บทเพลงแห่งวันวาน

ตอนที่ 7 / 35

ตอนที่ 7 — ท่วงทำนองจากใจแม่

ปรินทร์นั่งอยู่หน้าเปียโนเก่าที่ตั้งตระหง่านอยู่ในห้องรับแขกของบ้านเกิด มือเรียวไล้สัมผัสแป้นที่ซีดจางไปตามกาลเวลา แต่ยังคงให้เสียงที่ไพเราะจับใจ ท่วงทำนองเพลง "รักนิรันดร์" ที่เขาเพิ่งคิดได้เมื่อคืนนี้ยังคงก้องอยู่ในหัว “แม่… ขอบคุณนะ ที่ให้ชีวิตลูก ขอบคุณนะ… ที่รักลูกเสมอมา” คำร้องง่ายๆ ที่มาจากความรู้สึกจริงใจ มันเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้งเกินกว่าถ้อยคำใดๆ จะบรรยายได้ อรนั่งอยู่ข้างๆ มองดูปรินทร์ด้วยรอยยิ้ม “เพราะจังเลยค่ะคุณปรินทร์” เธอเอ่ยชม “ฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นหัวใจ เหมือนได้ยินความรักจากแม่จริงๆ” ปรินทร์หันมายิ้มให้ “ผมดีใจที่คุณอรชอบครับ” เขาเอ่ย “ผมว่าผมเจอท่อนฮุกที่ใช่แล้วครับ” “แล้วท่อนอื่นๆ ล่ะคะ” อรชวนคุย “ผมกำลังพยายามเรียบเรียงอยู่ครับ” ปรินทร์ตอบ “อยากให้เพลงมันไหลลื่น ต่อเนื่อง ไม่ติดขัด” เขาหยุดคิดไปครู่หนึ่ง “ผมคิดว่าผมอยากจะใส่เรื่องราวเกี่ยวกับแม่ของผมลงไปในเพลงด้วย” “เรื่องราวของคุณแม่เหรอคะ” อรตาเป็นประกาย “เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ” ปรินทร์พยักหน้า “แม่ของผมเป็นคนสู้ชีวิตมากครับ” เขาเริ่มเล่า “ตั้งแต่พ่อไม่สบาย แม่ก็ต้องรับภาระทุกอย่าง ดูแลทั้งพ่อ ทั้งผม แล้วก็ยังต้องทำงานหาเงินอีก” เขาหยุดเล็กน้อย เหมือนกำลังนึกภาพตาม “ผมจำได้ว่าตอนเด็กๆ ผมเคยป่วยหนัก แม่เฝ้าไข้ผมทั้งคืน ไม่ยอมหลับยอมนอนเลย” “คุณแม่ต้องเหนื่อยมากแน่ๆ เลย” อรแสดงความเห็นอกเห็นใจ “ครับ” ปรินทร์ยอมรับ “แต่แม่ไม่เคยบ่นเลยสักคำเดียว แม่บอกเสมอว่า ‘ขอแค่ลูกแข็งแรง แม่ก็มีความสุขแล้ว’ คำพูดนี้มันติดอยู่ในใจผมมาตลอด” “คุณแม่ของคุณน่ารักมากเลยค่ะ” อรกล่าว “คุณโชคดีจริงๆ ที่มีคุณแม่ที่รักและเสียสละเพื่อคุณมากขนาดนี้” “ผมรู้ครับ” ปรินทร์ยิ้มเศร้าๆ “และผมก็รู้สึกผิดเสมอที่ไม่เคยได้ดูแลท่านอย่างที่ท่านดูแลผม” “อย่าคิดแบบนั้นเลยค่ะ” อรปลอบ “การที่คุณกลับมาอยู่กับท่านในตอนนี้ ก็เป็นการดูแลท่านที่ดีที่สุดแล้ว” “ผมอยากทำให้แม่ภูมิใจครับ” ปรินทร์พูดต่อ “อยากให้แม่รู้ว่าลูกคนนี้รักแม่มากแค่ไหน” “เพลง ‘รักนิรันดร์’ น่าจะเป็นของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับคุณแม่เลยนะคะ” อรให้กำลังใจ “ผมจะทำให้ดีที่สุดครับ” ปรินทร์ตั้งใจ “ผมอยากจะเล่าเรื่องราวความรักของแม่ผ่านบทเพลงนี้ ให้ทุกคนได้รับรู้ว่าความรักของแม่มันยิ่งใหญ่และสวยงามแค่ไหน” ปรินทร์กลับไปที่เปียโนอีกครั้ง เขากำลังพยายามหาทำนองที่จะเล่าเรื่องราวชีวิตของแม่ให้สมบูรณ์แบบ เขาบรรเลงท่อนฮุกซ้ำไปซ้ำมา ผสมผสานกับทำนองที่นึกถึงภาพแม่กำลังทำงานในไร่ แม่กำลังทำอาหารให้เขากิน แม่กำลังปลอบโยนเขาในวันที่เขารู้สึกท้อแท้ “แม่… เวลาท้อแท้ แม่ให้กำลังใจ” ปรินทร์ฮัมเบาๆ “แม่บอกว่า… ชีวิตต้องสู้ต่อไป” เสียงเปียโนเริ่มเปลี่ยนไป ท่วงทำนองเริ่มหนักแน่นขึ้น เหมือนกำลังสะท้อนถึงความเข้มแข็งและความอดทนของแม่ “แม่… ทนเหนื่อย ทนร้อน ทนแดด” ปรินทร์ร้องตามทำนอง “เพื่อชีวิตที่ดีกว่าของลูก” อรฟังอย่างตั้งใจ เธอเห็นประกายในดวงตาของปรินทร์ แววตาที่เต็มไปด้วยความรัก ความสำนึก และความมุ่งมั่น “คุณปรินทร์คะ” อรเรียก “ฉันว่า… คุณลองใส่เสียงเครื่องดนตรีพื้นบ้านลงไปในเพลงด้วยสิคะ” ปรินทร์หันมามองอร “เครื่องดนตรีพื้นบ้านเหรอครับ” “ใช่ค่ะ” อรตอบ “อย่างเช่น เสียงขลุ่ย เสียงพิณ หรือเสียงกลอง อาจจะช่วยเสริมให้เพลงดูอบอุ่นและมีความเป็นไทยมากขึ้น” ปรินทร์ครุ่นคิด “เป็นความคิดที่ดีครับคุณอร” เขาเห็นด้วย “ผมเคยได้ยินเสียงขลุ่ยของลุงสมชายที่เป่าได้ไพเราะมาก ผมว่าน่าจะเข้ากับเพลงนี้ได้ดี” “นั่นสิคะ” อรพยักหน้า “ลองดูนะคะ ฉันว่ามันจะทำให้เพลงของคุณพิเศษยิ่งขึ้นไปอีก” หลังจากนั้น ปรินทร์ก็ใช้เวลาหลายวันในการเรียบเรียงเพลง "รักนิรันดร์" เขาพยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องดนตรีพื้นบ้านต่างๆ เขาไปปรึกษาลุงสมชาย ช่างทำขลุ่ยประจำหมู่บ้าน และขอให้ท่านช่วยเป่าขลุ่ยประกอบเพลงให้ “ลุงสมชายครับ ผมอยากให้ลุงช่วยเป่าขลุ่ยในเพลงๆ หนึ่งที่ผมแต่งขึ้นครับ” ปรินทร์อธิบาย ลุงสมชายมองปรินทร์ด้วยความสงสัย “เพลงอะไรล่ะหลาน” “เป็นเพลงที่ผมแต่งให้แม่ครับ” ปรินทร์ตอบ “อยากให้มีเสียงขลุ่ยที่อบอุ่นเหมือนเสียงของแม่” ลุงสมชายยิ้ม “ได้สิหลาน พ่อจะช่วยเต็มที่” วันต่อมา