วันที่โลกทั้งใบกลายเป็นสีเทา

ตอนที่ 10 / 35

ตอนที่ 10 — แสงดาวที่ส่องนำทางใจ

“คุณแม่ครับ... ผมอยากจะถามอะไรบางอย่าง” ผมเริ่มต้นบทสนทนาหลังจากที่นั่งเงียบไปนาน คุณแม่ซึ่งกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างๆ เลื่อนสายตามามองผม “ว่าแต่เอกภพอยากจะถามอะไรล่ะลูก” ท่านวางหนังสือลงบนตัก วางมือทาบไว้บนหนังสืออย่างอ่อนโยน “ทำไม... ทำไมทุกอย่างถึงต้องเกิดขึ้นกับผมครับ” คำถามที่หลุดออกมาจากปากผมนั้นเต็มไปด้วยความสับสนและเจ็บปวด ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมโชคชะตาถึงได้เล่นตลกกับชีวิตของผมแบบนี้ “แม่ไม่รู้เหมือนกันนะเอกภพ” คุณแม่ตอบอย่างนุ่มนวล “บางทีชีวิตก็มีเรื่องที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเสมอ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราจะผ่านมันไปได้อย่างไรต่างหาก” ท่านยื่นมือมาลูบหัวผมเบาๆ “แม่เคยได้ยินเรื่องของดอกทานตะวันนะเอกภพ” ท่านกล่าวต่อ “ดอกทานตะวันจะหันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์เสมอ ไม่ว่าวันนั้นฟ้าจะครึ้ม หรือมีเมฆมากแค่ไหน ดอกทานตะวันก็จะยังคงหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเสมอ เพื่อรอคอยแสงสว่าง” ผมเงียบไปครู่หนึ่ง พยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่แม่กำลังจะสื่อ “เอกภพก็เหมือนดอกทานตะวันนะลูก” คุณแม่พูดต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น “ไม่ว่าตอนนี้จะรู้สึกมืดมนสักแค่ไหน ก็ขอให้เอกภพจงหันหน้าเข้าหาแสงสว่างเสมอ อย่าจมปลักอยู่กับความมืด” ผมมองเข้าไปในดวงตาของคุณแม่ ผมเห็นความรัก ความเข้าใจ และความหวังที่ฉายออกมาอย่างชัดเจน “ผม... ผมจะพยายามครับแม่” ผมพึมพำออกมา เสียงสั่นเครือเล็กน้อย “ดีมากเอกภพ” คุณแม่ยิ้มให้ “แล้วรู้ไหมว่าทำไมแม่ถึงชอบวาดรูปนัก” ท่านเปลี่ยนเรื่อง “เพราะการวาดรูปมันเหมือนกับการสร้างโลกในแบบของเราเองนะเอกภพ เราสามารถเลือกสี เลือกลวดลาย หรือแม้แต่สร้างสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่จริงขึ้นมาก็ได้ มันคืออิสระที่เรามี” ท่านมองไปที่พู่กันและสีน้ำที่วางอยู่บนโต๊ะ “เอกภพเองก็มีพรสวรรค์ในการวาดรูปนะลูก แม่เชื่อว่าเอกภพจะสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่สวยงามได้” คำพูดของคุณแม่เหมือนน้ำเย็นที่ช่วยชโลมใจที่แห้งผากของผม ผมรู้สึกถึงพลังบางอย่างที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นภายใน ผมเงยหน้าขึ้นมองคุณแม่ “ผมอยากจะลองวาดรูปอีกครั้งครับแม่” ผมบอก “แน่นอนสิลูก” ท่านตอบรับทันที “เอาแบบไหนดีล่ะ” ผมหยิบกระดาษแผ่นใหม่มาวางลงบนโต๊ะ “ผม... ผมอยากจะลองวาดภาพครอบครัวของเราครับ” คำพูดที่หลุดออกมาทำให้ทั้งผมและคุณแม่ต่างก็ตกใจเล็กน้อย ไม่ใช่แค่ผมที่สูญเสีย แต่คุณแม่เองก็เช่นกัน “ได้สิลูก” คุณแม่ตอบรับอย่างเต็มใจ “วาดเท่าที่เราอยากจะวาดนะ ไม่ต้องกังวลว่าจะออกมาเป็นอย่างไร” เรานั่งลงข้างกัน คุณแม่หยิบกระดาษอีกแผ่นมา แล้วหยิบดินสอขึ้นมา ผมหยิบพู่กันมาจุ่มสีน้ำเงินสดใส แล้วเริ่มจรดปลายพู่กันลงบนกระดาษ ผมเริ่มจากวาดท้องฟ้าก่อน ท้องฟ้าสีครามสดใสตัดกับก้อนเมฆสีขาวปุย ผมวาดบ้านหลังเล็กๆ ที่มีสวนดอกไม้หน้าบ้าน สีสันสดใสตัดกับความรู้สึกหดหู่ที่เคยมี ผมวาดรูปของคุณพ่อ ท่านยืนยิ้มอย่างใจดี ผมวาดรูปของคุณแม่ในชุดกระโปรงยาวสีเหลืองสดใส ท่านกำลังยื่นมือมาให้ผม ผมวาดรูปของตัวเองในชุดเสื้อยืดสีฟ้า ยืนอยู่ข้างๆ คุณแม่ มือของเราจับกันไว้ ผมเติมรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ลงไป เช่น ผีเสื้อที่กำลังโบยบินอยู่เหนือดอกไม้ นกน้อยที่กำลังเกาะอยู่บนกิ่งไม้ ผมใช้สีสันที่สดใสที่สุดเท่าที่จะนึกออก สีเหลือง สีฟ้า สีเขียว สีแดง สีม่วง ผสมผสานกันอย่างลงตัว จนกลายเป็นภาพวาดครอบครัวที่มีความสุขสมบูรณ์แบบ “สวยจังเลยเอกภพ” คุณแม่เอ่ยชม “แม่ชอบมากเลย” ผมยิ้มอย่างมีความสุข “ผม... ผมวาดตามที่แม่เคยบอกครับแม่” ผมตอบ “คือการหันหน้าเข้าหาแสงสว่าง” คุณแม่หัวเราะเบาๆ “แม่ดีใจนะที่เอกภพเริ่มกลับมามองเห็นความสวยงามของโลกอีกครั้ง” ท่านกอดผมแน่น “จำไว้นะเอกภพ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แสงสว่างก็ยังคงมีอยู่เสมอ เราแค่ต้องพยายามมองหามัน” ผมซบหน้าลงบนไหล่ของคุณแม่ รู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ผมรู้ว่าผมยังคงมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องเผชิญ แต่ผมก็เชื่อว่าผมจะสามารถผ่านมันไปได้ ด้วยกำลังใจจากคุณแม่ และด้วยแสงสว่างที่ผมเลือกจะมองหา.

3,148 ตัวอักษร