ตอนที่ 6 — ความคิดก้าวหน้ากับขนบอันแข็งกร้าว
บุญมาเริ่มรู้สึกถึงความกดดันที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ การนินทาว่าร้ายเริ่มกลายเป็นเรื่องที่พูดถึงกันอย่างแพร่หลายในหมู่ข้าราชบริพารชั้นผู้น้อย จนกระทั่งไปถึงหูข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บางคน
"ท่านเจ้าพระยา" ขุนนางท่านหนึ่งกล่าวกับเจ้าพระยาพิพิธขณะที่ทั้งสองพบกันในงานเลี้ยงของราชสำนัก "ข้าพเจ้าได้ยินว่าบุตรสาวของท่านมีบทบาทสำคัญในวังหน้าเสียแล้ว"
พระยาพิพิธยิ้มรับ "คุณหนูบุญมาได้รับความไว้วางใจจากองค์กรมพระราชวังบวรฯ ให้ช่วยอบรมสั่งสอนเพคะ"
"อืม..." ขุนนางท่านนั้นทำเสียงในลำคอ "เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจทีเดียว ที่สตรีอย่างคุณหนูบุญมาจะสามารถทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่นี้ได้"
"บุตรสาวของข้าพเจ้าอาจจะมีความรู้ความสามารถที่ท่านอาจจะคาดไม่ถึง" พระยาพิพิธกล่าวอย่างสุภาพ แต่แฝงไปด้วยความภาคภูมิใจ
"ความรู้ความสามารถนั้นดีอยู่หรอก" ขุนนางท่านนั้นกล่าวต่อ "แต่ในเรื่องของราชสำนัก โดยเฉพาะการอบรมสั่งสอนองค์กรมพระราชวังบวรฯ แล้ว มันต้องเป็นไปตามขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดกันมา"
"แล้วท่านคิดว่า ขนบธรรมเนียมนั้นคืออะไรเล่าเพคะ" พระยาพิพิธท้าทายเล็กน้อย
"ก็คือการที่ผู้ชายควรเป็นผู้สั่งสอนผู้ชายด้วยกัน" ขุนนางท่านนั้นตอบ "โดยเฉพาะเรื่องการเมืองการปกครอง ย่อมต้องเป็นหน้าที่ของผู้ชายที่มีประสบการณ์เท่านั้น"
"แต่บุญมาก็เป็นผู้ที่ได้รับการศึกษาอย่างดี และมีความรอบรู้ในสรรพวิชา" พระยาพิพิธยืนยัน "ความรู้ไม่จำกัดเพศ"
"แต่สังคมของเรายังไม่ได้มองเช่นนั้น" ขุนนางท่านนั้นกล่าว "การที่บุตรสาวของท่านไปมีอิทธิพลต่อองค์กรมพระราชวังบวรฯ มากเกินไป อาจจะนำมาซึ่งปัญหาในภายหลังได้"
คำพูดเหล่านั้นทำให้พระยาพิพิธเริ่มกังวลใจ เขาเห็นถึงความขัดแย้งที่กำลังจะเกิดขึ้นระหว่างความคิดก้าวหน้าของบุญมา กับขนบธรรมเนียมอันแข็งกร้าวของสังคม
ขณะเดียวกัน บุญมาเองก็เริ่มเผชิญหน้ากับความคิดเห็นที่แตกต่างอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น เธอได้พบกับเจ้าคุณหญิงผู้สูงศักดิ์ท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไปในวังหลวง
"คุณหนูบุญมา" เจ้าคุณหญิงกล่าวกับบุญมาหลังจากที่ได้มีโอกาสสนทนา "พี่ได้ยินเรื่องราวของเจ้ามามาก"
"เพคะ คุณหญิง" บุญมาถวายบังคม
"เจ้าเป็นสตรีที่มีความคิดอ่านแปลกไปจากสตรีทั่วไป" เจ้าคุณหญิงกล่าว "นับว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมในบางแง่มุม"
"ขอบพระคุณค่ะ"
"แต่เจ้าเองก็ต้องระวัง" เจ้าคุณหญิงเตือน "ความคิดที่ก้าวหน้าเกินไป อาจจะทำให้เจ้าเดือดร้อนได้"
"บุญมาหมายความว่าอย่างไรเพคะ"
"สังคมแห่งนี้ยังยึดติดกับขนบธรรมเนียมเดิมๆ อยู่มาก" เจ้าคุณหญิงอธิบาย "การที่เจ้ามีความคิดเห็นที่แตกต่าง หรือพยายามจะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ อาจจะถูกมองว่าเป็นภัยคุกคาม"
"แต่บุญมาเชื่อว่า สิ่งที่บุญมาทำนั้น เป็นสิ่งที่ดีและถูกต้องต่อบ้านเมือง" บุญมาตอบอย่างมั่นใจ "การพัฒนา ความรู้ และความก้าวหน้า ย่อมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอนาคต"
"พี่เข้าใจเจตนาอันดีของเจ้า" เจ้าคุณหญิงกล่าว "แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นต้องค่อยเป็นค่อยไป ต้องไม่รวดเร็วจนเกินไป จนทำให้ผู้คนตั้งตัวไม่ทัน"
"แล้วเราควรจะทำอย่างไรเพคะ" บุญมาถามด้วยความสงสัย
"เจ้าต้องรู้จักปรับตัว" เจ้าคุณหญิงกล่าว "ต้องรู้จักวิธีการสื่อสาร และการนำเสนอความคิดของเจ้าให้เป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่"
"แล้วถ้าความคิดของบุญมานั้น มันขัดแย้งกับสิ่งที่พวกเขาเชื่อเล่าเพคะ"
"นั่นคือความท้าทายของเจ้า" เจ้าคุณหญิงกล่าว "เจ้าต้องหาจุดร่วม จงใช้ปัญญาของเจ้า อธิบายให้พวกเขาเข้าใจ ถึงเหตุผลและความสำคัญของการเปลี่ยนแปลง"
"บุญมาจะพยายามค่ะ คุณหญิง"
"ดี" เจ้าคุณหญิงกล่าว "พี่หวังว่าเจ้าจะผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้ และได้ใช้ความรู้ความสามารถของเจ้าเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับแผ่นดินอย่างแท้จริง"
แม้จะได้รับคำแนะนำที่ดี แต่บุญมาก็ยังคงรู้สึกถึงความหนักอึ้งในใจ เธอรู้ดีว่าเส้นทางข้างหน้าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ การทำหน้าที่พระพี่เลี้ยงขององค์กรมพระราชวังบวรฯ นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการต่อสู้ที่ใหญ่กว่า
เธอต้องเผชิญหน้ากับแรงเสียดทานจากสังคมที่ยึดติดกับขนบเดิมๆ ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าความคิดก้าวหน้าของเธอไม่ได้เป็นภัยคุกคาม แต่เป็นหนทางที่จะนำพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดีกว่า
ในขณะเดียวกัน เธอก็ต้องปกป้องความเชื่อของตนเอง และความตั้งใจที่จะทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด โดยไม่ยอมให้คำนินทาว่าร้าย หรือแรงกดดันจากรอบข้าง มาบั่นทอนกำลังใจของเธอได้
การต่อสู้เพื่อความถูกต้อง และเพื่ออนาคตของแผ่นดิน เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
3,578 ตัวอักษร