การปลุกพลังจิตเหนือมนุษย์ ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี

ตอนที่ 13 / 40

ตอนที่ 13 — มรดกแห่งผู้พิทักษ์ที่ถูกลืม

“พลังของเจ้า… ไม่ใช่พลังที่เกิดขึ้นมาลอยๆ” ไททันอธิบาย “มันเป็นพลังที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษของเจ้า ผู้ที่เคยเป็นผู้พิทักษ์แห่งพลังจิตมาตั้งแต่ยุคโบราณ” “บรรพบุรุษ?” แบมทวนคำ เขาไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย “ใช่” ไททันยืนยัน “และเนมเนสิส… พวกมันคือองค์กรที่ต้องการครอบครองพลังพิเศษเช่นเดียวกับของเจ้า พวกมันเชื่อว่าพลังเหล่านี้ควรถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ของพวกมันเท่านั้น” “แล้ว… ทำไมพวกเขาถึงอยากได้พลังของผมเป็นพิเศษล่ะครับ?” แบมถามด้วยความสงสัยระคนหวาดหวั่น ไททันถอนหายใจยาว “เพราะพลังของเจ้า… มันบริสุทธิ์ และมีความเชื่อมโยงกับต้นกำเนิดของพลังจิตโดยตรง” เขาอธิบาย “บรรพบุรุษของเจ้าคือ ‘ผู้เชื่อมต่อ’ ผู้ที่สามารถปลุกพลังในตัวผู้อื่นได้ และยังสามารถควบคุมแก่นแท้ของพลังจิตได้ในระดับที่ลึกซึ้ง พลังของเจ้าคือมรดกที่สำคัญยิ่ง และเป็นสิ่งที่เนมเนสิสต้องการมากที่สุด เพื่อใช้ในการปลุกระดมพลังที่หลับใหลของเหล่าสมุนของพวกมัน” แบมรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนคว้าง เขาเป็นเพียงนักศึกษาธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีความสำคัญถึงขนาดนี้ “แต่… ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย ผมไม่รู้วิธีควบคุมมันด้วยซ้ำ” “นั่นคือเหตุผลที่เจ้ามาอยู่ที่นี่” ลินพูดเสริมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ที่นี่คือ ‘ป้อมปราการแห่งแสง’ ที่ซึ่งผู้มีพลังพิเศษจะได้รับการฝึกฝนและปกป้อง พวกเราจะช่วยให้เธอเรียนรู้ที่จะเข้าใจและควบคุมพลังของตัวเอง” อาเธอร์พยักหน้าเห็นด้วย “ใช่แล้วแบม ไม่ต้องกลัว เราทุกคนล้วนเคยผ่านจุดเดียวกับเธอมาก่อน” “แล้ว… แล้วผมจะเชื่อใจพวกคุณได้อย่างไร?” แบมถามออกไปตามสัญชาตญาณ “ผมไม่เคยเจอใครแบบนี้มาก่อนเลย” ไททันสบตาแบมอย่างตรงไปตรงมา “เจ้าอาจจะไม่เคยเจอใครแบบพวกเรา แต่พวกเราได้เห็นพลังของเจ้าแล้ว แบม พลังที่เจ้าใช้โดยไม่ได้ตั้งใจเพื่อปกป้องตัวเอง” เขาหยุดเล็กน้อย “นั่นคือสิ่งพิสูจน์ว่าพลังของเจ้ามีอยู่จริง และเจ้าก็มีความกล้าหาญที่จะใช้มัน แม้จะยังไม่เข้าใจก็ตาม” “ผม… ผมไม่รู้จะพูดอะไร” แบมยอมรับ เขาเริ่มรู้สึกผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย แต่ความกังวลเกี่ยวกับเนมเนสิสยังคงเกาะกุมจิตใจ “แล้ว… พวกเขาจะตามหาผมเจอไหมครับ?” “นั่นคือสิ่งที่เราต้องเตรียมพร้อม” ไททันตอบอย่างหนักแน่น “เนมเนสิสมีสายข่าวมากมาย และพวกมันฉลาดเกินกว่าที่เราจะประมาทได้ แต่ที่นี่… ที่ป้อมปราการแห่งนี้ มีระบบป้องกันที่ซับซ้อนและทรงพลังที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา” “ระบบป้องกัน?” แบมเลิกคิ้ว “ใช่” ลินอธิบาย “ป้อมปราการแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาด้วยพลังงานพิเศษ ผสานกับเทคโนโลยีล้ำสมัย มันสามารถตรวจจับและสกัดกั้นการบุกรุกได้ทุกรูปแบบ” “และเหนือสิ่งอื่นใด” ไททันกล่าวเสริม “เรามีกันและกัน