ตอนที่ 6 — บทเพลงแห่งการประลอง ปลดปล่อยวิญญาณ
บรรยากาศในงานเลี้ยงพลันตึงเครียดขึ้นทันทีเมื่อท่านขุนอินทร์เอ่ยท้าประลอง พสุธารู้สึกหัวใจเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง นี่เป็นโอกาสที่เขาจะพิสูจน์ตัวเอง และอาจจะเป็นหนทางในการทำให้ผู้คนในยุคนี้เข้าใจในสิ่งที่เขาเชื่อ
"ประลอง?" พระยาพิจิตรเลิกคิ้ว "ท่านขุนอินทร์ ท่านจะให้เด็กหนุ่มคนนี้ประลองกับท่าน?"
"ทำไมจะไม่ได้?" ท่านขุนอินทร์กล่าว "ข้าอยากจะเห็นว่า 'ดนตรีที่ออกมาจากใจจริง' ของเจ้า จะมีพลังมากพอที่จะเอาชนะ 'ดนตรีที่มีพลัง' ของข้าได้หรือไม่" ท่านหันไปทางคนรับใช้ "ไปนำระนาดเอกของข้ามา!"
ไม่นานนัก คนรับใช้ก็แบกหามระนาดเอกตัวงามเข้ามาวางบนแท่น ทุกสายตาจับจ้องไปยังเครื่องดนตรีชิ้นนั้น มันเป็นระนาดเอกที่ทำจากไม้มะเกลือเนื้อดี ดูเก่าแก่และเปี่ยมไปด้วยมนต์ขลัง
"ข้าจะเริ่มก่อน" ท่านขุนอินทร์กล่าว "ข้าจะเล่นเพลง 'สุดที่รัก' เป็นเพลงที่ข้าชอบที่สุด"
ท่านขุนอินทร์นั่งลงหน้าปี่พาทย์ หยิบไม้ตีระนาดขึ้นมา มือของท่านเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้า เสียงระนาดเอกที่เปล่งออกมานั้นทรงพลัง หนักแน่น ชัดเจน ทุกตัวโน้ตราวกับถูกตีด้วยค้อนที่แม่นยำ ท่วงทำนองเพลง "สุดที่รัก" ที่ปกติเคยได้ยินแต่ในความหวานซึ้ง บัดนี้กลับกลายเป็นเพลงที่สะกดอารมณ์ผู้ฟัง ทำให้รู้สึกถึงความรักที่ยิ่งใหญ่และมั่นคง ราวกับจะยืนหยัดอยู่เหนือกาลเวลา
เสียงระนาดเอกของท่านขุนอินทร์ดังก้องไปทั่วทั้งตำหนัก มันไม่ใช่เพียงแค่เสียงดนตรี แต่เป็นเหมือนการประกาศก้องถึงความแข็งแกร่ง ความมั่นใจ และอุดมการณ์ ผู้คนในงานต่างพากันขนลุกซู่ พวกเขาไม่เคยได้ยินการบรรเลงระนาดเอกที่ทรงพลังและเข้าถึงอารมณ์ได้ถึงเพียงนี้
เมื่อเพลงจบลง เสียงปรบมือก็ดังสนั่นหวั่นไหว ท่านขุนอินทร์มองมาที่พสุธาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความท้าทาย
"เป็นอย่างไรบ้าง?" ท่านถาม "นี่แหละคือพลังของดนตรีที่แท้จริง"
พสุธาพยักหน้าด้วยความชื่นชม "ฝีมือท่านยอดเยี่ยมจริงๆ ขอรับ" เขากล่าว "ข้าไม่เคยได้ยินการบรรเลงระนาดเอกที่ทรงพลังเช่นนี้มาก่อน"
"แล้วเจ้าล่ะ?" ท่านขุนอินทร์ถาม "เจ้าจะเล่นเพลงอะไรมาสู้?"
