ตอนที่ 1 — เสียงเปียโนในเมืองใหญ่
อากาศในห้องบันทึกเสียงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความสำเร็จและความกดดัน ปรินทร์ หรือที่ในวงการรู้จักกันในนาม “ปริ้นซ์” กำลังง่วนอยู่กับการบรรเลงเปียโน เสียงโน้ตที่พรั่งพรูออกมาจากปลายนิ้วของเขานั้นคมกริบราวกับใบมีด ก่อให้เกิดท่วงทำนองที่ซับซ้อน บาดลึก และเต็มไปด้วยอารมณ์ดิบเถื่อน เพลงที่เขากำลังสร้างสรรค์อยู่นี้จะเป็นเพลงเปิดอัลบั้มใหม่ของเขา ซึ่งเป็นอัลบั้มที่เขาคาดหวังว่าจะกวาดรางวัลจากเวทีระดับโลกให้ได้
“อีกครั้งนะปริ้นซ์” เสียงของโปรดิวเซอร์ดังลอดเข้ามาจากห้องควบคุม “เน้นที่ความเร่งเร้าช่วงบริดจ์อีกหน่อย ฉันอยากให้คนฟังรู้สึกเหมือนกำลังจะตกเหวไปพร้อมกับคุณ”
ปริ้นซ์ถอนหายใจเบาๆ แต่ก็ยอมทำตาม เขารู้ดีว่างานนี้ต้องสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ชีวิตในวงการเพลงของเขาไม่เคยมีคำว่าประนีประนอม ทุกย่างก้าวคือการต่อสู้เพื่อความเหนือกว่า เพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าเขาสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดไปได้เรื่อยๆ เสียงเพลงที่เขาเล่นสะท้อนถึงความทะเยอทะยานอันแรงกล้า และความโดดเดี่ยวที่กัดกินอยู่ในใจ
หลังจากผ่านไปอีกหลายชั่วโมง ปรินทร์ก็รู้สึกได้ถึงความเหนื่อยล้าที่ถาโถมเข้ามา เขาผละออกจากเปียโนตัวเก่ง เดินไปหยิบแก้วน้ำที่วางอยู่บนขาตั้งเครื่องดนตรี “ผมว่าผมทำได้ดีที่สุดแล้วนะ คุณสมชาย”
โปรดิวเซอร์เดินเข้ามาในห้องบันทึกเสียง ใบหน้าเปื้อนยิ้ม “เยี่ยมมากปริ้นซ์ สมบูรณ์แบบจริงๆ อัลบั้มนี้ต้องดังเปรี้ยงปร้างแน่ๆ ฉันเห็นอนาคตที่นายยืนอยู่บนเวทีแกรมมี่แล้ว”
“ขอบคุณครับ” ปรินทร์ตอบรับอย่างเรียบเฉย เขาก้มมองมือของตัวเอง มือที่เคยสัมผัสเปียโนตัวเก่าที่บ้านเกิด มือที่เคยบรรเลงเพลงง่ายๆ ที่มีกลิ่นอายของความสุขบริสุทธิ์ ยิ่งนึกถึงอดีต ความรู้สึกบางอย่างก็เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ ความรู้สึกที่เขาพยายามกลบฝังมาตลอดหลายปี
“เดี๋ยวนายกลับบ้านยังไง? รถฉันว่างอยู่นะ” โปรดิวเซอร์ถาม
“ไม่เป็นไรครับ ผมขอไปเดินเล่นก่อน” ปรินทร์ตอบ เขาอยากอยู่คนเดียวสักพัก ต้องการหลีกหนีจากความสมบูรณ์แบบจอมปลอมที่รายล้อมอยู่รอบตัว
เขาเดินออกมาจากสตูดิโอ ท่ามกลางแสงไฟนีออนของเมืองกรุงที่ไม่เคยหลับใหล ผู้คนมากมายเดินสวนไปมา ทุกคนดูรีบร้อน ทุกคนดูมีเป้าหมาย แต่ปรินทร์กลับรู้สึกเคว้งคว้าง เขาเป็นเหมือนนักดนตรีที่เล่นเพลงอันไพเราะ แต่กลับไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของบทเพลงนั้น
