ตอนที่ 13 — ผู้พิทักษ์หุบเขามรณะ
"พวกเจ้าคือใคร?" เสียงของหนึ่งในสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นดังขึ้น มันก้องกังวานและไพเราะราวกับเสียงพิณที่ถูกดีดประสานกันในสายลม "เหตุใดจึงรุกล้ำเข้ามาในเขตแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้?"
เอลวินก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย พยายามรวบรวมความกล้าที่เหลืออยู่ "ข้าคือเอลวิน และนี่คือลีร่า" เขาเงยหน้ามองสิ่งมีชีวิตที่น่าเกรงขามตรงหน้า "เรามาที่นี่ด้วยความจำเป็น เรากำลังเดินทางไปดินแดนแห่งเทพเจ้า"
สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นมีรูปร่างเพรียวบางราวกับรูปปั้นที่แกะสลักจากแสงจันทร์ ผิวของพวกมันเรืองรองเป็นประกายราวกับถูกเคลือบด้วยเกล็ดเพชร ปีกอันใหญ่โตของพวกมันแผ่ออกกว้าง แต่ละเส้นใยบนปีกนั้นส่องประกายระยิบระยับราวกับถูกร้อยเรียงด้วยดวงดาว พวกมันดูสง่างามและทรงพลังจนน่าเกรงขาม
"ดินแดนแห่งเทพเจ้า?" สิ่งมีชีวิตตนหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัย "ไม่มีผู้ใดที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปยังสถานที่นั้นได้โดยปราศจากคำเชิญจากสภาเทพ"
"เราไม่ได้ตั้งใจจะรุกล้ำ" เอลวินรีบกล่าว "เราถูกนำทางมาที่นี่โดยเสียงเพลง... เสียงเพลงจากดินแดนในตำนาน"
ดวงตาที่สุกใสของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นจับจ้องมาที่เอลวิน และลีร่า พวกมันส่งกระแสจิตสื่อสารกันอย่างรวดเร็ว เอลวินรู้สึกได้ถึงพลังงานที่เข้มข้นแผ่ออกมาจากพวกมัน ราวกับมีม่านพลังงานบางอย่างที่มองไม่เห็นกำลังตรวจสอบพวกเขาอยู่
"เสียงเพลงจากดินแดนในตำนาน..." สิ่งมีชีวิตที่ดูเหมือนจะเป็นผู้นำกล่าว พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ "มีเพียงไม่กี่ตนในยุคนี้เท่านั้นที่สามารถได้ยินเสียงนั้น หากพวกเจ้าไม่ได้โกหก... พวกเจ้าอาจเป็นผู้ที่ถูกเลือก"
"ผู้ที่ถูกเลือก?" ลีร่าถามด้วยความหวัง "ท่านหมายความว่าเราสามารถผ่านไปได้หรือไม่?"
"พวกเจ้าต้องพิสูจน์ตัวเองก่อน" ผู้นำกล่าว "หุบเขานี้คือด่านแรก... ด่านที่จะทดสอบความตั้งใจและจิตวิญญาณของพวกเจ้า หากพวกเจ้าผ่านไปได้... ข้าจะนำทางพวกเจ้าไปยังประตูแห่งสรวงสวรรค์"
เอลวินและลีร่ามองหน้ากัน พวกเขารู้ดีว่านี่คือโอกาสเดียวที่มี "เราพร้อมที่จะพิสูจน์ตัวเอง" เอลวินกล่าวอย่างหนักแน่น
"ดี" ผู้นำกล่าว "ภายในหุบเขานี้... มีบททดสอบสามประการรอพวกเจ้าอยู่ จงจงระวัง... สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาอาจไม่ใช่ความจริงเสมอไป"
ทันใดนั้นเอง พื้นดินเบื้องหน้าพวกเขาก็เริ่มสั่นสะเทือน หุบเขาที่เคยดูมืดมิดและน่ากลัวยิ่งทวีความน่าสะพรึงกลัวมากขึ้น กำแพงหินสูงตระหง่านปรากฏขึ้นราวกับถูกเสกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก้อนหินขนาดมหึมาเริ่มกลิ้งลงมาจากหน้าผา เสียงครืนครั่นดังสนั่นหวั่นไหว
