ตอนที่ 5 — พายุแห่งคำนินทา
ชีวิตในวังหน้าดำเนินไปตามครรลองของมัน บุญมาทุ่มเทกายใจให้กับการทำหน้าที่พระพี่เลี้ยงอย่างเต็มกำลัง เธอสอนองค์กรมพระราชวังบวรฯ ในทุกแขนงวิชา ทั้งประวัติศาสตร์การปกครอง การทหาร การต่างประเทศ การเศรษฐกิจ และที่สำคัญ คือการอบรมเรื่องคุณธรรมจริยธรรม
"สมเด็จฯ การปกครองที่ดีนั้น มิได้อยู่ที่การมีอำนาจเด็ดขาดเพียงอย่างเดียว" บุญมาอธิบายขณะกำลังอ่านพงศาวดารโบราณให้ทรงฟัง "แต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรม ความเมตตา และความเห็นอกเห็นใจราษฎร"
กรมพระราชวังบวรฯ ทรงเงี่ยพระกรรณสดับฟังอย่างตั้งใจ "แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่าการกระทำของเรานั้นยุติธรรมแล้ว"
"การตัดสินใจที่ยุติธรรมนั้น ควรจะพิจารณาจากผลที่จะเกิดขึ้นต่อส่วนรวมเป็นหลักเพคะ" บุญมาตอบ "หากการตัดสินใจนั้นก่อให้เกิดผลดีต่อคนส่วนใหญ่ และไม่เบียดเบียนคนส่วนน้อยจนเกินไป ก็ถือได้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ยุติธรรมในระดับหนึ่ง"
"แล้วถ้าคนส่วนน้อยเดือดร้อนเล่า" กรมพระราชวังบวรฯ ทรงตรัสถามอย่างต่อเนื่อง "เราจะละเลยพวกเขาได้หรือ"
"แน่นอนเพคะ สมเด็จฯ" บุญมาตอบอย่างหนักแน่น "เราไม่ควรละเลยผู้ใด แม้จะเป็นคนส่วนน้อยก็ตาม เราควรหาทางช่วยเหลือเยียวยา หรือบรรเทาความเดือดร้อนของพวกเขาให้ได้มากที่สุด หากทำไม่ได้ ก็ควรชี้แจงเหตุผลให้พวกเขาเข้าใจอย่างถ่องแท้"
"หากเช่นนั้น การตัดสินใจของกษัตริย์ก็ย่อมต้องพบกับความยากลำบากอยู่เสมอสินะ" กรมพระราชวังบวรฯ ทรงกล่าว
"เป็นเช่นนั้นเพคะ" บุญมาทูลรับ "แต่ความยากลำบากเหล่านั้น คือสิ่งที่กษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรมต้องเผชิญ และต้องหาหนทางแก้ไขด้วยสติปัญญาและความเพียร"
วันเวลาแห่งการเรียนรู้ดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่ภายใต้ฉากหน้าอันสงบสุขนั้น พายุแห่งคำนินทากลับเริ่มก่อตัวขึ้น บุญมาเริ่มรับรู้ถึงกระแสลมแห่งความไม่พอใจที่พัดโหมกระหน่ำมายังตัวเธอ
ขันทีและนางกำนัลบางคนเริ่มกระทำการที่ชัดเจนมากขึ้น พวกเขาเริ่มนินทาว่าร้ายบุญมาลับหลังอย่างเปิดเผย บางครั้งก็จงใจพูดเสียงดังให้บุญมาได้ยิน
"คุณหนูบุญมานี่ช่างได้ดีเสียจริง" นางกำนัลคนหนึ่งเอ่ยขึ้นเสียงดังขณะที่กำลังรดน้ำต้นไม้ในสวน "วันๆ เอาแต่นั่งสอนเจ้านาย ไม่เห็นจะทำงานบ้านเรือน หรือช่วยเหลือผู้ใดในวังเลย"
"นั่นสิ" อีกคนเสริม "สงสัยจะได้ดีเพราะรู้วิธีประจบประแจงเป็นแน่แท้"
