ตอนที่ 4 — การยอมรับของเหล่าเอลฟ์
“เราขอเข้ามาพบหัวหน้าเผ่า” โจเซฟกล่าวเสียงดังฟังชัด พลางยื่นมือข้างที่ถือม้วนกระดาษปริศนาออกไปเล็กน้อย เผยให้เห็นสัญลักษณ์ใบโอ๊กสีทองที่สลักอย่างประณีต “เรามาด้วยความเคารพ และประสงค์จะขอความช่วยเหลือ”
เหล่าเอลฟ์ยังคงยืนนิ่ง สายตาของพวกเขายังคงจับจ้องมาที่โจเซฟและบาร์นาบัสอย่างพิจารณา ไม่มีใครขยับเข้ามาใกล้ ไม่มีใครเอ่ยปากตอบรับ แต่ก็ไม่มีใครแสดงท่าทีก้าวร้าว
“พวกเจ้าคือใคร มาจากที่ใด แล้วเหตุใดจึงมายังหมู่บ้านซิลวานัสของเรา” เสียงหญิงสาวผู้หนึ่งดังขึ้นจากกลุ่มเอลฟ์ นางมีรูปร่างสูงสง่า ใบหน้าคมคาย ดวงตาสีเขียวมรกตวาววับ ผมยาวสีดำขลับถักเปียอย่างสวยงาม สวมชุดที่ทำจากใยไหมสีเขียวอ่อน ปลายแขนเสื้อประดับด้วยอัญมณีสีเขียวเรืองรอง
“ข้าคือโจเซฟ นักบวชจากมหาวิหารแห่งแสง” โจเซฟตอบ “และนี่คือสหายของข้า บาร์นาบัส เราเดินทางมาจากดินแดนอันไกลโพ้น พร้อมภารกิจสำคัญยิ่ง”
“ภารกิจอันสำคัญยิ่งของมนุษย์ มักจะนำมาซึ่งความเดือดร้อนเสมอ” เอลฟ์หนุ่มอีกตนกล่าวขึ้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจ “พวกเจ้าเคยพิสูจน์แล้วว่าไม่เคยนำพาความสงบสุขมาสู่ผืนป่า”
บาร์นาบัสชักดาบออกจากฝักเล็กน้อย แต่โจเซฟยกมือขึ้นห้าม “ใจเย็นท่านบาร์นาบัส” เขาหันไปเผชิญหน้ากับเหล่าเอลฟ์อีกครั้ง “เราเข้าใจในความรู้สึกของพวกท่าน เราไม่ได้มีเจตนาจะรบกวน หรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่ดินแดนอันบริสุทธิ์แห่งนี้”
“แล้วเหตุใดจึงมาที่นี่เล่า” เอลฟ์หญิงคนเดิมถาม ดวงตาของนางยังคงฉายแววสงสัย
โจเซฟยื่นม้วนกระดาษในมือให้ “เราได้รับมอบหมายให้นำสาส์นฉบับนี้ไปส่งยังจุดหมายปลายทางที่ซ่อนเร้น สาส์นนี้มีความสำคัญต่อสมดุลแห่งโลกของเรา และเราเชื่อว่าพวกท่านซึ่งเป็นผู้พิทักษ์แห่งป่าสนธยา จะสามารถชี้นำเส้นทางที่ปลอดภัยและถูกต้องแก่เราได้”
เขาค่อยๆ คลี่กระดาษปริศนาออก เผยให้เห็นแผนที่โบราณที่ซับซ้อน พร้อมกับสัญลักษณ์ต่างๆ ที่แปลกตา และแน่นอน สัญลักษณ์ใบโอ๊กสีทองที่เขาใช้เป็นเครื่องหมายในการติดต่อ
เอลฟ์หญิงมองสัญลักษณ์ใบโอ๊กสีทองนั้นอย่างพิจารณา ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย “สัญลักษณ์แห่ง ‘พันธมิตรแห่งธรรมชาติ’ ... นานเท่าใดแล้วที่มนุษย์ใช้สัญลักษณ์นี้”
“ตั้งแต่ยุคบรรพกาล” โจเซฟตอบ “เมื่อครั้งที่บรรพบุรุษของเราเคยร่วมมือกับพวกท่านในการปกป้องโลกจากความมืด”
“อดีตก็คืออดีต” เอลฟ์หนุ่มคนเดิมแย้ง “ทุกวันนี้พวกเจ้ามีแต่ความโลภและสงคราม”
