วิสุทธิธรรม นำสู่ นิพพาน

ตอนที่ 11 / 35

ตอนที่ 11 — การละวางอุปาทานขันธ์

วันเวลาผ่านไป พระอาจารย์ชานนท์ยังคงปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างต่อเนื่อง การพิจารณาขันธ์ 5 ได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ให้กับเขา เขาเริ่มเห็นชัดเจนขึ้นว่า สิ่งที่เคยยึดมั่นถือมั่นว่าเป็น "ตัวตน" นั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงการรวมตัวกันของสิ่งต่างๆ ที่ไม่เที่ยง "หลวงปู่ครับ" พระอาจารย์ชานนท์กล่าวขณะเข้าไปกราบท่าน "กระผมได้ลองปฏิบัติตามที่หลวงปู่แนะนำ คือการพิจารณาขันธ์ 5" "และกระผมก็ได้เห็นแจ้งในความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตา ของรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ" "แต่กระผมก็ยังรู้สึกว่า มันยังมีอะไรบางอย่างที่ค้างคาอยู่ในใจครับ" หลวงปู่ภานั่งฟังด้วยความสงบ แล้วถามว่า "สิ่งใดเล่า ที่ยังค้างคาอยู่ในใจเจ้า" "มันคืออุปาทานขันธ์ครับหลวงปู่" พระอาจารย์ชานนท์ตอบ "แม้กระผมจะเห็นว่าขันธ์ 5 นั้นไม่เที่ยง แต่กระผมก็ยังมีความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นอยู่" "กระผมยังมีความรู้สึก 'อยาก' ให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้" "มีความรู้สึก 'ไม่ชอบ' เมื่อมันเป็นไปในทางที่ไม่ต้องการ" "กระผมยังรู้สึก 'ยึด' ในเวทนาสุข และ 'ผลัก' เวทนาทุกข์" "มันเหมือนกับว่า แม้จะเห็นว่าสิ่งนั้นไม่ใช่ตัวเรา แต่เราก็ยังคง 'เข้าไปปรุงแต่ง' กับมันอยู่" หลวงปู่ภาพยักหน้าอย่างเข้าใจ "ถูกต้องแล้ว พ่อหนุ่ม" ท่านกล่าว "การเห็นแจ้งในไตรลักษณ์ เป็นเพียงก้าวแรก" "แต่การจะก้าวไปสู่ความหลุดพ้นอย่างแท้จริงนั้น" ท่านอธิบาย "เจ้าต้องละวางอุปาทานขันธ์ให้ได้" "อุปาทานขันธ์ คือการที่จิตเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5" หลวงปู่ภาชี้แจง "ว่าเป็น 'ของเรา' เป็น 'ตัวตนของเรา'" "มันคือการปรุงแต่งเพิ่มเติมต่อจากขันธ์ 5 ที่เกิดขึ้น" "คือความอยาก ความไม่พอใจ ความยึดมั่นถือมั่น" "ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง" "แล้วกระผมจะละวางอุปาทานขันธ์นี้ได้อย่างไรครับหลวงปู่" พระอาจารย์ชานนท์ถามด้วยความกระตือรือร้น "เมื่อมันดูเหมือนจะฝังรากลึกอยู่ในจิตใจ" "เจ้าต้องกลับไปที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง" หลวงปู่ภาตอบ "คือการเจริญสติ" "เมื่อใดก็ตามที่เจ้ามีความรู้สึกใดๆ เกิดขึ้น" ท่านกล่าว "ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความทุกข์ ความโกรธ ความเศร้า" "จงมีสติรู้ตัวอยู่กับมัน" "อย่าเพิ่งไปปรุงแต่งต่อ" "อย่าเพิ่งไปตัดสินว่าดีหรือไม่ดี" "เพียงแค่รับรู้ ว่ามันกำลังเกิดขึ้น" "เหมือนกับการที่เจ้าเฝ้าสังเกตการณ์" "โดยไม่เข้าไปแทรกแซง" พระอาจารย์ชานนท์นั่งนิ่ง พิจารณาคำสอนของหลวงปู่ภา "การมีสติรู้ตัวอยู่กับความรู้สึก..." เขาพึมพำ "ไม่ปรุงแต่ง...ไม่ตัดสิน..." "นั่นคือการไม่เข้าไปยึดมั่นในเวทนา" "คือการไม่สร้างอุปาทานในเวทนา" "เมื่อเวทนาเกิดขึ้น" "เราเพียงแค่รู้ว่ามันเกิดขึ้น" "แล้วปล่อยให้มันดับไปตามธรรมชาติ" "โดยไม่ไปยึดติดกับมัน" "และไม่ไปผลักไสไส่มัน" "นี่คือการละวางอุปาทานในเวทนา" เขากลับไปที่กุฏิของตนเอง และเริ่มฝึกฝนการเจริญสติอย่างเข้มข้น เมื่อใดก็ตามที่เขารู้สึกสบายใจ มีความสุข เขาก็จะรับรู้ "อ้อ...