พสุธารู้สึกถึงแรงกดดัน แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกถึงความสงบที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นภายในใจ เขานึกถึงคำสอนของครูบุญ "ปล่อยวาง" เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อ "เอาชนะ" แต่มาเพื่อ "ถ่ายทอด"
"ข้าจะเล่นเพลง 'รำพันพิลาป'" พสุธากล่าว "เป็นเพลงที่ข้าใช้เวลาแต่งเมื่อครั้งที่ข้ายังเด็ก ข้าจะลองนำความรู้สึกในตอนนั้นมาถ่ายทอดอีกครั้ง"
พสุธาหยิบซอสามสายขึ้นมา เขาไม่ได้รู้สึกประหม่าอีกต่อไป เขากลั้นหายใจ แล้วเริ่มบรรเลง
เสียงซอของพสุธาครั้งนี้แตกต่างจากครั้งอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง มันไม่ได้เร่งรีบ ไม่ได้พยายามจะแข่งขันกับเสียงระนาดเอก แต่กลับมีความอ่อนหวาน ลึกซึ้ง ราวกับเสียงกระซิบของสายลม ท่วงทำนองเพลง "รำพันพิลาป" ค่อยๆ คลี่คลายออกมาช้าๆ เต็มไปด้วยความรู้สึกเศร้าสร้อย อ่อนไหว แต่ก็แฝงไปด้วยความหวังอันริบหรี่ พสุธาถ่ายทอดความรู้สึกของการพลัดพราก ความเดียวดาย และความปรารถนาที่จะได้พบเจออีกครั้งอย่างหมดหัวใจ
เขาไม่เพียงแต่สีซอตามโน้ต แต่เขากำลังเล่าเรื่องราว เขาปล่อยให้วิญญาณของเพลงไหลผ่านตัวเขา แล้วออกมาเป็นเสียงเพลงที่บริสุทธิ์
ผู้คนในงานเลี้ยงต่างตกอยู่ในภวังค์ พวกเขากำลังสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวด ความอ่อนแอ แต่ก็เต็มไปด้วยความรักที่ลึกซึ้งของพสุธา เสียงซอของเขาเหมือนกับสายน้ำที่ค่อยๆ ชะล้างจิตใจของผู้ฟัง ทำให้พวกเขาได้ย้อนนึกถึงความรู้สึกที่เคยมีในอดีต
เมื่อเพลงจบลง ก็มีเพียงเสียงสะอื้นไห้เบาๆ ดังมาจากบางมุมของงานเลี้ยง พสุธารู้สึกน้ำตาคลอเบ้า เขาไม่เคยคิดว่าเสียงเพลงของเขาจะสามารถเข้าถึงอารมณ์ของผู้คนได้ถึงเพียงนี้
ท่านขุนอินทร์นั่งนิ่ง ดวงตาของท่านฉายแววบางอย่างที่พสุธาอ่านไม่ออก
"เป็นอย่างไรบ้างขอรับท่านขุนอินทร์" พระยาพิจิตรเอ่ยถามอย่างนุ่มนวล
ท่านขุนอินทร์ถอนหายใจยาว "ข้า... ข้าไม่เคยคิดเลยว่าเสียงซอเพียงชิ้นเดียว จะสามารถทำให้ข้า... รู้สึกเช่นนี้ได้" ท่านมองมาที่พสุธาด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป "เจ้าไม่ได้มาเพื่อแข่งขัน แต่เจ้ามาเพื่อ 'ปลอบประโลม' หัวใจของข้า"
ท่านขุนอินทร์ลุกขึ้นยืน แล้วเดินตรงมาหาพสุธา "ข้าขอโทษที่ข้าดูถูกเจ้า" ท่านกล่าว "ดนตรีของเจ้า อาจจะไม่ได้ดังกระหึ่ม แต่เป็นดนตรีที่สามารถเยียวยาจิตใจของผู้คนได้" ท่านยื่นมือมาจับไหล่ของพสุธา "นับจากวันนี้ไป ข้าจะยอมรับในฝีมือของเจ้า"
พสุธาโค้งคำนับด้วยความซาบซึ้ง เขาไม่คิดว่าการประลองครั้งนี้จะจบลงด้วยชัยชนะที่เหนือความคาดหมาย เขาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ดนตรีที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ความยิ่งใหญ่ แต่คือการสื่อสารความรู้สึกที่จริงใจ ซึ่งสามารถเข้าถึงหัวใจของผู้คนได้เช่นกัน
3,700 ตัวอักษร