ถนนสายชีวิตที่ทอดยาวสู่วันจากลา

ตอนที่ 4 / 35

ตอนที่ 4 — พายุฝนซัดกระหน่ำความหวัง

ตะวันยืนนิ่งมองหน้าพ่อด้วยความสับสนระคนสิ้นหวัง คำพูดของพ่อที่ว่า “ตอนนี้มันสายเกินไปแล้ว” เหมือนก้อนหินที่ทุบลงกลางใจ เสียงของพ่อที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่ายและยอมจำนน ทำให้เขารู้สึกไร้เรี่ยวแรง เขาอยากจะตะโกนบอกพ่อว่ามันไม่สายเกินไปที่จะเริ่มต้นใหม่ มันไม่สายเกินไปที่จะเชื่อในสิ่งที่ดีกว่า แต่เขาก็รู้ดีว่าคำพูดเหล่านั้นอาจจะฟังดูเหมือนเด็กน้อยไร้เดียงสาในสายตาของพ่อที่กำลังแบกรับภาระอันหนักอึ้ง “พ่อครับ” ตะวันพยายามรวบรวมสติ “ผมเข้าใจว่าพ่อลำบากใจ แต่เราลองคิดถึงผลระยะยาวดูนะครับ ถ้าเรายังคงใช้สารเคมีแบบนี้ไปเรื่อยๆ ดินก็จะเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ ผลผลิตก็จะน้อยลงทุกปี แล้วเราจะเอาอะไรมาคืนเงินกู้ หรือจะเอาอะไรมาเลี้ยงครอบครัวในอนาคต” พ่อถอนหายใจยาว ดวงตาของเขาทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเพียงภาพของท้องทุ่งที่แห้งแล้งภายใต้แสงแดดที่ยังคงแผดเผา “ตะวันเอ๊ย พ่อก็อยากให้มันดีเหมือนกัน แต่พ่อไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว พ่อทำแบบนี้มาตลอดหลายปี แล้วมันก็พอไปได้” “พอได้มันไม่เท่ากับดีนะครับพ่อ” ตะวันแย้ง “ผมอยากให้ครอบครัวเรามีชีวิตที่ดีขึ้นจริงๆ ไม่ใช่แค่พอไปวันๆ” แม่ที่นั่งเงียบอยู่นานก็เอ่ยขึ้นเสียงสั่นเครือ “พอแล้วเถอะลูก พ่อเค้าก็เหนื่อยมาทั้งชีวิตแล้ว เราอย่าเพิ่งทะเลาะกันเลยนะ” “ผมไม่ได้จะทะเลาะกับพ่อนะครับแม่” ตะวันรีบแก้ตัว “ผมแค่เป็นห่วง” “พ่อรู้ว่าตะวันเป็นห่วง” พ่อพูดขึ้นอย่างอ่อนแรง “แต่บางที สิ่งที่ลูกคิดว่าดีที่สุด มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปได้ในสถานการณ์ของพ่อก็ได้” บทสนทนาจบลงด้วยความเงียบงัน ตะวันรู้สึกเหมือนกำลังติดอยู่ในกับดัก ไม่สามารถหาทางออกให้กับครอบครัวได้เลย เขาเห็นความทุกข์ทรมานของพ่อแม่ แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรให้สถานการณ์มันดีขึ้นได้ การเรียนของเขาที่เคยเป็นความหวังเดียว ตอนนี้ก็ดูห่างไกลออกไปทุกที วันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ในขณะที่ความกังวลใจของตะวันก็เพิ่มพูนขึ้นทุกวัน เขาพยายามช่วยพ่อแม่ทำงานในนาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ก็อดที่จะมองเห็นรอยยิ้มที่จางหายไปจากใบหน้าของพ่อแม่ไม่ได้ และทุกครั้งที่เห็นใบข้าวเริ่มมีอาการใบไหม้ หรือเห็นแมลงศัตรูพืชระบาด เขาก็จะรู้สึกเหมือนโดนมีดกรีดแทงในใจ “พ่อครับ” ตะวันถามขึ้นขณะที่ทั้งสองกำลังช่วยกันกำจัดวัชพืช “ทำไมเราไม่ลองหาวิธีอื่นบ้างครับ” “ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วตะวัน” พ่อตอบเสียงทุ้ม “นี่คือวิธีที่ชาวนาแถวนี้เขาทำกันมาตลอด” “แต่ถ้ามันผิดล่ะครับพ่อ” ตะวันยืนยัน “เราจะยังทำมันต่อไปอีกหรือ” “พ่อทำมาแล้วไม่เคยมีปัญหาอะไร” พ่อตอบเสียงห้วน “ตะวันอย่าเพิ่งคิดมากเรื่องพวกนี้เลย” ตะวันเงียบไป เขาพยายามทำความเข้าใจมุมมองของพ่อ แต่ก็ทำไม่ได้ ยิ่งเขาได้ศึกษาหาความรู้เรื่องการเกษตรสมัยใหม่ เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าการพึ่งพาสารเคมีเพียงอย่างเดียวเป็นวิธีที่ไม่ยั่งยืน “ผมไปเห็นป้ายประกาศโครงการอบรมการทำเกษตรอินทรีย์มาครับพ่อ” ตะวันเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “เขาจะจัดที่อำเภอสัปดาห์หน้า ถ้าเราไปลงทะเบียน อาจจะได้ความรู้ใหม่ๆ มาปรับใช้” พ่อชะงักมือที่กำลังถอนวัชพืช “เกษตรอินทรีย์อะไรนั่น มันจะได้ผลจริงหรือ” “ผมไม่แน่ใจครับพ่อ แต่ผมคิดว่ามันน่าจะดีกว่าการที่เรายังคงใช้วิธีเดิมๆ ที่กำลังจะทำลายดิน ทำลายสุขภาพของเรา” ตะวันตอบอย่างมีความหวัง “แล้วใครจะไป ใครจะอยู่ดูแลนา” พ่อถาม “ผมไปครับพ่อ” ตะวันอาสา “ผมจะขอลาหยุดเรียนไปอบรมสักสองสามวัน” พ่อเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ “ไปก็ได้ แต่ต้องจำให้ดีๆ ว่าเรียนรู้อะไรมา แล้วกลับมาช่วยพ่อทำนาให้ได้ผลผลิตดีที่สุด” “ครับพ่อ ผมจะตั้งใจเรียนรู้ให้เต็มที่เลยครับ” ตะวันตอบรับอย่างกระตือรือร้น วันอบรมมาถึง ตะวันตื่นเต้นมาก เขาได้พบปะผู้คนมากมายที่มาจากหลากหลายพื้นที่ ต่างก็มีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการทำเกษตรของตนเอง เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อดิน การทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำชีวภาพ และวิธีการควบคุมศัตรูพืชแบบธรรมชาติ วิทยากรให้ความรู้ที่น่าสนใจและมีหลักการที่น่าเชื่อถือ “การปรับเปลี่ยนอาจจะต้องใช้เวลาและความอดทนนะครับ” วิทยากรอธิบาย “แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือความยั่งยืน ดินที่ดี สุขภาพที่ดี และผลผลิตที่มีคุณภาพ” ตลอดการอบรม ตะวันจดบันทึกทุกอย่างอย่างละเอียด เขาจินตนาการถึงภาพของนาข้าวที่อุดมสมบูรณ์ ปราศจากสารเคมีอันตราย และเห็นถึงรอยยิ้มที่มีความสุขของพ่อแม่ แต่แล้ว ในขณะที่เขากำลังมีความหวัง ท้องฟ้าก็เริ่มแปรปรวน เมฆดำทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ลมพายุเริ่มพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะพัดพาทุกสิ่งปลิวไป “ดูเหมือนว่าพายุจะมาแล้วนะครับ” วิทยากรกล่าวด้วยสีหน้ากังวล ตะวันรีบหยิบของและออกเดินทางกลับบ้านทันที เขาภาวนาในใจขอให้พายุอย่ารุนแรงจนเกินไป เขาไม่อยากให้ความหวังที่เพิ่งจะก่อตัวขึ้นต้องมาพังทลายลงอีกครั้ง ทันทีที่ตะวันกลับถึงบ้าน เขาเห็นภาพที่น่าตกใจ นาข้าวที่เขารักและทุ่มเทกำลังถูกพายุฝนกระหน่ำอย่างหนัก ต้นข้าวที่เคยตั้งตรงกำลังล้มระเนระนาด ใบข้าวที่เขียวชอุ่มกำลังถูกทำลายจนแหลกละเอียด “พ่อครับ!” ตะวันตะโกนเรียกหาพ่อที่กำลังยืนมองนาด้วยสีหน้าสิ้นหวัง “พายุมาแรงมาก ตะวัน” พ่อพูดเสียงเบา “ข้าวเราเสียหายไปเยอะเลย” ตะวันเดินเข้าไปกอดพ่อ เขาเห็นน้ำตาที่คลอเบ้าของพ่อ เขาเข้าใจความรู้สึกนั้นดี มันคือความเจ็บปวดที่เห็นผลผลิตจากการทำงานหนักตลอดทั้งปี ถูกทำลายลงในพริบตา “ไม่เป็นไรนะครับพ่อ” ตะวันปลอบ “อย่างน้อยเราก็ยังอยู่ด้วยกัน” เขาหันไปมองนาข้าวที่เสียหายอีกครั้ง ความหวังที่เขามีจากการอบรมเมื่อครู่ ดูเหมือนจะถูกพายุพัดพาไปเสียสิ้น เหลือไว้เพียงความว่างเปล่าและคำถามที่ว่า เขาจะเริ่มต้นใหม่ได้อย่างไร

4,484 ตัวอักษร