ตอนที่ 2 — ความจริงที่ซ่อนเร้นในเงามืด
ปรางทิพย์พยายามอย่างหนักที่จะควบคุมตัวเอง เธอไม่ต้องการให้ภาพลักษณ์ที่เธอสร้างมาตลอดต้องมัวหมอง เพียงเพราะความผิดพลาดเพียงเสี้ยวนาทีของหัวใจ เธอฝืนยิ้มต่อไป กลั้นน้ำตาที่เอ่อคลอให้ไหลกลับเข้าไปในดวงตา
“…และความสุขในครอบครัวคือสิ่งสำคัญที่สุด” เธอพยายามประคองเสียงพูดให้มั่นคง “โครงการของเราจึงได้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการของครอบครัวยุคใหม่…”
บทพูดของเธอเริ่มติดขัด เธอเหลือบมองไปที่โต๊ะของคุณพ่ออีกครั้ง ภาพนั้นยังคงเหมือนเดิม คุณพ่อยังคงนั่งหัวเราะอยู่กับผู้หญิงคนนั้นอย่างสนุกสนาน ไม่มีความรู้สึกผิด หรือความละอายใจใดๆ ฉายออกมาจากแววตาของเขา
“ขออภัยค่ะ” ปรางทิพย์กล่าวขอโทษอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบเดินลงจากเวทีไปอย่างเงียบๆ เธอต้องการพื้นที่ส่วนตัว ต้องการเวลาเพื่อทำความเข้าใจกับสิ่งที่เห็น
เธอเดินตรงไปยังห้องน้ำที่อยู่ด้านในสุดของงาน บรรจงปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา ปรางทิพย์ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ท่ามกลางความเงียบที่รายล้อม เธอปล่อยให้น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลออกมาอย่างไม่อาจหักห้ามได้
ภาพที่คุณพ่อกำลังหัวเราะกับผู้หญิงคนอื่นที่ไม่ใช่คุณแม่ มันบาดลึกเข้าไปในหัวใจของเธอ ราวกับมีใครบางคนใช้มีดกรีดลงบนความเชื่อมั่นที่เธอมีต่อครอบครัวมาตลอด
“ทำไมคะ… ทำไมต้องเป็นแบบนี้” เธอพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงสั่นเครือ “ครอบครัวของปราง… ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบของปราง…”
เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้น “คุณปรางคะ เป็นอะไรหรือเปล่าคะ” เป็นเจนที่มาตามหา
ปรางทิพย์รีบปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม “เปล่าจ้ะเจน ไม่มีอะไร” เธอตอบเสียงแหบพร่า “ขอเวลาแป๊บนึงนะ”
“ค่ะ” เจนตอบรับก่อนจะเดินจากไป
ปรางทิพย์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เธอรู้ว่าเธอต้องเข้มแข็ง ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะอ่อนแอ เธอต้องหาคำตอบให้ตัวเองก่อน
เธอค่อยๆ ลุกขึ้นยืน มองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกที่อยู่เหนืออ่างล้างหน้า ใบหน้าของเธอซีดเผือด ดวงตาแดงก่ำ รอยยิ้มที่เคยสดใส บัดนี้กลับดูจืดชืดและไร้ชีวิตชีวา
“สู้ๆ นะปราง” เธอพูดปลอบใจตัวเอง “เธอต้องผ่านมันไปให้ได้”
เมื่อรู้สึกว่าพอจะควบคุมอารมณ์ได้แล้ว ปรางทิพย์ก็เดินออกจากห้องน้ำ เธอพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในงาน
ทันทีที่เธอปรากฏตัวที่โถงทางเดิน ก็มีเสียงเรียกดังขึ้น “ปราง! เป็นอะไรไปลูก ทำไมถึงเดินลงจากเวทีไปแบบนั้น”
เป็นคุณหญิงอรุณรัศมี ที่เดินตรงเข้ามาหาเธอด้วยสีหน้ากังวล
“ไม่มีอะไรค่ะ คุณหญิง” ปรางทิพย์พยายามยิ้ม “แค่รู้สึกไม่ค่อยสบายเล็กน้อยค่ะ”
“แน่ใจนะ” คุณหญิงอรุณรัศมียังคงมองปรางทิพย์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย “หน้าซีดเชียว”
“ค่ะ” ปรางทิพย์ตอบรับ “แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้วค่ะ”
“ถ้าไม่สบายจริงๆ บอกนะ เดี๋ยวฉันจะให้คนขับรถไปส่ง” คุณหญิงอรุณรัศมีเสนอ
“ขอบคุณค่ะ” ปรางทิพย์กล่าว “แต่ปรางไหวค่ะ”
วรุตเดินเข้ามาสมทบ “คุณปรางครับ ถ้าต้องการความช่วยเหลืออะไร บอกผมได้นะครับ”
“ขอบคุณค่ะ คุณวรุต” ปรางทิพย์กล่าว “ถ้ามีอะไรจริงๆ ปรางจะบอกนะคะ”
ในขณะที่เธอกำลังพูดคุยกับคุณหญิงอรุณรัศมีและวรุต สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นร่างของคุณพ่อที่เดินเข้ามาในงาน พร้อมกับคุณแม่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ใบหน้าของคุณแม่ดูเรียบเฉย แต่แววตาของท่านกลับเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย
ปรางทิพย์รู้สึกเหมือนมีบางอย่างบีบรัดหัวใจของเธออีกครั้ง เธอจำต้องฝืนยิ้มให้กับคุณแม่ “คุณแม่คะ”
คุณแม่มองมาที่เธอ ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย “ปราง”
“คุณพ่อคะ” ปรางทิพย์หันไปหาคุณพ่อ “มาถึงแล้วหรือคะ”
คุณพ่อมองปรางทิพย์ด้วยสีหน้าเรียบเฉย “พ่อมาถึงนานแล้ว”
น้ำเสียงของคุณพ่อเย็นชาผิดปกติ ปรางทิพย์รู้สึกได้ถึงความตึงเครียดที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของคุณพ่อ
“คุณแม่คะ” ปรางทิพย์หันไปพูดกับคุณแม่ “ลูกดีใจนะคะที่คุณแม่มา”
คุณแม่มองปรางทิพย์นิ่งๆ ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “แม่ก็ดีใจจ้ะ”
ปรางทิพย์สังเกตเห็นท่าทีของคุณแม่ เธอรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่เธอก็ไม่กล้าถามอะไรมากไปกว่านี้
“นี่คือคุณหญิงอรุณรัศมี และคุณวรุตค่ะ” ปรางทิพย์แนะนำ “ท่านทั้งสองเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่สำคัญของเราค่ะ”
คุณหญิงอรุณรัศมีและคุณแม่ของปรางทิพย์ ยิ้มให้กันอย่างสุภาพ แต่ก็ดูเหมือนจะมีระยะห่างบางอย่าง
“สวัสดีค่ะ” คุณหญิงอรุณรัศมีกล่าว “ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”
“สวัสดีค่ะ” คุณแม่ของปรางทิพย์ตอบรับ
“คุณพ่อคะ” ปรางทิพย์พยายามชวนคุย “ลูกเห็นคุณพ่ออยู่กับ… เอ่อ… คุณป้าคนเมื่อสักครู่”
คุณพ่อชะงักเล็กน้อย ก่อนจะตอบเสียงเย็น “อ๋อ นั่นเพื่อนเก่าของพ่อเอง”
ปรางทิพย์รู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างจัง เธอรู้ว่านั่นไม่ใช่คำโกหกทั้งหมด แต่ก็ไม่ใช่ความจริงทั้งหมดเช่นกัน
