วิสุทธิธรรม นำสู่ นิพพาน

ตอนที่ 12 / 35

ตอนที่ 12 — การเห็นแจ้งธรรมตามความเป็นจริง

หลายวันต่อมา พระอาจารย์ชานนท์ยังคงฝึกฝนการเจริญสติ และการละวางอุปาทานขันธ์อย่างไม่ย่อท้อ จิตใจของเขาเริ่มมีความละเอียดอ่อนมากยิ่งขึ้น สามารถรับรู้ถึงสภาวธรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและชัดเจน "หลวงปู่ครับ" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความปีติ "กระผมรู้สึกว่า จิตของกระผมนั้น... ใสขึ้นมาก" "กระผมสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงของสภาวธรรมต่างๆ ได้อย่างชัดเจน" "เมื่อมีความคิดเกิดขึ้น กระผมก็รู้ว่ามันเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัย และมันก็ดับไปเอง" "เมื่อมีความรู้สึกต่างๆ เกิดขึ้น กระผมก็รับรู้มัน โดยไม่เข้าไปปรุงแต่งต่อ" "เหมือนกับว่า กระผมกำลังเฝ้ามองกระแสน้ำที่ไหลไป" "โดยไม่พยายามจะหยุดมัน หรือเปลี่ยนแปลงทิศทางของมัน" หลวงปู่ภานั่งฟังด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยเมตตา "เป็นนิมิตหมายอันดี พ่อหนุ่ม" ท่านกล่าว "การเห็นธรรมตามความเป็นจริง คือหัวใจสำคัญของการหลุดพ้น" "เมื่อเจ้าเห็นแจ้งในความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของทุกสิ่ง" ท่านอธิบาย "เจ้าก็จะคลายความยึดมั่นถือมั่นลงได้" "การที่จิตของเจ้าใสขึ้น" หลวงปู่ภาชี้แจง "หมายความว่า กิเลสที่เคยบดบังความจริงนั้น เริ่มบางลงแล้ว" "เจ้ากำลังจะได้เห็น 'อริยสัจ 4' ตามความเป็นจริง" "แล้วกระผมจะเห็นอริยสัจ 4 ได้อย่างไรครับหลวงปู่" พระอาจารย์ชานนท์ถามด้วยความตั้งใจ "เมื่อกระผมยังรู้สึกว่า ยังมีกิเลสบางอย่างที่ยังคงแฝงตัวอยู่" "เจ้าไม่ต้องไป 'หา' อริยสัจ 4" หลวงปู่ภาตอบ "เพราะมันมีอยู่แล้วในทุกสิ่ง" "เจ้าเพียงแค่ต้อง 'มองเห็น' มันตามความเป็นจริง" "เริ่มจาก 'ทุกข์'" ท่านกล่าว "เจ้าได้เห็นแล้วว่า ขันธ์ 5 ทั้งปวงคือทุกข์" "การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย" "การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก" "การประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก" "และความไม่สมหวังในสิ่งที่ปรารถนา" "ล้วนเป็นทุกข์" "การที่เจ้าเห็นแจ้งในความไม่เที่ยงของทุกสิ่ง" "คือการเห็น 'สมุทัย' ซึ่งเป็นเหตุแห่งทุกข์" "คือตัณหา หรือความทะยานอยาก" "ที่ทำให้เราอยากได้สิ่งที่ไม่เที่ยง ให้มาเป็นของเรา" "อยากจะหลีกหนีสิ่งอันไม่เป็นที่รัก" "อยากจะได้ในสิ่งที่ปรารถนา" "เมื่อเจ้าเห็นแจ้งในเหตุแห่งทุกข์แล้ว" หลวงปู่ภาอธิบาย "เจ้าก็จะเริ่มเห็น 