ตอนที่ 4 — รอยยิ้มของป้าสมศรี
รินดาเดินกลับไปที่แคร่ไม้หน้าบ้าน ป้าสมศรียังคงนั่งสานตะกร้าอยู่เช่นเดิม รอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่บนใบหน้าเหี่ยวย่นของท่าน ดวงตาที่เคยฉายแววเหนื่อยอ่อน บัดนี้กลับมีความสงบและความอ่อนโยนปรากฏอยู่
“เป็นยังไงบ้างจ๊ะ หลานย่า” ป้าสมศรีเงยหน้าขึ้นมามองรินดา “เดินในสวนแล้วสบายใจขึ้นไหม”
“สบายใจมากเลยค่ะป้า” รินดาตอบ พลางนั่งลงข้างๆ ป้า “เหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ได้เห็นทุกอย่างรอบตัวเหมือนที่เคยเห็นตอนเด็กๆ”
“เด็กๆ ก็แบบนี้แหละจ้ะ สนุกสนานกับทุกสิ่งรอบตัว” ป้าสมศรียิ้ม “เวลาผ่านไปเร็วเหมือนกันนะ”
“ใช่ค่ะ” รินดาพยักหน้า “แป๊บเดียวก็โตมาจนอายุเท่านี้แล้ว”
“แล้วงานเขียนเป็นยังไงบ้างล่ะ” ป้าสมศรียิงคำถาม “ช่วงนี้มีอะไรที่ทำให้หลานย่าไม่สบายใจหรือเปล่า”
รินดาชะงักเล็กน้อย เธอไม่แน่ใจว่าจะเล่าเรื่องภาวะหมดไฟของเธอให้ป้าสมศรีฟังดีหรือไม่ แต่เมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของป้า เธอก็ตัดสินใจที่จะเปิดใจ
“ช่วงนี้… หนูรู้สึกว่ามันตันๆ น่ะค่ะป้า” รินดาพูดเสียงเบา “คิดอะไรไม่ออกเลย ไม่รู้จะเขียนอะไรดี รู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีแรงบันดาลใจแล้ว”
ป้าสมศรียิ้มอย่างอ่อนโยน “โอ้… เรื่องธรรมดาของคนทำงานศิลปะนะจ๊ะ มันมีช่วงที่เหนื่อย ช่วงที่ต้องพักผ่อนบ้าง”
“แต่หนูรู้สึกแย่มากเลยค่ะป้า” รินดาถอนหายใจ “รู้สึกเหมือนตัวเองล้มเหลว”
“ไม่เลยจ้ะ” ป้าสมศรียื่นมือมาวางบนแขนของรินดา “การที่หลานย่ารู้สึกแบบนี้ แสดงว่าหลานย่ากำลังต้องการเวลาเพื่อตัวเองนะ การกลับมาที่นี่ การได้เดินเล่นในสวน ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ ได้คิดถึงเรื่องราวเก่าๆ มันก็คือการเติมพลังให้ตัวเองนะ”
“หนูไม่แน่ใจว่าจะทำได้ไหมคะ” รินดาพูดด้วยความกังวล
“ไม่ต้องคิดมากจ้ะ” ป้าสมศรียิ้ม “แค่ทำในสิ่งที่ทำให้สบายใจก็พอ ลองทำดูนะ”
รินดาพยักหน้า เธอรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ระบายความรู้สึกออกมาให้ป้าสมศรีฟัง
“ป้าคะ” รินดาเปลี่ยนเรื่อง “เมื่อกี้หนูเดินไปตรงแปลงผักที่ปู่เคยปลูก หนูเห็นว่ามีผักหลายอย่างเลยค่ะ ปลูกเองหมดเลยเหรอคะ”
“ใช่จ้ะ” ป้าสมศรียิ้ม “ปู่ของหลานย่าเขาชอบปลูกผักมาก บอกว่าเป็นการฝึกความอดทน แล้วก็ภูมิใจที่ได้ปลูกอะไรกินเอง”
“หนูจำได้ค่ะ” รินดาพยักหน้า “ตอนเด็กๆ ปู่ชอบพาหนูไปดูแปลงผัก แล้วก็สอนหนูให้รู้จักต้นไม้แต่ละชนิด”
“ปู่ของหลานย่าเขาเก่งเรื่องต้นไม้มากเลยนะ” ป้าสมศรียกย่อง “เขาจะรู้ว่าต้นไหนเป็นยังไง โตขึ้นมาแล้วจะเป็นแบบไหน”
“แล้วป้าล่ะคะ ชอบปลูกอะไรในสวน” รินดาถาม
“ป้าชอบปลูกดอกไม้จ้ะ” ป้าสมศรียิ้ม “ชอบดูดอกไม้สวยๆ แล้วก็มีกลิ่นหอม ช่วยให้บ้านเราสดชื่น”
“ดอกมะลิที่อยู่ตรงมุมสวนนั่น ป้าปลูกเองเหรอคะ” รินดาถาม
“ใช่จ้ะ” ป้าสมศรียิ้ม “ดอกมะลิเป็นดอกไม้ที่ย่าของหลานย่าชอบมากที่สุด เขาบอกว่ากลิ่นหอมของมันเหมือนกลิ่นของความรัก”
รินดาพยักหน้า “หนูจำได้ค่ะ ย่าเคยบอกหนูแบบนั้น”
“แล้วดอกปีบข้างบ้านล่ะ” ป้าสมศรียิ้ม “นั่นก็เป็นดอกไม้ที่ย่าเขาชอบเหมือนกัน ชอบเอามาใส่ในน้ำอบ”
“ใช่ค่ะ” รินดาพยักหน้า “เมื่อกี้หนูเดินผ่าน ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกปีบแล้วนึกถึงย่าเลย”
“เห็นไหมจ๊ะ” ป้าสมศรียิ้ม “ทุกอย่างในสวนนี้… มันมีความทรงจำของคนในครอบครัวเราอยู่ทั้งนั้นแหละ”
รินดานั่งมองป้าสมศรีกำลังสานตะกร้าอย่างตั้งใจ เธอรู้สึกได้ถึงความผูกพันและความรักที่ป้าสมศรีมีให้กับครอบครัวของเธอ
“ป้าคะ” รินดาเอ่ยขึ้น “ป้าอยู่บ้านนี้มานานเท่าไหร่แล้วคะ”
“ป้าอยู่มาตั้งแต่เด็กๆ แล้วจ้ะ” ป้าสมศรียิ้ม “ตั้งแต่สมัยที่คุณตาคุณยายของหลานย่ายังอยู่”
“งั้นป้าคงจะเห็นเรื่องราวมากมายในบ้านหลังนี้เลยสิคะ” รินดาถาม
“เยอะแยะเลยจ้ะ” ป้าสมศรียิ้ม “ทั้งเรื่องสุข เรื่องทุกข์ ทุกอย่างมันก็เกิดขึ้นที่นี่แหละ”
“หนูอยากจะฟังเรื่องราวเหล่านั้นค่ะป้า” รินดาพูด “เผื่อว่า… หนูจะได้อะไรบางอย่างกลับไป”
ป้าสมศรียิ้ม “ถ้าหลานย่าอยากฟัง ป้าก็ยินดีเล่าให้ฟังนะ”
“ขอบคุณค่ะป้า” รินดาตอบ
“แต่ตอนนี้… ไปช่วยป้าเก็บผักในสวนหน่อยนะ” ป้าสมศรียิ้ม “จะได้เอาไปทำกับข้าวตอนเย็น”
“ได้เลยค่ะป้า” รินดาตอบอย่างกระตือรือร้น
ทั้งสองคนลุกขึ้นจากแคร่ไม้ เดินไปยังแปลงผักหลังบ้าน รินดาหยิบตะกร้าขึ้นมา แล้วเริ่มเด็ดผักที่สุกแล้ว ป้าสมศรียืนดูอยู่ข้างๆ พร้อมกับให้คำแนะนำ
“ผักบุ้งนี่เด็ดเอาแต่ยอดอ่อนๆ นะจ๊ะ จะได้กินง่าย” ป้าสมศรีกำชับ
“ค่ะป้า” รินดาทำตาม
“มะเขือเปราะ ก็เก็บเอาลูกที่กำลังพอดีๆ อย่าให้แก่ไปนะ”
“เข้าใจแล้วค่ะป้า”
ระหว่างที่เก็บผัก รินดาก็พลอยนึกถึงตอนที่ปู่เคยสอนเธอให้เด็ดผัก “ปู่เคยบอกหนูว่า การเด็ดผักก็เหมือนการเลือกเพื่อน เลือกคบคน ต้องเลือกที่ดีๆ”
“ใช่แล้วจ้ะ” ป้าสมศรียิ้ม ราวกับจะอ่านใจรินดาได้ “ปู่ของหลานย่าเขาชอบเปรียบเทียบสิ่งต่างๆ กับธรรมชาติเสมอ”
เมื่อเก็บผักเสร็จ ทั้งสองก็นำผักเหล่านั้นไปที่ครัว รินดาช่วยป้าสมศรีกำจัดสิ่งสกปรกออกจากผัก ล้างน้ำสะอาด
“วันนี้เราจะทำอะไรกินกันดีคะป้า” รินดาถาม
“วันนี้เราทำแกงส้มผักรวมนะ” ป้าสมศรียิ้ม “เอาผักที่เก็บมานี่แหละ”
“น่าทานจังเลยค่ะ” รินดาตอบ
ขณะที่ป้าสมศรีกำลังเตรียมเครื่องแกง รินดาก็หยิบสมุดบันทึกเล่มเก่าของเธอขึ้นมา เปิดดู
“หนูว่า… บางที… การได้เขียนอะไรลงไป… อาจจะช่วยให้หนู… คิดอะไรออกก็ได้ค่ะป้า” รินดาพูด
“แน่นอนจ้ะ” ป้าสมศรียิ้ม “การเขียนก็เหมือนการระบาย มันช่วยให้เราได้คิดทบทวน”
รินดาเริ่มเขียนเรื่องราวที่เธอได้พบเจอในสวนแห่งนี้ เรื่องราวของคุณปู่คุณย่า เรื่องราวของป้าสมศรี และเรื่องราวของตัวเธอเอง เธอเขียนทุกอย่างที่นึกออก โดยไม่คาดหวังว่าจะได้อะไรตอบแทน เพียงแค่ได้เขียน เธอก็รู้สึกดีขึ้น
แสงแดดเริ่มอ่อนลง เมฆสีส้มอ่อนๆ ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า เป็นสัญญาณว่าเย็นกำลังจะย่างเข้ามา
“เย็นแล้วสินะ” ป้าสมศรียิ้ม “เดี๋ยวป้าจะไปเตรียมกับข้าวต่อ หลานย่าจะมาช่วยป้าไหม”
“มาค่ะป้า” รินดาตอบพลางปิดสมุดบันทึก เธอรู้สึกว่าวันนี้เป็นวันที่ดีวันหนึ่งเลยทีเดียว
4,632 ตัวอักษร