ตอนที่ 2 — รอยร้าวที่มองไม่เห็น
หลังจากแขกเหรื่อเริ่มทยอยกลับไป สุมาลีก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก เธอรีบเดินตรงไปยังห้องรับประทานอาหารที่บัดนี้เหลือเพียงสมาชิกในครอบครัว คุณหญิงมณี กำลังนั่งจิบชาด้วยใบหน้าเรียบเฉย ส่วนวิชัย พ่อของเธอ นั่งกุมขมับอยู่บนโซฟาตัวยาว
“คุณพ่อเป็นอะไรไปคะ” สุมาลีถามอย่างเป็นห่วง
วิชัยเงยหน้าขึ้น มองลูกสาวด้วยสายตาอ่อนล้า “ธุรกิจมีปัญหาหน่อยลูก”
“อีกแล้วเหรอคะ” สุมาลีทรุดตัวลงนั่งข้างๆ “ครั้งที่แล้วก็เกือบแย่”
“ครั้งนี้หนักกว่าเดิม” วิชัยถอนหายใจ “ถ้าข้อตกลงกับคุณสมศักดิ์ไม่สำเร็จ เราอาจจะ… แย่จริงๆ”
คุณหญิงมณีวางถ้วยชาลง “ฉันบอกคุณแล้วไงคะว่าอย่าไปลงทุนเพิ่มในช่วงนี้ ตลาดมันไม่แน่นอน”
“ผมก็พยายามระวังแล้ว แต่มันมีโอกาสที่ต้องคว้า” วิชัยเถียงเสียงแผ่ว “ถ้าสำเร็จ เราจะพลิกสถานการณ์กลับมาได้”
“ถ้า… ถ้ามันไม่สำเร็จล่ะคะ” สุมาลีถามเสียงสั่น
“เราก็ต้องหาทางอื่น” วิชัยพูดอย่างปลอบประโลม “พ่อจะไม่ยอมให้เราลำบากแน่นอน”
สุชาดาที่นั่งเงียบมาตลอด เอ่ยขึ้นเสียงเบา “แล้วถ้าเราขายบ้านหลังนี้ล่ะคะ”
วิชัยกับคุณหญิงมณีหันไปมองหน้าสุชาดา
“บ้านหลังนี้มันมีค่ามากนะลูก” วิชัยกล่าว “เราจะเสียดายแย่”
“แต่ถ้าเราไม่มีเงินจ่ายหนี้ล่ะคะ” สุชาดาถามต่อ “บ้านหลังนี้ก็อาจจะโดนยึดอยู่ดี”
คำพูดของสุชาดาทำให้บรรยากาศในห้องยิ่งอึมครึม สุมาลีมองไปรอบๆ บ้านอันเป็นที่รักหลังนี้ มันคือความภาคภูมิใจของตระกูล คือสัญลักษณ์ของความสำเร็จที่บิดามารดาของเธอสร้างมาด้วยกัน แต่ตอนนี้มันกลับกลายเป็นภาระที่หนักอึ้ง
“ฉันว่าเราควรรีบตัดสินใจนะวิชัย” คุณหญิงมณีกล่าว “อย่ารอจนสายเกินไป”
“แต่ผมยังไม่อยากขาย” วิชัยพยายามประท้วง “ผมจะหาทางของผม”
“ทางของคุณมันก็พาเรามาจนถึงจุดนี้ไงคะ” คุณหญิงมณีเหน็บแนม
“พอแล้วค่ะคุณแม่” สุมาลีแทรกขึ้น “ตอนนี้เราควรจะร่วมมือกันหาทางออกที่ดีที่สุดนะคะ”
เธอหันไปทางพ่อ “คุณพ่อคะ หนูมีเงินเก็บอยู่ส่วนหนึ่งค่ะ ถึงจะไม่มาก แต่ถ้าช่วยอะไรได้ หนูยินดีนะคะ”
วิชัยส่ายหน้า “ขอบใจลูกนะ แต่เงินเก็บของลูก พ่อไม่อยากให้มายุ่งเกี่ยว”
“แล้วหนูจะทำยังไงคะ” สุมาลีรู้สึกหมดหนทาง “หนูไม่อยากเห็นคุณพ่อคุณแม่เครียดแบบนี้”
“ถ้าอย่างนั้น… ฉันก็มีอีกเรื่องจะบอก” คุณหญิงมณีพูดขึ้น “คือเรื่องที่ฉันไปดูบ้านจัดสรรแถบชานเมืองมาน่ะ”
วิชัยหันไปมองภรรยา “บ้านจัดสรร? คุณหมายถึงอะไร”
