ตอนที่ 4 — กลิ่นอายแห่งความทรงจำ
เสียงหัวเราะของน้ำใสที่ดังมาจากอีกฝั่งของสายโทรศัพท์ยังคงก้องอยู่ในหูของเมฆ เขาเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว การชวนน้ำใสมาทำอาหารที่บ้านเป็นความคิดที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แต่ก็เป็นความคิดที่ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นอย่างประหลาด
“เอาไงดีนะ” เมฆพึมพำกับตัวเอง ขณะเดินออกจากโรงเรียน “ป้าสมศรีจะว่าอะไรไหม”
เขาตัดสินใจว่าจะลองถามป้าสมศรีก่อน เมื่อเดินมาถึงหน้าบ้าน ภาพของป้าสมศรีกำลังรดน้ำต้นกุหลาบที่หน้าบ้านก็ปรากฏแก่สายตา
“ไงจ๊ะเมฆ กลับมาแล้วเหรอ” ป้าสมศรีเงยหน้าขึ้นทักทาย “วันนี้ดูสดใสเชียว มีเรื่องดีๆ อะไรมาเล่าให้ป้าฟังหรือเปล่า”
เมฆลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจพูดออกไป “เอ่อ… คือว่า… วันนี้ที่โรงเรียน น้ำใสเขา… เขาอยากจะมาทำอาหารกินที่บ้านผมครับคุณป้า”
ป้าสมศรีก้มลงวางบัวรดน้ำ ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้เมฆด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “จริงเหรอจ๊ะ ดีจังเลย น้ำใสน่ารักจะตายไป ป้าชอบเด็กคนนั้นนะ เขาดูร่าเริงดี”
“แต่ว่า… ผมก็ไม่แน่ใจว่าคุณป้าจะสะดวกไหมครับ” เมฆเอ่ยต่อด้วยความเกรงใจ
“สะดวกสิจ๊ะ ไม่เห็นมีอะไรไม่สะดวกเลย” ป้าสมศรียิ้มกว้าง “ป้าก็เหงาๆ อยู่เหมือนกัน มีเด็กๆ มาที่บ้านก็ดีเหมือนกันนะ จะได้คึกคักหน่อย ดีกว่านั่งอยู่คนเดียวเงียบๆ”
“งั้น… ผมบอกน้ำใสได้เลยใช่ไหมครับ” แววตาของเมฆฉายประกายแห่งความดีใจ
“แน่นอนสิจ๊ะ บอกเขาได้เลยนะ ป้าจะเตรียมขนมไว้รอด้วย” ป้าสมศรีกุมมือเมฆเบาๆ “แล้ว… เขาจะมากี่โมงล่ะ”
“น้ำใสบอกว่าประมาณบ่ายๆ ครับคุณป้า” เมฆตอบ “เขาบอกว่าเดี๋ยวจะโทรมาคอนเฟิร์มอีกที”
“ดีจ้ะๆ” ป้าสมศรีกำลังจะเดินกลับไปรดน้ำต้นไม้ต่อ เมฆก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“คุณป้าครับ”
“ว่าไงจ๊ะ”
“ถ้า… ถ้าหากว่า… พวกเราทำอาหารแล้วมัน… มันไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่… คุณป้าจะว่าอะไรไหมครับ” เมฆถามด้วยน้ำเสียงกังวล
ป้าสมศรีกอดอกมองเมฆด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน “เมฆจ๊ะ ชีวิตคนเรามันก็เป็นแบบนี้แหละนะ บางทีก็มีเรื่องที่ทำได้ดี บางทีก็มีเรื่องที่ต้องลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ ไม่มีใครที่ทำอะไรเป็นตั้งแต่เกิดหรอกนะ”
เธอลูบหัวเมฆเบาๆ “ที่สำคัญคือเราได้ลองทำ ได้พยายาม ไม่ว่าจะออกมาเป็นยังไง ป้าก็ภูมิใจในตัวเมฆแล้ว”