“คุณปรางคะ” มาวินเดินเข้ามา “ผมต้องขอตัวคุณปรางไปคุยกับนักข่าวสักครู่ครับ”
“ค่ะ” ปรางทิพย์ตอบรับอย่างโล่งอก “ไปเถอะค่ะ”
เธอเดินตามมาวินไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้คุณพ่อ คุณแม่ และกลุ่มคนอื่นๆ ยืนอยู่ที่เดิม
ขณะที่มาวินกำลังสัมภาษณ์ ปรางทิพย์ก็พยายามรวบรวมสติของตัวเอง เธอรู้ว่านี่คือจุดเริ่มต้นของความจริงบางอย่างที่เธอจะต้องค้นหาให้เจอ
“คุณปรางคะ มีอะไรหรือเปล่าคะ” มาวินถามเมื่อเห็นสีหน้าของเธอ “ดูเหมือนคุณจะไม่ค่อยสบายใจ”
“ไม่มีอะไรมากค่ะ” ปรางทิพย์ยิ้มฝืน “แค่รู้สึกเหนื่อยเล็กน้อยค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวผมขอสัมภาษณ์เสร็จแล้ว จะให้คนพาคุณไปพักนะครับ” มาวินกล่าวอย่างหวังดี
“ขอบคุณค่ะ” ปรางทิพย์ตอบ
หลังจากจบการสัมภาษณ์ ปรางทิพย์ก็เดินกลับมาที่โต๊ะของคุณพ่อคุณแม่ แต่เมื่อเธอไปถึง ก็พบว่าคุณแม่ได้หายไปแล้ว เหลือเพียงคุณพ่อที่นั่งอยู่คนเดียว
“คุณแม่ไปไหนคะ” ปรางทิพย์ถาม
คุณพ่อหันมามองเธอ “แม่คงกลับไปก่อนแล้ว”
“กลับไปแล้วหรือคะ” ปรางทิพย์รู้สึกผิดหวัง “ทั้งๆ ที่งานเพิ่งจะเริ่มเอง”
“พ่อก็ไม่รู้” คุณพ่อตอบเสียงเรียบ “บางทีแม่อาจจะรู้สึกไม่สบาย”
ปรางทิพย์รู้สึกว่าคำพูดของคุณพ่อเต็มไปด้วยความเย็นชา และการปัดความรับผิดชอบ เธอจึงเลือกที่จะไม่ถามอะไรต่อ
เธอเดินกลับไปที่โต๊ะอาหาร และนั่งลงข้างๆ คุณพ่อ เธอพยายามรวบรวมข้อมูลทุกอย่างที่ได้เห็นวันนี้ ภาพคุณพ่อหัวเราะกับผู้หญิงคนอื่น การหายตัวไปของคุณแม่ และท่าทีที่เปลี่ยนไปของคุณพ่อ สิ่งเหล่านี้กำลังก่อตัวเป็นปริศนาที่เธอต้องไขให้กระจ่าง
“คุณพ่อคะ” เธอเอ่ยขึ้น “ลูกมีเรื่องอยากจะถามค่ะ”
คุณพ่อหันมามอง “ว่ามาสิ”
“เรื่อง… เรื่องที่ปรางเห็นเมื่อสักครู่นี้ค่ะ คุณพ่อกำลังคุยกับผู้หญิงคนนั้น… เขาเป็นใครคะ”
คุณพ่อเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ “ก็แค่เพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันนาน”
“แต่… ทำไมคุณแม่ถึงไม่เห็นอยู่ที่นั่นคะ” ปรางทิพย์ถามต่ออย่างมีความหวังว่าคุณพ่อจะให้คำตอบที่ชัดเจน
คุณพ่อมองไปที่แก้วไวน์ในมือ “แม่คงไม่สบาย”
คำตอบเดิมๆ ย้ำซ้ำๆ ทำให้ปรางทิพย์เริ่มรู้สึกท้อแท้ เธอรู้ดีว่าคุณพ่อกำลังหลบเลี่ยงที่จะตอบคำถามที่แท้จริง
“ค่ะ” ปรางทิพย์ตอบรับอย่างจำใจ “แล้ว… คุณแม่เป็นอะไรไปคะ ถึงต้องรีบกลับ”
“พ่อก็ไม่รู้” คุณพ่อตอบเหมือนเดิม “คงไม่สบายจริงๆ”
ปรางทิพย์รู้สึกผิดหวัง เธอรู้ดีว่าคุณพ่อไม่ได้พูดความจริงทั้งหมด แต่เธอก็ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป เธอสัมผัสได้ถึงความจริงที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังภาพครอบครัวที่สมบูรณ์แบบนี้
5,653 ตัวอักษร