วันที่โลกทั้งใบกลายเป็นสีเทา

ตอนที่ 11 / 35

ตอนที่ 11 — รอยยิ้มที่กลับคืนมา

การกลับไปโรงเรียนหลังจากวันนั้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ผมยังคงรู้สึกประหม่าเล็กน้อยเมื่อก้าวเข้าไปในห้องเรียน แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความประหม่าที่เกิดจากความกลัว หรือความรู้สึกไร้ค่า แต่มันคือความรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้กลับมาเรียนรู้ และได้กลับมาใช้ชีวิตในแบบที่ควรจะเป็น “สวัสดีจ้ะเอกภพ” เสียงทักทายที่คุ้นเคยดังขึ้น เป็นเสียงของคุณครูสมศรี คุณครูประจำวิชาภาษาไทย “ครูดีใจมากเลยที่เอกภพกลับมา” ท่านยิ้มให้ “มีอะไรให้ครูช่วย หรือไม่เข้าใจตรงไหน บอกครูได้เสมอนะ” ผมพยักหน้าขอบคุณ “ขอบคุณครับคุณครู” ผมตอบ เสียงของผมยังคงแหบพร่าเล็กน้อย แต่ก็มีความมั่นใจมากขึ้นกว่าเดิม “ดีมากจ้ะ” คุณครูสมศรีกล่าว “เอาล่ะ วันนี้เราจะมาเรียนเรื่องบทกวีแห่งความหวังกัน” ผมตั้งใจฟังที่คุณครูสอน บทกวีนั้นบรรยายถึงการเดินทางของเมล็ดพืชที่ต้องผ่านความมืดมิดใต้ผืนดิน ก่อนจะแตกหน่อออกใบ และเติบโตขึ้นสู่แสงสว่างภายนอก ท่ามกลางเสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยของเพื่อนๆ ผมรู้สึกถึงความสบายใจที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามา ผมไม่รู้สึกเหมือนเป็นคนแปลกหน้าอีกต่อไป ผมรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ “เอกภพ” เสียงเรียกชื่อดังขึ้นจากด้านหลัง ผมหันไปมอง เป็นป่าน เพื่อนสนิทของผม “เป็นไงบ้าง วันนี้ดูดีขึ้นนะ” ป่านยิ้มให้ “ก็... ก็พยายามอยู่น่ะ” ผมตอบ “ดีแล้ว” ป่านพูดต่อ “ถ้ามีอะไรอยากคุย หรืออยากระบาย บอกเราได้เสมอนะ เราเป็นเพื่อนกัน” ผมมองป่านด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง “ขอบคุณนะป่าน” ผมพูด “ไม่ต้องหรอก” ป่านหัวเราะ “เราเองก็เคยผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาเหมือนกัน เข้าใจดี” ช่วงพักกลางวัน ผมตัดสินใจเดินไปหาป่านที่โรงอาหาร “มานี่เลยเอกภพ” ป่านโบกมือเรียก “วันนี้เราเอาขนมมาฝากเยอะเลย” เรานั่งลงทานอาหารกลางวันด้วยกัน “เรื่องของคุณพ่อ... ฉันเสียใจด้วยนะ” ป่านกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ขอบคุณนะ” ผมตอบ “แต่ตอนนี้ฉันพยายามที่จะก้าวต่อไป” “ดีแล้ว” ป่านพูด “ถ้าไม่มีอะไรจะเกิดขึ้นกับเราเลย