คำพูดของป้าสมศรีกระจายความอบอุ่นเข้าสู่หัวใจของเมฆ เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะมีใครสักคนที่เข้าใจและให้กำลังใจเขาได้มากขนาดนี้
“ขอบคุณครับคุณป้า” เมฆกล่าวด้วยความซาบซึ้ง
“ไม่เป็นไรจ้ะ ไปพักผ่อนก่อนนะ เดี๋ยวใกล้ๆ ค่อยมาช่วยป้าเตรียมของ” ป้าสมศรีก้มลงหยิบต้นกุหลาบที่หลุดจากกระถางมาจัดใส่ใหม่
เมฆเดินกลับเข้าบ้านด้วยความรู้สึกที่เบาสบาย เขาเดินเข้าไปในห้องนอนของพ่อกับแม่ที่ตอนนี้กลายเป็นห้องเก็บของชั่วคราว เขาเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบเสื้อยืดตัวเก่งออกมา แล้วเดินไปนั่งที่ริมหน้าต่าง มองออกไปนอกบ้าน
ภาพบ้านหลังเล็กๆ ของป้าสมศรีกำลังมีกิจกรรมบางอย่างอยู่ เธอกำลังเชิญคุณลุงข้างบ้านอีกคนหนึ่ง ที่ชื่อลุงสมชาย กำลังยกก้อนหินใหญ่ๆ บางอย่างไปวางไว้ที่มุมสวน
“อ้าว ป้าสมศรี ทำอะไรอยู่หน้าบ้านแต่เช้าเลย” ลุงสมชายทักทายด้วยเสียงทุ้ม
“กำลังจัดสวนนิดหน่อยจ้ะลุงสมชาย” ป้าสมศรีก้มหน้าก้มตาจัดดอกไม้ “ว่าแต่ลุงสมชาย กำลังจะเอาอะไรไปไว้ที่มุมโน้นล่ะคะ”
“อ๋อ กำลังจะเอาหินประดับไปวางไว้น่ะ” ลุงสมชายตอบพลางออกแรงยกก้อนหิน “เห็นว่าเข้ากับต้นไม้ดี”
“สวยจังเลยค่ะ” ป้าสมศรีก้มลงมอง “พอดีเลยค่ะ ว่าแต่วันนี้ลุงสมชายว่างหรือคะ”
“ว่างสิจ๊ะ วันนี้ไม่ได้ไปไหน ว่าแต่ป้าสมศรีกำลังจะให้ช่วยอะไรหรือเปล่า” ลุงสมชายถาม
“พอดีว่าบ่ายๆ นี้ จะมีเด็กๆ มาที่บ้านน่ะค่ะ” ป้าสมศรีกล่าว “จะให้ช่วยดูพวกเขานิดหน่อย”
“อ๋อ เด็กๆ บ้านไหนล่ะ” ลุงสมชายถามอย่างสนใจ
“ก็… เด็กแถวบ้านนี่แหละค่ะ” ป้าสมศรีกระแอมเบาๆ “พอดีเขาอยากจะมาทำกิจกรรมที่บ้าน”
“ดีเลยๆ” ลุงสมชายยิ้ม “ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกได้นะ”
“ขอบคุณมากค่ะลุง” ป้าสมศรีกล่าว
เมฆมองภาพนั้นแล้วรู้สึกอบอุ่นใจ เขารู้สึกว่าบ้านหลังนี้เต็มไปด้วยคนที่พร้อมจะช่วยเหลือกันเสมอ
“ก๊อกๆ” เสียงเคาะประตูดังขึ้น
“ใครน่ะ” ป้าสมศรีกำลังจะเดินไปเปิดประตู
“หนูน้ำใสค่ะคุณป้า” เสียงใสๆ ของน้ำดังมาจากนอกประตู
“อ้าว น้ำใส มาแล้วเหรอจ๊ะ เข้ามาเลย” ป้าสมศรีก้าวออกมาต้อนรับ
น้ำใสเดินเข้ามาในบ้านด้วยรอยยิ้ม ดวงตากลมโตเป็นประกาย “สวัสดีค่ะคุณป้า”
“สวัสดีจ้ะ น้ำใส วันนี้มาทำอะไรล่ะ” ป้าสมศรีกอดน้ำใสเบาๆ
“มาทำอาหารกับเมฆค่ะคุณป้า” น้ำใสตอบ “แม่หนูให้มาค่ะ”
“ดีจังๆ” ป้าสมศรีกุมมือ “แล้ววันนี้จะทำอะไรกันล่ะ”
“ไม่แน่ใจค่ะคุณป้า” น้ำใสหันไปมองเมฆที่ยืนอยู่ข้างๆ “เมฆ… เราจะทำอะไรกันดี”
เมฆเดินเข้ามาใกล้ “เอ่อ… เราลองทำผัดกะเพราดูไหม”
“ผัดกะเพราเหรอ” น้ำใสตาโต “หนูเคยเห็นแม่ทำนะ แต่ไม่เคยลองทำเองเลย”