ปรินทร์ก็ชวนอรไปที่ทุ่งนา เขาอยากจะลองบรรเลงเพลง "เสียงกระซิบจากสายน้ำ" ที่ทุ่งนา เพื่อสัมผัสกับธรรมชาติอย่างแท้จริง “คุณอรครับ” ปรินทร์เอ่ยขณะที่เดินเคียงข้างอรไปตามคันนา “คุณเคยรู้สึกไหมว่า เวลาเราอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เราจะรู้สึกสงบขึ้น” “รู้สึกค่ะ” อรตอบ “เหมือนได้ชาร์จแบตให้กับตัวเอง” “ผมก็เหมือนกันครับ” ปรินทร์ยิ้ม “ผมรู้สึกว่าธรรมชาติช่วยปลดปล่อยความเครียด และทำให้ผมได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองชัดเจนขึ้น” พวกเขามาถึงริมลำธารเล็กๆ ที่ไหลเอื่อยอยู่ข้างทุ่งนา เสียงน้ำไหลกระทบโขดหินดังเป็นจังหวะ ปรินทร์วางกระเป๋าเครื่องดนตรีลง เขาหยิบกีตาร์โปร่งออกมา “ผมอยากลองเล่นเพลงนี้ที่นี่ครับ” ปรินทร์บอกอร “ผมอยากให้เสียงเพลงมันกลืนไปกับเสียงธรรมชาติ” ปรินทร์เริ่มบรรเลงเพลง "เสียงกระซิบจากสายน้ำ" เสียงกีตาร์โปร่งใส กังวาน ผสมผสานกับเสียงน้ำไหลและเสียงลมพัดที่กำลังพัดใบไผ่ดังแผ่วเบา ท่วงทำนองที่อ่อนโยน เย็นฉ่ำ ราวกับสายน้ำที่ไหลเอื่อยไปตามลำธาร แต่แฝงไว้ด้วยพลังและความสดชื่น อรหลับตาลง เธอสัมผัสได้ถึงความสงบสุขที่แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจ เหมือนเธอกำลังนั่งอยู่ริมลำธารจริงๆ “เพราะมากค่ะคุณปรินทร์” อรเอ่ยชมเมื่อปรินทร์เล่นจบ “เพลงนี้ฟังแล้วรู้สึกสดชื่นจริงๆ” “ขอบคุณครับคุณอร” ปรินทร์ยิ้ม “ผมรู้สึกว่าเพลงนี้มันเติมพลังให้ผมได้เยอะเลย” “คุณค้นพบตัวเองเจอแล้วนะคะ” อรกล่าว “คุณค้นพบเส้นทางดนตรีที่แท้จริงของคุณแล้ว” ปรินทร์มองดูสายน้ำที่ไหลไปอย่างไม่หยุดนิ่ง “ผมคิดว่า… ผมเจอแล้วครับ” เขาตอบ “ดนตรีที่แท้จริง มันไม่ได้มาจากการแข่งขัน หรือการยอมรับจากใคร แต่มันมาจากความรู้สึก จากความทรงจำ จากหัวใจของเราเอง” อรพยักหน้าเห็นด้วย “และคุณก็สามารถถ่ายทอดสิ่งเหล่านั้นออกมาเป็นบทเพลงที่งดงามได้” “ขอบคุณนะครับคุณอร” ปรินทร์กล่าว “ขอบคุณที่คอยให้กำลังใจผมมาตลอด” “ยินดีเสมอค่ะ” อรตอบ “ฉันดีใจที่ได้เห็นคุณมีความสุข” ทั้งสองนั่งเงียบๆ ชมวิวทิวทัศน์รอบกาย ความสงบสุขที่ได้จากธรรมชาติและบทเพลงที่ปรินทร์แต่งขึ้น ทำให้พวกเขารู้สึกเติมเต็มอย่างประหลาด

4,995 ตัวอักษร