"อย่าพูดจาไร้สาระเลย" นางกำนัลอาวุโสคนหนึ่งกล่าว "คุณหนูบุญมาเป็นผู้ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่คนที่จะมาทำงานบ้านเรือน"
"แต่ยังไงเธอก็เป็นผู้หญิง" นางกำนัลคนเดิมแย้ง "การเป็นผู้หญิงก็ควรจะอ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักหน้าที่ของตนเอง ไม่ใช่ทำตัวเด่นเกินหน้าเกินตาผู้อื่น"
คำพูดเหล่านี้เป็นเหมือนคมมีดที่กรีดแทงหัวใจของบุญมา เธอพยายามเก็บงำความรู้สึกเจ็บปวดเหล่านั้นไว้ และทำเป็นไม่ได้ยิน แต่ความรู้สึกไม่สบายใจก็เริ่มก่อตัวขึ้น
พระยาพิพิธเองก็เริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในท่าทีของผู้คนรอบข้าง เขาพยายามปลอบโยนบุญมา "ไม่ต้องใส่ใจคำพูดของพวกเขานะบุญมา" พระยาพิพิธกล่าว "พวกเขามักจะพูดจาเช่นนี้กับผู้ที่ประสบความสำเร็จ หรือผู้ที่แตกต่างจากพวกเขา"
"แต่ท่านพ่อคะ บุญมาไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงเกลียดชังบุญมาถึงเพียงนี้" บุญมาถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"พวกเขาไม่ได้เกลียดชังเจ้าหรอกลูก" พระยาพิพิธตอบ "พวกเขาแค่ไม่เข้าใจในสิ่งที่เจ้าเป็น และไม่คุ้นเคยกับความเปลี่ยนแปลง"
"แต่... บุญมาก็แค่ทำหน้าที่ของบุญมาเท่านั้นเอง"
"ใช่แล้วลูก" พระยาพิพิธพยักหน้า "และหน้าที่ของเจ้าก็สำคัญยิ่งนัก จงอย่าได้หวั่นไหวต่อคำนินทาเหล่านั้น จงตั้งใจทำหน้าที่ของเจ้าให้ดีที่สุด แล้วทุกอย่างจะคลี่คลายไปเอง"
คำปลอบโยนของพระยาพิพิธช่วยให้บุญมารู้สึกดีขึ้น แต่ความรู้สึกไม่มั่นคงก็ยังคงอยู่ โดยเฉพาะเมื่อเธอเริ่มรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงในท่าทีของข้าราชบริพารบางคนในวัง
เจ้ากรมวังคนหนึ่ง ซึ่งเคยต้อนรับบุญมาอย่างอบอุ่นในวันแรกๆ ที่เธอเข้ามาในวังหน้า บัดนี้กลับมีท่าทีเย็นชาลงอย่างเห็นได้ชัด เขาจะหลีกเลี่ยงการสบตา หรือหากจำเป็นต้องพูดคุย ก็จะใช้คำพูดที่สั้นกระชับและห่างเหิน
"ขอประทานอภัยเพคะ เสด็จฯ" บุญมาเอ่ยขึ้นเมื่อเธอต้องการจะเข้าพบกรมพระราชวังบวรฯ แต่เจ้ากรมวังกลับมาขวางทาง "ข้าพเจ้ามีเรื่องจะทูลขอเข้าเฝ้าเพคะ"
"วันนี้องค์กรมพระราชวังบวรฯ ทรงมีพระราชกิจมาก" เจ้ากรมวังตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ไม่มีเวลาให้พบใคร"
"แต่เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทูลเพคะ" บุญมาพยายามอธิบาย
"เรื่องสำคัญแค่ไหน ก็ต้องรอไปก่อน" เจ้ากรมวังกล่าวตัดบท "หากมีเรื่องสำคัญจริงๆ ก็ให้ทูลผ่านข้ามา ข้าจะพิจารณาอีกที"