“มิใช่ทุกคน” โจเซฟกล่าว “ข้าคือหนึ่งในผู้ที่เชื่อมั่นในสันติภาพและความร่วมมือระหว่างเผ่าพันธุ์”
ขณะนั้นเอง เอลฟ์ชราผู้หนึ่งซึ่งนั่งอยู่บนรากไม้ใหญ่ใกล้ๆ ได้ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ เขาเดินเข้ามาหาโจเซฟอย่างสง่างาม แม้จะดูผอมบาง แต่แววตาของเขากลับเปี่ยมไปด้วยปัญญาและความอ่อนโยน หนวดเคราสีขาวของเขาพริ้วไหวตามสายลม
“ข้าคือเอลารอน หัวหน้าแห่งหมู่บ้านซิลวานัส” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม “สัญลักษณ์ที่เจ้าถือมานั้น เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสัมพันธ์อันดีที่เราเคยมีต่อกัน แต่ความสัมพันธ์นั้นเลือนหายไปตามกาลเวลา”
เอลารอนมองไปที่โจเซฟและบาร์นาบัส “พวกเจ้าเดินทางมาไกล และดูเหน็ดเหนื่อย ข้าเห็นความมุ่งมั่นในดวงตาของเจ้า นักบวชหนุ่ม แต่ข้าก็สัมผัสได้ถึงความไม่มั่นคงในจิตใจของพวกพ้องข้าเช่นกัน”
“เราเข้าใจดี ท่านหัวหน้าเผ่า” โจเซฟกล่าว “เราไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นในทันที แต่เราหวังว่าท่านจะให้โอกาสเราได้พิสูจน์ตนเอง”
เอลารอนพยักหน้า “การพิสูจน์ตนเอง เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกผู้ที่ปรารถนาจะก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง” เขาหันไปทางเอลฟ์หญิงที่ชื่อเอลรอนด์ “เอลรอนด์ จงนำแขกของเราไปยังที่พักชั่วคราว พาพวกเขาไปชำระล้างร่างกาย และจัดเตรียมอาหารให้พวกเขา”
เอลรอนด์โค้งคำนับเล็กน้อย “ตามบัญชาของท่านหัวหน้าเผ่า” นางหันมามองโจเซฟและบาร์นาบัส “เชิญทางนี้”
โจเซฟและบาร์นาบัสเดินตามเอลรอนด์ไป พวกเขามองเห็นบ้านเรือนที่สร้างจากต้นไม้และเถาวัลย์อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ บางหลังอยู่บนกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ใหญ่ บางหลังหยั่งรากลงไปในดินอย่างมั่นคง มีทางเดินที่ทำจากหินธรรมชาติทอดเลียบไปตามลำธารใสสะอาด
“ที่นี่สวยงามมาก” โจเซฟกล่าวด้วยความชื่นชม “ราวกับว่าเป็นสวรรค์บนดิน”
“นี่คือบ้านของเรา” เอลรอนด์ตอบ “พวกเราอยู่ร่วมกับธรรมชาติ และธรรมชาติก็อยู่ร่วมกับเรา เราไม่เคยคิดจะทำลายความสมดุลนี้”
เมื่อไปถึงที่พักชั่วคราว เป็นบ้านหลังเล็กๆ ที่สร้างขึ้นอย่างเรียบง่าย แต่ดูอบอุ่นและสะอาดสะอ้าน มีเตียงที่ทำจากฟางนุ่มๆ และผ้าห่มที่ถักทออย่างประณีต
“ที่นี่คือที่พักของพวกท่าน” เอลรอนด์กล่าว “พวกท่านสามารถพักผ่อนได้ตามอัธยาศัย ข้าจะกลับมาพร้อมอาหารในอีกไม่ช้า”