'นิโรธ'" "นิโรธ คือความดับทุกข์" ท่านกล่าว "คือสภาวะที่ปราศจากตัณหา" "เมื่อตัณหาดับไป ทุกข์ก็ดับไป" "นี่คือเป้าหมายสูงสุดของการปฏิบัติ" "และหนทางที่จะไปถึงนิโรธนั้น" หลวงปู่ภาชี้แจง "ก็คือ 'มรรค'" "มรรค คืออริยมรรคมีองค์ 8" "คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ" "การที่เจ้าเจริญสติ ละวางอุปาทานขันธ์" "คือการกำลังปฏิบัติอยู่ในมรรคมีองค์ 8 นั่นเอง" พระอาจารย์ชานนท์นั่งนิ่ง ปล่อยให้คำสอนของหลวงปู่ภาค่อยๆ ซึมซาบเข้าไปในจิตใจ เขาพิจารณาอริยสัจ 4 ในทุกแง่มุมของชีวิต เขาเห็น "ทุกข์" ในความไม่สมบูรณ์ของทุกสิ่ง เขาเห็น "สมุทัย" ในความอยากที่จะครอบครอง อยากจะหลีกหนี เขาเห็น "นิโรธ" ในสภาวะที่จิตสงบ ปราศจากความปรุงแต่ง และเขาก็เห็น "มรรค" ในการปฏิบัติอันต่อเนื่องของตนเอง "หลวงปู่ครับ" เขาเอ่ยขึ้นอีกครั้ง "กระผมรู้สึกว่า... กระผมกำลังจะเข้าใจในความหมายของ 'นิพพาน'" "นิพพาน ไม่ใช่สถานที่" ท่านกล่าว "แต่มันคือสภาวะ" "สภาวะแห่งการดับสนิทแห่งกิเลส" "การดับสนิทแห่งทุกข์" "เมื่อความอยากทั้งหลายดับไป" "ความยึดมั่นถือมั่นทั้งหลายดับไป" "จิตก็จะเข้าถึงความสงบอันสูงสุด" "ซึ่งเป็นนิพพาน" "มันไม่ใช่การสูญสลาย" "แต่มันคือการหลุดพ้น จากการเวียนว่ายตายเกิด" "จากกองทุกข์ทั้งปวง" พระอาจารย์ชานนท์นั่งอยู่ต่อหน้าหลวงปู่ภา ด้วยจิตใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความปีติ เขาไม่ได้รู้สึกว่าตนเองกำลังจะ "บรรลุ" ในทันทีทันใด แต่เขารู้สึกว่า ตนเองกำลังอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้อง กำลังก้าวไปสู่เป้าหมายอันสูงสุด ด้วยความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น "กระผมขอขอบพระคุณหลวงปู่เป็นอย่างสูงครับ" เขาเอ่ย "ที่ได้ชี้ทางอันประเสริฐนี้ให้แก่กระผม" "การเห็นแจ้งธรรมตามความเป็นจริงนั้น" หลวงปู่ภาตอบ "เป็นหน้าที่ของเจ้าเอง" "อาตมาเป็นเพียงผู้ชี้ทาง" "หนทางนั้น เจ้าต้องเดินไปเอง" "จงมีสติ สมาธิ และปัญญา" "อยู่เสมอ" "แล้ววันหนึ่ง" "เจ้าจะถึงซึ่งจุดหมายปลายทาง" "คือพระนิพพาน" แสงแดดสุดท้ายของวัน สาดส่องเข้ามาในศาลา มันให้ความรู้สึกอบอุ่น และสงบอย่างน่าประหลาด พระอาจารย์ชานนท์หลับตาลง สัมผัสถึงกระแสแห่งปัญญาที่ไหลเวียนอยู่ในจิตใจ เขารู้ว่า การเดินทางยังคงดำเนินต่อไป แต่เขาก็มีความหวัง และมีความมุ่งมั่น ที่จะเดินไปบนเส้นทางแห่งวิสุทธิธรรม จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งทุกข์ เพื่อการบรรลุนิพพาน อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิต.

3,681 ตัวอักษร