บทเพลงแห่งวันวาน

ตอนที่ 2 / 35

ตอนที่ 2 — กลับสู่บ้านเกิดที่คุ้นเคย

เสียงเครื่องยนต์ของรถแท็กซี่จอดสนิทลงหน้าบ้านไม้เก่าหลังหนึ่ง ปรินทร์ก้าวลงจากรถ สายตาของเขากวาดมองไปรอบๆ บ้านที่คุ้นเคย ท้องนาเขียวขจีที่ทอดไกลสุดลูกหูลูกตา ต้นมะม่วงที่เขาเคยปีนป่ายสมัยเด็ก และร่องน้ำเล็กๆ ที่ไหลเอื่อยอยู่ข้างบ้าน ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ราวกับว่าเวลาที่นี่ไม่เคยเดินหน้า แม่ของเขาวิ่งออกมาต้อนรับด้วยสีหน้าดีใจปนกังวล “ลูกพ่อ! มาแล้วเหรอ” แม่โผเข้ากอดปรินทร์แน่น น้ำตาคลอหน่วย “พ่อรอเจอลูกอยู่นะ” “ผมมาแล้วครับแม่” ปรินทร์ตอบ พลางมองเข้าไปในบ้าน เห็นพ่อของเขานอนพักอยู่บนเตียง มีสายน้ำเกลือระโยงระยาง “พ่อครับ” เขาเดินเข้าไปหาพ่อ พ่อของเขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น มองมาที่ปรินทร์ด้วยแววตาที่อ่อนล้า แต่ก็ฉายประกายแห่งความดีใจ “ลูกพ่อ… มาแล้วเหรอ” “ผมมาแล้วครับพ่อ” ปรินทร์นั่งลงข้างเตียง จับมือของพ่อที่ผอมตอบ “พ่อเป็นไงบ้างครับ” “ก็… ไม่ค่อยสบายนะ แต่เห็นหน้าลูกแล้วก็ดีขึ้นเยอะเลย” พ่อพูดเสียงเบา “พ่อขอโทษนะที่ต้องเรียกให้ลูกกลับมา” “ไม่เป็นไรครับพ่อ ผมเป็นห่วง” ปรินทร์บอก “ผมขอโทษนะครับที่ผมไม่ค่อยได้กลับมา” “แม่เล่าให้ฟัง” พ่อพูด “ลูกทำงานหนักนะ พ่อเข้าใจ” “ผม… ผมไม่ได้ทำงานหนักหรอกครับ” ปรินทร์พูดอย่างอึกอัก “ผมแค่… กำลังหลงทางไปหน่อย” แม่ที่นั่งอยู่ข้างๆ เอื้อมมือมาลูบแขนปรินทร์เบาๆ “ไม่เป็นไรนะลูก กลับมาแล้วก็ดีแล้ว” ปรินทร์ใช้เวลาหลายวันในการดูแลพ่อของเขา เขาพบว่าการดูแลคนที่รักนั้น เป็นความรู้สึกที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการสร้างสรรค์ผลงานที่ยิ่งใหญ่ในเมืองหลวง มันเป็นความอบอุ่นที่มาจากหัวใจ เป็นความสุขที่เรียบง่าย แต่ลึกซึ้ง ในระหว่างที่ดูแลพ่อ ปรินทร์ก็สังเกตเห็นเปียโนเก่าตัวหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ในห้องรับแขก มันเป็นเปียโนที่เขาเคยใช้หัดเล่นสมัยเด็กๆ ตัวอักษรที่สลักไว้บนเปียโนค่อยๆ เลือนลางตามกาลเวลา ฝุ่นเกาะหนา แต่เมื่อเขาเอามือไปสัมผัส มันกลับมีความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด “ตัวนี้… ผมเคยเล่นมัน” ปรินทร์พูดกับแม่ “จำได้ไหมครับแม่ สมัยผมยังเด็กๆ” “จำได้สิ” แม่ยิ้ม “พ่อเขาซื้อมาให้ลูกนะ ตั้งใจให้ลูกเป็นนักดนตรี” “ผม… ผมเกือบลืมมันไปแล้ว” ปรินทร์รู้สึกเหมือนมีบางอย่างกำลังจะหลุดออกมาจากความทรงจำ วันหนึ่ง ขณะที่พ่อของเขากำลังพักผ่อน ปรินทร์ก็เดินเข้าไปในห้องรับแขก เขาค่อยๆ เปิดฝาเปียโนเก่าขึ้นมา นิ้วของเขาค่อยๆ ลากผ่านแป้นเปียโนที่เริ่มเหลือง เขาพยายามนึกถึงเพลงที่เคยเล่นเมื่อนานมาแล้ว เสียงโน้ตตัวแรกดังขึ้นอย่างแผ่วเบา ท่วงทำนองที่ไม่ซับซ้อน แต่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่อบอุ่น มันเป็นเพลงที่แม่เคยฮัมให้ฟังตอนเด็กๆ เป็นเพลงที่พ่อชอบฟังเวลาเหนื่อยจากการทำนา “เพลงนี้…” ปรินทร์พึมพำ “ฉันจำได้แล้ว” เขาเริ่มบรรเลงเพลงนั้นอย่างช้าๆ เสียงเปียโนที่ดังออกมาจากเปียโนเก่าตัวนี้ มันมีความอบอุ่น แตกต่างจากเสียงเปียโนราคาแพงในสตูดิโอของเขาอย่างสิ้นเชิง เสียงนี้มันมีความเป็นธรรมชาติ มีความรู้สึกของบ้าน มีกลิ่นอายของความทรงจำ แม่เดินเข้ามาในห้อง เห็นปรินทร์กำลังบรรเลงเพลงอยู่ ใบหน้าของเธอเปื้อนยิ้ม “เสียงเปียโนของลูก… ยังไพเราะเหมือนเดิมเลยนะ” “มันไม่เหมือนเดิมหรอกครับแม่” ปรินทร์หยุดเล่น หันไปมองแม่ “ผมว่า… ตอนนี้มันดีกว่าเดิม” “ทำไมล่ะลูก” “เพราะตอนนี้… ผมเล่นมันด้วยหัวใจ” ปรินทร์ตอบ “ตอนเด็กๆ ผมเล่นเพราะอยากเก่ง อยากเอาชนะคนอื่น แต่ตอนนี้… ผมเล่นเพราะผมมีความสุข” เขาหันกลับไปที่เปียโนอีกครั้ง บรรเลงเพลงเดิมต่อ แต่ครั้งนี้ เสียงดนตรีกลับมีความสมบูรณ์แบบในแบบของมันเอง มันไม่ได้มีเทคนิคที่แพรวพราว แต่มันเต็มไปด้วยความรู้สึกที่จริงใจ “พ่อคงภูมิใจมากเลยนะ” แม่พูดเบาๆ ปรินทร์พยักหน้า เขาเห็นพ่อกำลังมองเขาอยู่จากหน้าประตูห้องนอน พ่อของเขายิ้มให้ เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุข “ผมจะอยู่ดูแลพ่อกับแม่นานๆ ครับ” ปรินทร์บอก “ผมจะอยู่ที่นี่… จนกว่าพ่อจะหายดี” แม่ยิ้มรับ “ดีแล้วลูก อยู่บ้านเรานี่แหละ” ปรินทร์รู้สึกได้ว่าเขาได้ค้นพบสิ่งสำคัญบางอย่างที่เขาหลงลืมไปนาน ความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การยอมรับจากคนอื่น แต่อยู่ที่ความสัมพันธ์ในครอบครัว และความสุขที่เกิดจากสิ่งที่เราทำด้วยใจจริง

3,283 ตัวอักษร