หลังจากเอลรอนด์จากไป โจเซฟและบาร์นาบัสก็เริ่มชำระล้างร่างกายด้วยน้ำที่ใสสะอาดจากลำธารที่ไหลผ่านหมู่บ้าน “ข้าไม่คิดว่าพวกเอลฟ์จะใจดีกับเราขนาดนี้” บาร์นาบัสกล่าวขณะเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก “ตอนแรกข้าคิดว่าเราคงต้องสู้กันเสียก่อน”
“ข้าเชื่อว่าสัญลักษณ์ที่เรานำมามีความหมายต่อพวกเขา” โจเซฟตอบ “และที่สำคัญกว่านั้น คือความจริงใจของเรา”
“แต่ท่านหัวหน้าเผ่าเอลารอน บอกว่าจะให้เราพิสูจน์ตนเอง” บาร์นาบัสเอ่ยขึ้น “ข้าสงสัยว่าบททดสอบนั้นจะเป็นเช่นไร”
“ไม่ว่าบททดสอบจะเป็นเช่นไร ข้าพร้อมจะเผชิญหน้า” โจเซฟกล่าว “เพราะภารกิจนี้สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด”
เมื่อเอลรอนด์นำอาหารมาเสิร์ฟ เป็นอาหารที่ปรุงจากผลไม้สด ถั่วต่างๆ และขนมปังที่ทำจากธัญพืช รสชาติอร่อยและให้พลังงานอย่างน่าประหลาดใจ
“ท่านหัวหน้าเผ่าต้องการพบพวกท่านอีกครั้ง เมื่อพวกท่านพักผ่อนเพียงพอ” เอลรอนด์บอกก่อนจะเดินจากไป
โจเซฟและบาร์นาบัสกลับไปพบเอลารอนที่ลานกลางหมู่บ้าน เอลารอนนั่งอยู่บนรากไม้ใหญ่เช่นเดิม แต่ครั้งนี้มีเอลฟ์อีกสองสามตนมายืนรายล้อม
“นักบวชหนุ่ม ข้าได้พิจารณาเรื่องของเจ้าแล้ว” เอลารอนกล่าว “ข้าจะให้ความช่วยเหลือเจ้า แต่เจ้าต้องผ่านบททดสอบเสียก่อน”
“บททดสอบอะไรหรือครับ” โจเซฟถาม
“ในป่าแห่งนี้ มี ‘ต้นไม้แห่งความทรงจำ’ เป็นต้นไม้โบราณที่เชื่อมโยงกับจิตวิญญาณของป่า” เอลารอนอธิบาย “มีข่าวลือว่าพลังงานมืดได้เริ่มคุกคามมัน และหากต้นไม้แห่งความทรงจำเสียหาย สมดุลของป่าก็จะถูกทำลายไป”
“พวกข้าจะทำอย่างไรได้” บาร์นาบัสถาม
“เจ้าต้องเข้าไปในป่าส่วนลึก ณ ที่ตั้งของต้นไม้แห่งความทรงจำ” เอลารอนกล่าว “นำ ‘น้ำค้างแห่งแสง’ ที่เกาะอยู่บนใบของมันมาให้ข้าภายในสามวัน”
“น้ำค้างแห่งแสง?” โจเซฟทวนคำ
“ใช่” เอลารอนพยักหน้า “มันเป็นของเหลวบริสุทธิ์ที่สกัดจากพลังงานแห่งแสงอาทิตย์โดยตรง เป็นสิ่งเดียวที่จะสามารถรักษาต้นไม้แห่งความทรงจำได้”
“แต่ป่าส่วนลึกนั้นอันตราย” เอลฟ์หนุ่มคนเดิมที่เคยพูดจาไม่ดีกับโจเซฟกล่าวขึ้น “มีสัตว์ป่าดุร้าย และมีกับดักที่พวกเราวางไว้เพื่อป้องกันผู้บุกรุก”
“ข้ารู้” เอลารอนตอบ “แต่โจเซฟได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือ และสัญลักษณ์ที่เขาถือมา ก็เป็นเครื่องยืนยันถึงความสัมพันธ์ในอดีต ข้าเชื่อว่าเขาสามารถทำได้”
เอลารอนมองโจเซฟ “เจ้าพร้อมที่จะรับภารกิจนี้หรือไม่ นักบวชหนุ่ม”
โจเซฟประสานมือไว้ที่อก “ข้าพร้อม ท่านหัวหน้าเผ่า”
5,633 ตัวอักษร