"นี่คือบททดสอบแรก... การเอาชีวิตรอด" ผู้นำกล่าว "หากพวกเจ้าไม่สามารถหลบหลีกอุปสรรคที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาได้... พวกเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์เดินทางต่อไป"
เอลวินคว้ามือของลีร่าไว้แน่น "เราต้องไปให้เร็วที่สุด!" เขากล่าว
ทั้งสองพุ่งตัวเข้าไปในหุบเขา ร่างของพวกเขาว่องไวราวกับสายลม หลบหลีกก้อนหินที่ถล่มลงมาอย่างเฉียดฉิว เสียงร้องของสัตว์ป่าที่ไม่คุ้นเคยดังแว่วมาจากซอกหลืบของหน้าผา บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดและความอันตราย
"เอลวิน! ดูทางนั้น!" ลีร่าตะโกน ขณะที่เธอดึงแขนของเอลวินให้เบี่ยงซ้ายอย่างกะทันหัน ก้อนหินขนาดเท่าบ้านกำลังจะพุ่งชนพวกเขาจากด้านหน้า
เอลวินตอบสนองอย่างรวดเร็ว เขากระโดดข้ามก้อนหินที่กำลังจะกลิ้งมา ก่อนจะลากลีร่าลอดผ่านช่องแคบที่อยู่ติดกันไปได้
"เกือบไปแล้ว!" ลีร่าหอบหายใจ "ขอบคุณนะเอลวิน"
"เราต้องไม่หยุด" เอลวินกล่าว "ยังมีอีกมากที่รออยู่"
เมื่อพวกเขาผ่านพ้นโซนก้อนหินถล่มไปได้ไม่นาน ทางเบื้องหน้าก็เริ่มมืดลงเรื่อยๆ แสงสว่างจากภายนอกถูกบดบังด้วยเมฆหมอกหนาทึบ และจากความมืดนั้น เสียงกระซิบแผ่วเบาดังก้องขึ้น มันไม่ใช่เสียงลมพัด แต่เป็นเสียงที่ราวกับกำลังพูดถึงความกลัวในจิตใจของพวกเขา
"ความล้มเหลว... ความอ้างว้าง... ความโดดเดี่ยว..." เสียงกระซิบเหล่านั้นดังขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะกัดกินจิตวิญญาณของเอลวิน
"นี่คือบททดสอบที่สอง... การเผชิญหน้ากับความกลัว" ผู้นำปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ยืนอยู่บนยอดผาหินสูง "เสียงกระซิบเหล่านี้จะพยายามทำให้พวกเจ้ายอมแพ้ พวกเจ้าต้องยืนหยัด และไม่ปล่อยให้มันครอบงำ"
เอลวินหลับตาลง พยายามรวบรวมสมาธิ เขาจำคำพูดของนักบวชชราได้ "พลังที่แท้จริงของเสียงเพลง... คือการเปลี่ยนแปลง" เขานึกถึงท่วงทำนองที่เขาเคยเล่น ความสุข ความเศร้า ความหวัง ทั้งหมดที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
"ลีร่า" เอลวินเอ่ยเสียงเบา "เราจะผ่านมันไปได้"
"ข้ารู้" ลีร่าตอบ "ถ้ามีใครทำได้... ก็ต้องเป็นเจ้า"
เอลวินลืมตาขึ้น เขายกไวโอลินขึ้นมาแนบไหล่ สัมผัสกับสายที่เย็นเฉียบ เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ และเริ่มบรรเลง
ท่วงทำนองที่ออกมาจากไวโอลินของเอลวินไม่ใช่เพลงที่เขาเคยเล่นมาก่อน มันไม่ใช่เพลงที่ปลอบประโลม หรือเพลงที่ปลุกเร้า แต่เป็นเพลงที่ผสมผสานความกลัวและความหวังเข้าไว้ด้วยกัน มันคือบทเพลงที่ยอมรับในความอ่อนแอ แต่ก็ประกาศก้องถึงความแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่