ชีวิตคงจะน่าเบื่อแย่” ผมมองหน้าป่าน “แต่บางที... สิ่งที่เกิดขึ้นมันก็หนักหนาเกินไป” “มันก็จริง” ป่านยอมรับ “แต่จำได้ไหม ตอนที่เราเคยปีนต้นไม้ด้วยกัน แล้วฉันตกต้นไม้ ขาหักไปสองเดือน” ผมหัวเราะเบาๆ “จำได้สิ” “ตอนนั้นฉันคิดว่าตัวเองจะเดินไม่ได้อีกแล้วนะ” ป่านเล่าต่อ “แต่สุดท้ายฉันก็กลับมาเดินได้ แถมยังวิ่งได้เร็วกว่าเดิมอีก” “นั่นมันเพราะคุณหมอเก่ง” ผมแซว “ก็ส่วนหนึ่ง แต่ส่วนสำคัญคือใจเราต่างหาก” ป่านกล่าว “ถ้าเรายอมแพ้ไปซะตั้งแต่ตอนนั้น เราก็คงจะนั่งอยู่ที่เดิม” “แล้วตอนนี้... เอกภพรู้สึกอย่างไรบ้าง” ป่านถาม “ฉัน... ฉันรู้สึกดีขึ้นนะ” ผมสารภาพ “มันยังไม่หายไปทั้งหมดหรอกนะ ความเสียใจน่ะ แต่มันก็ไม่ได้ท่วมท้นเหมือนเมื่อก่อนแล้ว” “นั่นแหละคือสิ่งที่สำคัญ” ป่านยิ้ม “การที่เรายอมรับความรู้สึกของตัวเอง แล้วก็ค่อยๆ เดินหน้าต่อไป” “แล้ว... แล้วเรื่องรูปภาพล่ะ” ผมถาม “ฉันยังไม่ได้กลับไปวาดต่อเลย” “ไม่ต้องรีบหรอก” ป่านพูด “ค่อยๆ ทำไปนะ” “ขอบคุณนะป่าน” ผมกล่าว “ที่อยู่เคียงข้างฉันเสมอ” “แน่นอน” ป่านจับมือผม “เราคือเพื่อนกันนะ” หลังจากเลิกเรียน ผมเดินกลับบ้านด้วยความรู้สึกที่เบาขึ้น ผมแวะซื้อดอกไม้เล็กๆ น้อยๆ ที่ตลาด “สวัสดีครับคุณป้า” ผมทักทายแม่ค้าดอกไม้ “วันนี้มีดอกอะไรสวยๆ บ้างครับ” “อ๋อ มีดอกทานตะวันเพิ่งเข้ามาใหม่เลยจ้ะ สวยๆ ทั้งนั้นเลย” แม่ค้าตอบ “งั้นขอผมเลือกสักสองสามดอกนะครับ” ผมเลือกดอกทานตะวันที่สวยที่สุดสองดอก สีเหลืองอร่ามตัดกับกลีบสีน้ำตาลเข้ม “สองดอกนี้เท่าไหร่ครับ” “ไม่เป็นไรจ้ะ วันนี้ถือว่าแม่ค้าแถมให้แล้วกัน” แม่ค้าตอบ “เห็นหนุ่มน้อยคนนี้ดูอารมณ์ดีขึ้นเยอะเลย” ผมยิ้มให้ “ขอบคุณครับคุณป้า” ผมรับดอกไม้มา แล้วเดินออกจากร้าน “ดอกทานตะวัน...” ผมพึมพำกับตัวเอง “เหมือนที่แม่บอกจริงๆ” เมื่อกลับถึงบ้าน ผมนำดอกไม้ไปปักแจกัน แล้ววางไว้บนโต๊ะทำงาน “ดูสิแม่” ผมบอกคุณแม่ “ดอกทานตะวันสวยไหมครับ” “สวยมากเลยลูก” คุณแม่มองดอกไม้ด้วยความชื่นชม “เหมือนกับรอยยิ้มของเอกภพเลย” ผมหัวเราะ “แม่ก็เหมือนกันครับ” ผมบอก “รอยยิ้มของแม่ ทำให้ผมมีกำลังใจเสมอ” คุณแม่กอดผม “ดีใจนะที่เอกภพกลับมายิ้มได้อีกครั้ง” ผมรู้ว่าเส้นทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล แต่ผมก็เชื่อมั่นว่า ผมจะสามารถก้าวผ่านมันไปได้ ผมจะไม่ยอมให้ความมืดมิด กลืนกินแสงสว่างในชีวิตของผมไป.

3,433 ตัวอักษร