออยู่กับการบดฟืนจริงๆ จิตของเขาก็สงบลงอย่างน่าประหลาด เสียงรบกวนจากภายนอกดูเหมือนจะจางหายไป ความคิดต่างๆ ที่เคยวนเวียนอยู่ในหัวก็ดูเหมือนจะลดน้อยลง เขาเริ่มรู้สึกถึงความเพลิดเพลินกับการได้ลงมือทำ ได้เห็นผลลัพธ์ของการกระทำของตนเอง “นี่แน่ะ!” เสียง ‘แกรบ’ ดังขึ้นอีกครั้ง ฟืนท่อนหนึ่งแตกออกเป็นสามสี่ชิ้นตามที่เขาต้องการ ธันวารู้สึกพอใจกับผลงานของตนเอง “เก่งนี่ไอ้หนุ่ม” ตาชมเชย “ดูสิ ไม้ที่แตกออกมานี่ มันเรียบเนียนสวยงามกว่าที่ตาทำเสียอีก” ธันวาหัวเราะเบาๆ “ตาชมเกินไปแล้วครับ” “ไม่เกินจริงเลย” ตาตอบ “เพราะโยมมีสมาธิไงล่ะ” การบดฟืนดำเนินต่อไปอีกราวชั่วโมงหนึ่ง ธันวาพบว่าเขาสามารถบดฟืนได้เป็นจำนวนมาก โดยที่จิตใจไม่ค่อยฟุ้งซ่านเหมือนช่วงแรกๆ เขาเริ่มรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าของกล้ามเนื้อแขน แต่เป็นความเหนื่อยล้าที่มาพร้อมกับความรู้สึกอิ่มเอมใจ “พอแล้วสำหรับวันนี้” ตาประกาศ “ที่เหลือพรุ่งนี้ค่อยทำต่อ” ธันวาหยุดมือ เขามองไปยังกองฟืนที่ถูกบดจนเป็นชิ้นเล็กๆ วางซ้อนกันอยู่เป็นระเบียบ “ผมรู้สึกดีมากเลยครับตา วันนี้ผมได้เรียนรู้อะไรเยอะแยะเลย” “ดีแล้ว” ตาตอบ “จำไว้นะ การภาวนามันไม่ได้อยู่ที่วัดอยู่ที่โบสถ์เสมอไป มันอยู่กับเราตลอดเวลา อยู่ที่ว่าเราจะเลือกใช้มันหรือไม่” ธันวาโค้งคำนับตาอย่างนอบน้อม “ขอบคุณมากครับตา” ก่อนจะกลับกุฏิ ธันวาได้ช่วยตาเก็บกวาดบริเวณลานให้เรียบร้อย เขารู้สึกถึงความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยที่เกิดขึ้นจากการลงมือทำของตนเอง มันเป็นความสุขที่เรียบง่าย แต่กลับทำให้หัวใจของเขารู้สึกพองโต เมื่อกลับมาถึงกุฏิของตนเอง ธันวานั่งลงบนที่นอน เขายังคงรู้สึกถึงพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายจากกิจกรรมเมื่อครู่ เขาหลับตาลง นึกถึงภาพการบดฟืนที่ทำอย่างมีสติ เขารู้สึกถึงความสงบที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาในจิตใจ มันไม่ใช่ความสงบที่เกิดจากการหลีกหนีจากโลกภายนอก แต่เป็นความสงบที่เกิดขึ้นจากการจดจ่ออยู่กับปัจจุบันขณะ “นี่สินะ… หนทางสู่การเข้าถึงความสงบที่แท้จริง” ธันวากล่าวกับตัวเองอย่างแผ่วเบา เขายังคงฝึกฝนการหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ รู้สึกถึงความเย็นที่ปลายจมูกเมื่อหายใจเข้า และความอุ่นเมื่อหายใจออก เขาไม่เร่งเร้า ไม่คาดหวัง เพียงแค่รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง แสงแดดอ่อนๆ ในยามสายส่องเข้ามาในกุฏิ สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเงียบสงบ ธันวาหลับตาลงอย่างสบายใจ เขาเชื่อมั่นแล้วว่าเส้นทางที่เขาเลือกเดินนั้นถูกต้อง และเขาพร้อมที่จะก้าวต่อไปบนเส้นทางแห่งการเจริญสติภาวนา ด้วยความหวังที่เต็มเปี่ยมในหัวใจ

4,741 ตัวอักษร