เสียงกระซิบเริ่มเบาลง ราวกับกำลังพ่ายแพ้ต่อพลังแห่งเสียงเพลง เมื่อเอลวินบรรเลงไปเรื่อยๆ แสงสว่างบางๆ ก็เริ่มปรากฏขึ้นจากปลายอุโมงค์ นำทางพวกเขาไปสู่บททดสอบสุดท้าย
"พวกเจ้าผ่านบททดสอบที่สองแล้ว" ผู้นำกล่าว "แต่บททดสอบสุดท้าย... คือบททดสอบที่อันตรายที่สุด"
เมื่อเดินออกมาจากอุโมงค์ พวกเขาก็พบว่าตัวเองยืนอยู่หน้าทะเลสาบสีดำสนิท น้ำในทะเลสาบนั้นนิ่งสงบราวกับกระจกเงา แต่กลับสะท้อนภาพที่บิดเบี้ยว และน่าขนลุก แทนที่จะเห็นเงาสะท้อนของตัวเอง พวกเขากลับเห็นภาพของอดีตที่เจ็บปวด ภาพของความผิดพลาดที่เคยทำ ความเสียใจที่ยังคงกัดกิน
"นี่คือทะเลสาบแห่งความทรงจำ" ผู้นำอธิบาย "พวกเจ้าต้องเผชิญหน้ากับเงาของตัวเอง... เงาที่เกิดจากความผิดพลาดในอดีต หากพวกเจ้าไม่สามารถยอมรับและก้าวข้ามมันไปได้... พวกเจ้าจะถูกดูดกลืนเข้าไปในความมืดมิดตลอดกาล"
เอลวินมองเงาสะท้อนในน้ำ เขาเห็นตัวเองในวัยเด็ก เห็นความอ้างว้าง เห็นความเจ็บปวดที่เคยได้รับ เขาเห็นภาพของเอลวินในร่างเงาที่เขาเคยเผชิญหน้ามาแล้ว ยืนหัวเราะเยาะอยู่เบื้องหน้า
"ข้า... ข้าจะยอมแพ้ไม่ได้" เอลวินพึมพำ
"เอลวิน..." ลีร่าเอ่ยเสียงแผ่ว เธอเห็นเงาสะท้อนของตัวเอง เห็นความกลัวที่จะสูญเสียเอลวิน เห็นภาพที่เธอต้องอยู่เพียงลำพัง
"เราจะผ่านมันไปได้ ลีร่า" เอลวินหันไปมองเธอ "เราจะเผชิญหน้ากับมันไปด้วยกัน"
เอลวินก้าวไปที่ริมทะเลสาบ เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของเงาในน้ำ "ข้าเคยกลัวเจ้า" เขากล่าว "ข้าเคยปล่อยให้เจ้าครอบงำข้า"
เงาในน้ำยิ้มเยาะ "แต่บัดนี้... เจ้าจะทำสิ่งใดได้เล่า?"
"ข้าจะยอมรับเจ้า" เอลวินกล่าว "ข้าจะยอมรับความผิดพลาดของข้า... ความเจ็บปวดของข้า... เพราะมันคือส่วนหนึ่งของข้า"
ทันใดนั้นเอง เอลวินก็เริ่มบรรเลงเพลงอีกครั้ง คราวนี้เป็นบทเพลงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความเสียใจ ความหวัง และความรัก บทเพลงที่บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางของเขา จากนักดนตรีผู้เดียวดาย สู่ผู้ที่ค้นพบความหมายของชีวิต
เมื่อเสียงเพลงดังขึ้น เงาในน้ำก็เริ่มสั่นคลอน ภาพที่บิดเบี้ยวค่อยๆ จางหายไป กลายเป็นภาพสะท้อนที่แท้จริงของเอลวินและลีร่า พวกเขาเห็นตัวเองยืนเคียงข้างกัน ดวงตาเต็มไปด้วยความเข้มแข็งและความมุ่งมั่น
"พวกเจ้าผ่านบททดสอบสุดท้ายแล้ว" ผู้นำกล่าว เสียงของเขาเต็มไปด้วยความชื่นชม "พวกเจ้าได้พิสูจน์แล้วว่าสมควรที่จะได้รับรู้ความจริง... มาเถิด ข้าจะนำพวกเจ้าไปยังประตูแห่งสรวงสวรรค์"
แสงสว่างเจิดจ้าปรากฏขึ้นเบื้องหน้าพวกเขา เป็นประตูขนาดมหึมาที่สลักเสลาด้วยลวดลายอันวิจิตรงดงาม ราวกับถูกสร้างขึ้นจากดวงดาวและแสงจันทร์
5,982 ตัวอักษร