สุขเวทนากำลังเกิดขึ้น" เขาจะไม่ไปหลงเพลิดเพลินกับมัน จนลืมตัว เขาจะไม่ไปยึดติดว่า "สุขแบบนี้ จงคงอยู่ตลอดไป" เมื่อใดก็ตามที่เขารู้สึกไม่สบายใจ มีความทุกข์ เขาก็จะรับรู้ "อ้อ...ทุกขเวทนากำลังเกิดขึ้น" เขาจะไม่ไปต่อต้าน หรือพยายามผลักไสมัน เขาจะไม่ไปคร่ำครวญว่า "ทำไมต้องเป็นเช่นนี้" เขาเพียงแค่รับรู้ว่ามันกำลังเกิดขึ้น และปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติของมัน "ความทุกข์ที่แท้จริง" เขาเริ่มเข้าใจ "ไม่ใช่ตัวทุกขเวทนาเอง" "แต่คือการที่เราเข้าไปยึดมั่นในทุกขเวทนานั้น" "คือการที่เราปรุงแต่งเพิ่มเติม จนทำให้ทุกขเวทนานั้น บานปลายออกไป" "เมื่อเราไม่ยึดมั่น ไม่ปรุงแต่ง" "ทุกขเวทนาก็จะค่อยๆ เบาบางลง" "และดับไปในที่สุด" เช่นเดียวกันกับความรู้สึกอื่นๆ เมื่อเขารู้สึกโกรธ เขาก็รู้ตัว "ความโกรธกำลังเกิดขึ้น" เขาจะไม่ไปเสริมเติมเชื้อไฟแห่งความโกรธ เขาจะไม่ไปหาเหตุผลเข้าข้างความโกรธ เขาเพียงแค่รับรู้ว่า "ความโกรธ" กำลังปรากฏ และปล่อยให้มันค่อยๆ จางหายไป "นี่คือการละวางอุปาทานในสังขาร" "คือการไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่น ในความคิดปรุงแต่งต่างๆ" "เมื่อความคิดเกิดขึ้น" "เราเพียงแค่รู้ว่ามันเกิดขึ้น" "แล้วปล่อยให้มันผ่านไป" "เหมือนกับเรามองดูเมฆที่ลอยอยู่ในท้องฟ้า" "เราไม่จำเป็นต้องไปจับต้อง หรือเข้าไปเปลี่ยนแปลงมัน" "เพียงแค่สังเกตการณ์" "แล้วปล่อยให้มันลอยผ่านไป" พระอาจารย์ชานนท์พบว่า การละวางอุปาทานขันธ์นั้น ไม่ใช่การปฏิเสธ หรือการไม่รู้สึก แต่เป็นการ "รับรู้" อย่างเข้าใจ เป็นการ "ปล่อยวาง" โดยไม่ยึดมั่น เป็นการ "ไม่ปรุงแต่ง" ต่อ ซึ่งทำให้เขามีอิสระจากกิเลส ที่เคยผูกมัดจิตใจของเขาไว้ "การเห็นแจ้งในขันธ์ 5 ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา" "คือการเห็น 'ของจริง' ที่เป็นอยู่" "แต่การละวางอุปาทานขันธ์" "คือการไม่เข้าไป 'ปรุงแต่ง' ต่อความจริงนั้น" "จนทำให้เกิดทุกข์" "มันเหมือนกับการที่เรารู้ว่า ไฟมันร้อน" (เห็นขันธ์ 5) "แต่เราไม่เอามือไปจับไฟ" (ละวางอุปาทาน) "จึงไม่ถูกไฟเผา" (ไม่เกิดทุกข์) "ถ้าเรายังเข้าไปจับไฟ" "ถึงแม้จะรู้ว่ามันร้อน" "เราก็จะถูกไฟเผาอยู่ดี" "นั่นคือการมีอุปาทาน" "คือการที่จิตเข้าไปยึดมั่น" "ทำให้เกิดทุกข์" พระอาจารย์ชานนท์เริ่มสัมผัสได้ถึงความสงบที่ลึกซึ้งกว่าเดิม มันไม่ใช่ความสงบจากการหลีกหนี แต่เป็นความสงบที่เกิดจากการเผชิญหน้า และการปล่อยวาง ความผูกพันที่เคยรู้สึก ก็ไม่ได้หายไปโดยสิ้นเชิง แต่มันสูญเสียพลังในการครอบงำจิตใจเขาไปแล้ว เขาเห็นมันเป็นเพียงปรากฏการณ์หนึ่ง ที่เกิดขึ้นและดับไป เขาไม่รู้สึกเศร้าใจเมื่อนึกถึงการจากลาอีกต่อไป แต่เขารู้สึกขอบคุณสำหรับประสบการณ์ที่ดีที่เคยมี "ความสุขที่แท้จริง" เขาตระหนัก "ไม่ได้มาจากการยึดติดในสิ่งที่เราชอบ" "แต่มาจากการปล่อยวางในทุกสิ่ง" "แม้กระทั่งการปล่อยวางในความสุขนั้นเอง" "เมื่อเราไม่ยึดติดอะไรเลย" "เราก็จะพบกับความว่างอันเป็นสุข" "อันเป็นนิพพาน" แสงแดดในยามเย็นสาดส่องเข้ามาในกุฏิของเขา เขาเห็นฝุ่นละอองเล็กๆ ลอยอยู่ในลำแสง เขาเฝ้าดูมันอย่างสงบ รู้ว่ามันกำลังเคลื่อนไหว รู้ว่ามันกำลังจะลอยหายไป และเขาก็รู้ว่า... ตัวเขาเองก็เป็นเช่นนั้น เพียงแต่เขากำลังเรียนรู้วิธีที่จะไม่ถูกพัดพาไปกับกระแสแห่งทุกข์

4,868 ตัวอักษร