“ก็คือ… ถ้าเราต้องขายบ้านหลังนี้จริงๆ เราก็จะได้มีที่อยู่ใหม่ไงคะ” คุณหญิงมณีกล่าว “มันอาจจะไม่หรูหราเท่าที่นี่ แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย”
สุมาลีรู้สึกเหมือนหัวใจหล่นวูบ นี่มันหมายความว่ายังไงกันแน่ พ่อแม่ของเธอคิดจะขายบ้านหลังนี้จริงๆ หรือ
“คุณพูดเล่นใช่ไหมมณี” วิชัยถามเสียงดัง
“ฉันไม่ได้พูดเล่น” คุณหญิงมณีตอบเสียงเย็น “ถ้าธุรกิจของคุณล้มเหลว เราก็ต้องยอมรับความจริง”
“แต่นี่มันคือบ้านของเรา” วิชัยพยายามประคองเสียง “เราสร้างมันมาด้วยกันนะ”
“และถ้ามันจะกลายเป็นหนี้สิน เราก็ต้องปล่อยมันไป” คุณหญิงมณีกล่าวอย่างเด็ดขาด
สุมาลีมองดูพ่อแม่ของเธอที่กำลังทะเลาะกันอย่างหนัก เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่บนรอยร้าวที่มองไม่เห็น รอยร้าวที่ค่อยๆ กัดกินครอบครัวของเธอจากภายใน
“คุณพ่อคะคุณแม่คะ” สุมาลีพยายามเรียกสติ “เรามาคุยกันดีๆ ได้ไหมคะ”
“มันไม่มีอะไรจะคุยแล้วสุมาลี” วิชัยพูดเสียงหงอย “มันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่”
“แต่หนูก็เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนะคะ” สุมาลีตอบ “หนูอยากรู้ว่าเราจะทำยังไงต่อไป”
“ก็อย่างที่แม่บอกไง” คุณหญิงมณีพูด “ถ้าพ่อเธอไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ เราก็ต้องย้ายออกไปอยู่บ้านจัดสรร”
“บ้านจัดสรร!” วิชัยอุทาน “นี่คุณคิดจะพาผมไปอยู่บ้านจัดสรรจริงๆ เหรอ”
“ถ้าจำเป็นก็ต้องทำ” คุณหญิงมณีตอบ “ดีกว่าต้องไปนอนข้างถนน”
สุมาลีได้แต่ก้มหน้ามองพื้น เธอรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังถล่มลงมา ภาพลักษณ์อันสมบูรณ์แบบของตระกูลวิสุทธิกุลที่เธอพยายามรักษามาตลอด กำลังจะแตกสลายลงตรงหน้า
“หนูขอตัวนะคะ” สุมาลีพูดเสียงแผ่ว แล้วรีบเดินออกจากห้องไป เธอตรงไปยังห้องนอนของตัวเอง ปิดประตูลงกลอน แล้วทรุดตัวลงนั่งพิงประตู น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ก็ไหลทะลักออกมา
เธอไม่เข้าใจว่าทำไมชีวิตของเธอถึงต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ ทำไมความสุขที่เธอเห็นภายนอกมันถึงได้เปราะบางขนาดนี้ ทำไมความจริงมันถึงได้โหดร้ายนัก
สุมาลีหลับตาลง พยายามคิดถึงภาพบ้านหลังใหญ่หลังนี้ ภาพที่เธอเติบโตมา ภาพความทรงจำดีๆ ที่เคยมีอยู่ที่นี่ แต่ภาพเหล่านั้นกลับถูกบดบังด้วยความกังวลและอนาคตที่ไม่แน่นอน
เธอรู้ดีว่าตัวเองต้องเข้มแข็งกว่านี้ ต้องหาทางช่วยเหลือครอบครัว แต่เธอควรจะเริ่มจากตรงไหนดี
3,648 ตัวอักษร