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ปรินทร์หยิบมือถือขึ้นมาดูชื่อผู้โทร “แม่” เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกดรับสาย
“ปริ้นซ์ลูก แม่เองนะ” เสียงของแม่ดังมาอย่างอ่อนโยน “เป็นยังไงบ้างลูก สบายดีไหม”
“สบายดีครับแม่ แล้วแม่กับพ่อล่ะครับ” ปรินทร์พยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด
“พ่อก็สบายดี ป้าสมรข้างบ้านเขาเพิ่งส่งฝรั่งมาให้เยอะแยะเลยนะ เดี๋ยวว่างๆ แม่จะเอาไปส่งให้”
“ครับแม่”
“แล้วเมื่อไหร่จะกลับบ้านล่ะลูก แม่คิดถึงเสียงเปียโนของลูกเหลือเกิน”
“ผมยังไม่แน่ใจเลยครับงานผมยุ่งมาก” ปรินทร์ตอบอย่างอึดอัด ความรู้สึกผิดเริ่มก่อตัวขึ้น “ช่วงนี้ผมต้องเตรียมงานอัลบั้มใหม่ มันสำคัญมากจริงๆ”
“แม่เข้าใจลูก แม่ก็แค่อยากเจอหน้าลูก” เสียงของแม่แผ่วลง “แล้วก็… พ่ออยากคุยกับลูกเรื่องที่ดินตรงหัวไร่นาของเรานะ”
ปรินทร์หน้าเสีย “เรื่องนั้น… ผมไม่สะดวกคุยตอนนี้ครับแม่”
“แต่… พ่อเขาเป็นห่วงนะ”
“ผมต้องไปแล้วครับแม่ ไว้ผมจะโทรกลับ” ปรินทร์รีบตัดบทสนทนา ก่อนที่แม่จะทันได้พูดอะไรไปมากกว่านี้ เขากดวางสายไป รู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกอยู่ที่คอ
เขากลับมาที่อพาร์ตเมนต์ของตัวเอง เปิดประตูเข้าไปในห้องที่เต็มไปด้วยเครื่องดนตรีและโน้ตเพลงมากมาย ที่นี่คืออาณาจักรของเขา ที่ที่เขาสร้างสรรค์ผลงานที่ทำให้ผู้คนหลงใหล แต่เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเพียงแสงไฟระยิบระยับของเมืองหลวง ปรินทร์กลับรู้สึกว่าตัวเองกำลังหลงทาง
ในคืนนั้น ปรินทร์นอนไม่หลับ เขานั่งอยู่หน้าเปียโนตัวใหม่ราคาแพงที่เขาเพิ่งซื้อมาด้วยน้ำพักน้ำแรง แต่ปลายนิ้วกลับไร้เรี่ยวแรงที่จะบรรเลง เขาหยิบรูปถ่ายเก่าๆ ขึ้นมาดู เป็นรูปที่เขากับพ่อแม่ถ่ายคู่กันที่บ้านเกิด แสงแดดยามเช้าสาดส่องใบหน้าของทุกคน ปรากฏรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุขและอบอุ่น
“เสียงเปียโนตัวเก่า… ฉันยังจำมันได้ดี” เขาพึมพำกับตัวเอง
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ปรินทร์ทำงานอย่างหนักเพื่ออัลบั้มใหม่ แต่ในใจกลับมีความว่างเปล่า เขาพยายามหาคำตอบว่าทำไมผลงานที่ได้รับการยอมรับมากมายถึงไม่สามารถเติมเต็มความสุขที่แท้จริงได้
จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาได้รับโทรศัพท์จากโรงพยาบาลแจ้งข่าวร้ายว่าพ่อของเขาป่วยหนัก ปรินทร์รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบถล่มลงมา เขาไม่ลังเลอีกต่อไป รีบบรรจุเสื้อผ้าและเดินทางกลับบ้านเกิดทันที
3,693 ตัวอักษร