บุญมารู้สึกได้ถึงความไม่เป็นธรรม แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ เธอได้แต่ถวายบังคมและเดินจากไปอย่างผิดหวัง
ในวันเดียวกัน ขณะที่บุญมากำลังเดินกลับตำหนักของเธอ เธอก็ได้พบกับเจ้าคุณหญิงสายหยุด ภรรยาของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ซึ่งเป็นผู้ที่ทาบทามเธอเข้าวังหน้ามาแต่แรก
"คุณหนูบุญมา" เจ้าคุณหญิงสายหยุดเรียกบุญมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนกว่าปกติ "เข้ามานี่ก่อนสิ"
บุญมาเดินเข้าไปหาเจ้าคุณหญิงอย่างรวดเร็ว "เพคะ คุณหญิง"
"เป็นอย่างไรบ้าง กับชีวิตในวังหน้า" เจ้าคุณหญิงถามพร้อมกับมองบุญมาด้วยสายตาที่เหมือนจะเข้าใจ "เห็นว่ามีเรื่องกระทบกระทั่งอยู่บ้าง"
บุญมาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้เจ้าคุณหญิงฟัง "บุญมาไม่เข้าใจเลยเพคะ คุณหญิง ทำไมผู้คนถึงได้มองบุญมาด้วยสายตาเช่นนี้"
เจ้าคุณหญิงสายหยุดถอนหายใจ "สังคมก็เป็นเช่นนี้แหละลูกเอ๋ย โดยเฉพาะในวังหลวงแห่งนี้ ยามที่คนเราได้ดี ก็มักจะมีคนริษยา และคอยหาเรื่องตำหนิติเตียน"
"แต่บุญมาก็แค่ทำหน้าที่ของบุญมาเท่านั้นเอง"
"พี่เข้าใจ" เจ้าคุณหญิงกล่าว "และพี่ก็เชื่อมั่นในตัวเจ้า แต่เจ้าเองก็ต้องเข้าใจด้วยว่า บางครั้งหน้าที่ของเจ้ามันอาจจะขัดแย้งกับขนบธรรมเนียมเดิมๆ ที่ผู้คนคุ้นเคย"
"บุญมาหมายความว่าอย่างไรเพคะ"
"ก็เช่น การที่เจ้าเป็นสตรี แต่กลับได้เข้ามาอบรมสั่งสอนองค์กรมพระราชวังบวรฯ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่" เจ้าคุณหญิงอธิบาย "ในสายตาของหลายๆ คน มันเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ถึงแม้จะได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการแล้วก็ตาม"
"แต่... ข้าพระพุทธเจ้าก็พยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุดแล้ว"
"พี่รู้" เจ้าคุณหญิงกล่าว "และนั่นคือสิ่งที่เจ้าควรทำต่อไป จงอย่าได้หวั่นไหว จงตั้งใจทำหน้าที่ของเจ้าให้ดีที่สุด ความดีและความจริงใจ ย่อมจะชนะทุกสิ่งไปเอง"
"ขอบพระคุณค่ะ คุณหญิง" บุญมากล่าวด้วยความซาบซึ้ง "คำของท่านหญิงทำให้บุญมามีกำลังใจขึ้นมาก"
"จงเข้มแข็งนะลูก" เจ้าคุณหญิงสายหยุดกล่าวพร้อมกับยื่นมือมาตบเบาๆ ที่แขนของบุญมา "ถ้ามีอะไรให้พี่ช่วยเหลือ ก็บอกได้เสมอ"
แม้จะได้รับกำลังใจจากผู้ใหญ่ถึงสองคน แต่บรรยากาศในวังหลวงก็ยังคงอึมครึมสำหรับบุญมา เธอรู้ดีว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ และพายุแห่งคำนินทาอาจจะโหมกระหน่ำเข้ามาอีก
5,448 ตัวอักษร