“งั้นเรามาลองทำด้วยกัน” เมฆยิ้ม “คุณป้าสมศรีครับ เราขอยืมครัวทำอาหารนะครับ”
“ได้เลยจ้ะ” ป้าสมศรีกล่าว “อยากได้อะไรก็บอกป้านะ ป้าจะคอยดูอยู่ห่างๆ”
เมฆกับน้ำใสเดินเข้าไปในครัวที่มีอุปกรณ์ครบครัน เมฆหยิบวัตถุดิบต่างๆ ออกมาจากตู้เย็นและตู้เก็บของ เขามีความรู้เรื่องการทำอาหารอยู่บ้างจากการที่เคยสังเกตแม่
“นี่น้ำใส เอาพริกกับกระเทียมมานี่หน่อย” เมฆบอก
“ได้เลย” น้ำใสรีบหยิบให้
“เราต้องตำพริกกับกระเทียมให้ละเอียดก่อน” เมฆเริ่มลงมือตำ
“โอ้โห เผ็ดแน่ๆ เลย” น้ำใสหัวเราะ
“ต้องเผ็ดๆ ถึงจะอร่อย” เมฆตอบ “แม่เคยบอกว่า ยิ่งเผ็ด ยิ่งมีรสชาติ”
พวกเขาช่วยกันเตรียมวัตถุดิบอย่างขะมักเขม้น เสียงสับกระเทียม เสียงตำพริก เสียงเครื่องปรุงต่างๆ ดังระงมไปทั่วครัว
“เอาล่ะ พร้อมแล้ว” เมฆกล่าว “น้ำใส ช่วยเปิดไฟเตาแก๊สให้หน่อย”
น้ำใสรีบทำตาม เมฆใส่น้ำมันลงในกระทะ รอจนน้ำมันร้อน เขาใส่พริกกระเทียมลงไปผัดจนหอม
“ว้าว กลิ่นหอมมากเลย” น้ำใสสูดกลิ่น
“ทีนี้ใส่หมูสับลงไป” เมฆใส่หมูสับลงไปผัด
“ต้องผัดให้หมูสุกใช่ไหม” น้ำใสถาม
“ใช่แล้ว” เมฆตอบ “ผัดจนหมูไม่เป็นสีชมพู”
ทั้งสองคนช่วยกันผัดหมูจนสุก พวกเขาปรุงรสด้วยน้ำปลา ซีอิ๊วขาว และน้ำตาลเล็กน้อย
“ใส่ใบกะเพราเลย” เมฆเด็ดใบกะเพราใส่ลงไปในกระทะ
“โห ใบกะเพราเยอะมากเลย” น้ำใสทึ่ง
“ยิ่งเยอะยิ่งหอม” เมฆยิ้ม
พวกเขาผัดทุกอย่างเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็ว กลิ่นหอมของใบกะเพราลอยฟุ้งไปทั่วบ้าน
“เสร็จแล้ว!” เมฆกล่าวอย่างภูมิใจ “ลองชิมดูสิ”
น้ำใสตักผัดกะเพราใส่จานเล็กๆ และลองชิม
“เป็นไงบ้าง” เมฆถามอย่างลุ้นๆ
“อร่อยมากเลยเมฆ!” น้ำใสอุทาน “เผ็ดนิดๆ เค็มหน่อยๆ แล้วก็หอมใบกะเพรามากๆ เลย”
“จริงเหรอ” เมฆยิ้มแก้มปริ “ดีใจจัง”
“คุณป้าสมศรีคะ! มาชิมผัดกะเพราฝีมือพวกเราหน่อยค่ะ!” น้ำใสตะโกนเรียกป้าสมศรี
ป้าสมศรีก้าวเข้ามาในครัวพร้อมกับลุงสมชายที่เข้ามาเมื่อสักครู่
“โอ้โห กลิ่นหอมเชียว” ลุงสมชายชม
“ลองชิมดูสิคะคุณป้า” น้ำใสยื่นจานผัดกะเพราให้
ป้าสมศรีกินคำแรกเข้าไป
“อืม… อร่อยนะเนี่ย” ป้าสมศรียิ้ม “รสชาติกลมกล่อมดี”
“ใช่ไหมครับคุณป้า” เมฆยิ้มกว้าง
“เก่งมากเลยพวกหนู” ลุงสมชายเสริม “ฝีมือไม่แพ้ใครเลยนะเนี่ย”
เมฆกับน้ำใสยิ้มให้กัน พวกเขารู้สึกดีใจที่การทำอาหารครั้งแรกประสบความสำเร็จ
“ทีนี้ก็ถึงเวลาตั้งโต๊ะกินข้าวแล้ว” ป้าสมศรีกกล่าว “เดี๋ยวป้าไปเอาข้าวสวยมาให้”
ทั้งสี่คนนั่งล้อมวงกินผัดกะเพราฝีมือเมฆกับน้ำใส บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุข เสียงหัวเราะ และรอยยิ้ม
5,637 ตัวอักษร