เราจะร่วมมือกันเพื่อปกป้องพลังนี้ และปกป้องโลกจากความมืดมิดของเนมเนสิส” แบมมองไปรอบๆ ห้องโถงใหญ่ เห็นใบหน้าของผู้คนที่มีความมุ่งมั่นและจริงจัง เขารู้สึกถึงความอบอุ่นและความปลอดภัยที่แผ่ซ่านเข้ามาในจิตใจ เขาไม่ใช่คนเดียวอีกต่อไปแล้ว เขาได้พบกับบ้านหลังใหม่ และครอบครัวใหม่ “ผม… ผมจะพยายามครับ” แบมกล่าวอย่างหนักแน่น “ผมจะเรียนรู้ที่จะควบคุมพลังนี้ และผมจะไม่ยอมให้มันตกไปอยู่ในมือของคนไม่ดีเด็ดขาด” รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของไททัน ลิน และอาเธอร์ “ดีมาก แบม” ไททันกล่าว “การเดินทางของเจ้าเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น” เขาหันไปทางประตูใหญ่ “ตอนนี้ ถึงเวลาที่เจ้าจะต้องเริ่มฝึกฝนแล้ว” แบมรู้สึกตื่นเต้นระคนหวาดหวั่นอีกครั้ง เขาไม่รู้ว่าการฝึกฝนจะเป็นอย่างไร แต่เขาก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน “เราจะเริ่มจากอะไรครับ?” เขาถาม “เราจะเริ่มจากการทำความเข้าใจพื้นฐาน” ไททันตอบ “การควบคุมความคิด และการรับรู้ถึงพลังงานรอบตัวเจ้า” “การรับรู้พลังงาน?” “ใช่” ไททันอธิบาย “พลังของเจ้าคือการควบคุมสสาร แต่ก่อนที่เจ้าจะควบคุมสสารได้ เจ้าต้องสามารถ ‘รู้สึก’ ถึงมันได้เสียก่อน เรียนรู้ที่จะสัมผัสถึงอนุภาคเล็กๆ ที่ประกอบกันเป็นทุกสิ่งรอบตัวเจ้า” “มันฟังดูยากจังครับ” แบมยอมรับ “ทุกสิ่งเริ่มต้นจากยากเสมอ” ลินปลอบ “จำไว้นะแบม ทุกครั้งที่เจ้ารู้สึกท้อแท้ ให้นึกถึงเหตุผลที่เจ้ามาอยู่ที่นี่ นึกถึงความหวัง และนึกถึงคนที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างเธอ” แบมพยักหน้า เขาพยายามรวบรวมสมาธิ ความคิดของเขายังคงสับสนเล็กน้อย แต่เขาพยายามจะจดจ่ออยู่กับคำพูดของทุกคน “เอาล่ะ” ไททันกล่าว “ตามฉันมา” เขาเดินนำแบมออกจากห้องโถงไปยังห้องฝึกซ้อมที่อยู่ลึกเข้าไปในป้อมปราการ แบมเดินตามไปอย่างกระตือรือร้น ลินและอาเธอร์เดินขนาบข้าง ให้กำลังใจเขาจากด้านหลัง ห้องฝึกซ้อมนั้นกว้างขวาง ผนังทำจากวัสดุที่ไม่คุ้นตา ดูเหมือนจะสามารถปรับเปลี่ยนรูปร่างได้ตามต้องการ ตรงกลางห้องมีแท่นหินตั้งอยู่ แบมไม่แน่ใจว่ามันมีไว้เพื่ออะไร “นี่คือ ‘ห้องแห่งการเพ่งพินิจ’ ” ไททันอธิบาย “ที่นี่จะช่วยให้เจ้าสามารถโฟกัสพลังของเจ้าได้อย่างเต็มที่” เขาผายมือไปยังแท่นหิน “ลองยืนอยู่ตรงนั้น แล้วลองหลับตาลง สูดหายใจเข้าลึกๆ และพยายามรู้สึกถึงทุกสิ่งรอบตัวเจ้า” แบมทำตามคำแนะนำ เขาไปยืนกลางแท่นหิน หลับตาลง สูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามที่จะไม่คิดถึงเรื่องอื่นใด ในตอนแรก เขาไม่รู้สึกอะไรเลย นอกจากเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นระรัว แต่แล้ว… เขาก็เริ่มรู้สึกถึงบางอย่าง มันเหมือนกับกระแสลมบางๆ ที่พัดผ่านผิวหนัง แต่ไม่ใช่ลมธรรมดา มันมีความรู้สึกถึง ‘การมีอยู่’ ของสิ่งต่างๆ รอบตัวเขา เขาเริ่มรับรู้ถึงความเย็นของพื้นใต้เท้า ความอุ่นของอากาศที่ลอยอยู่รอบตัวเขา “ดีมาก” ไททันกล่าวเบาๆ “ตอนนี้ ลองพยายาม ‘สัมผัส’ ถึงแท่นหินที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของเจ้า” แบมพยายามจดจ่อ เขาจินตนาการถึงอนุภาคเล็กๆ ที่ประกอบกันเป็นแท่นหินนั้น เขาพยายามจะ ‘รู้สึก’ ถึงมวลของมัน ความหนักแน่นของมัน “ฉัน… ฉันรู้สึกได้” แบมกล่าวอย่างประหลาดใจ “มัน… เย็น และแข็ง” “ยอดเยี่ยม” ลินยิ้ม “นั่นคือจุดเริ่มต้นของการควบคุม” “ตอนนี้” ไททันกล่าวต่อ “ลองพยายาม ‘ยก’ มันขึ้นมาเพียงเล็กน้อย” แบมรู้สึกประหลาดใจ “ยก… แท่นหินเนี่ยนะครับ?” “เพียงเล็กน้อย” ไททันย้ำ “ไม่ต้องใช้แรงมาก แค่ลอง ‘ผลัก’ มันขึ้นมาด้วยจิตใจของเจ้า” แบมพยายามอีกครั้ง เขาหลับตาลง สูดหายใจเข้าลึกๆ นึกถึงพลังที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเขา เขาจินตนาการถึงมือที่มองไม่เห็น กำลังค่อยๆ ดันแท่นหินนั้นขึ้นไป เขาพยายามอย่างเต็มที่ แต่ก็ยังไม่เกิดอะไรขึ้น “มัน… มันไม่ขยับเลยครับ” แบมกล่าวด้วยความผิดหวัง “ใจเย็นๆ แบม” อาเธอร์ปลอบ “การควบคุมพลังต้องอาศัยเวลาและการฝึกฝน” “ถูกต้อง” ไททันเห็นด้วย “บางทีเจ้าอาจจะใช้พลังงานมากเกินไป หรือน้อยเกินไป หรืออาจจะยังจับจุดการ ‘ผลัก’ ที่ถูกต้องไม่ได้” “การ ‘ผลัก’ ที่ถูกต้อง?” “ใช่” ไททันอธิบาย “มันไม่ใช่การออกแรงทางกาย แต่มันคือการ ‘สั่ง’ ให้สสารนั้นเคลื่อนไหวตามความต้องการของเจ้า” แบมพยายามอีกครั้ง เขาพยายาม ‘สั่ง’ ให้แท่นหินขยับขึ้นไป แต่ก็ยังไร้ผล เวลาผ่านไปเรื่อยๆ แบมพยายามนับครั้งไม่ถ้วน แต่แท่นหินก็ยังคงอยู่กับที่ เขาเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าและท้อแท้ “ผม… ผมทำไม่ได้” เขากล่าว “ผมคงไม่มีพรสวรรค์จริงๆ” “อย่าเพิ่งยอมแพ้” ลินพูดเสียงจริงจัง “จำได้ไหมว่าเธอเคยใช้พลังโดยไม่ตั้งใจตอนที่เธอถูกโจมตี? พลังนั้นมีอยู่จริง เพียงแต่ตอนนี้เธอต้องเรียนรู้วิธีเรียกใช้มันอย่างมีสติ” “ใช่แล้ว” ไททันกล่าว “บางที… ปัญหาอาจจะอยู่ที่การ ‘ออกแรง’ มากเกินไป” “หมายความว่าไงครับ?” “ลองนึกภาพว่าเจ้ากำลังจะ ‘ยก’ ของที่เบามากๆ” ไททันอธิบาย “เจ้าจะไม่ต้องใช้แรงเยอะขนาดนั้น เจ้าแค่ ‘ปล่อย’ ให้มันลอยขึ้นมาเอง” แบมพยายามปรับความคิด เขาพยายามจินตนาการว่าแท่นหินนั้นเบาเหมือนขนนก และเขาแค่ ‘ปล่อย’ ให้มันลอยขึ้นมา ทันใดนั้น… แท่นหินก็กระตุกเล็กน้อย แบมเบิกตาโพลง “ผม… ผมเห็นมันขยับ!” “ใช่!” ลินร้องอย่างดีใจ “เธอทำได้!” “เล็กน้อย แต่ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดี” ไททันยิ้ม “เจ้าเริ่มเข้าใจแล้ว” แบมรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก เขารู้สึกถึงความหวังที่กลับมาอีกครั้ง “ทีนี้” ไททันกล่าว “ลองพยายาม ‘วาง’ มันลงอย่างนุ่มนวล” แบมพยายามควบคุมพลังอีกครั้ง เขาจินตนาการถึงการค่อยๆ ลดระดับพลังลง แท่นหินค่อยๆ ลอยลงมา และแตะพื้นอย่างนุ่มนวล “ยอดเยี่ยม!” อาเธอร์กล่าว “เธอทำได้ในครั้งเดียว!” “วันนี้พอแค่นี้ก่อน” ไททันกล่าว “ร่างกายและจิตใจของเจ้าต้องการเวลาในการปรับตัว” แบมรู้สึกเหนื่อย แต่ก็มีความสุข เขารู้สึกว่าเขาได้ก้าวไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว “ขอบคุณมากครับ” แบมกล่าวกับทุกคน “ขอบคุณที่สอนผม” “เราจะคอยอยู่เคียงข้างเธอเสมอ” ลินยิ้ม “พรุ่งนี้เรามาต่อกันนะ” แบมพยักหน้า เขารู้สึกถึงความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นระหว่างเขากับเพื่อนใหม่เหล่านี้ เขาไม่กลัวที่จะเผชิญหน้ากับอนาคตอีกต่อไปแล้ว

6,809 ตัวอักษร