พลังจิตสังหาร ปริศนาคนไร้เงา

ตอนที่ 1 / 35

ตอนที่ 1 — เงาที่ไร้ผู้คน

สายฝนโปรยปรายราวกับฟ้าจะร้องไห้ ค่ำคืนที่อึมครึมในกรุงเทพมหานคร ยิ่งทวีความหนาวเหน็บให้กับจิตใจของผู้คนที่ต้องเผชิญกับความจริงอันน่าสะพรึงกลัวที่กำลังคืบคลานเข้ามาเหมือนเงามรณะ รายการข่าวภาคค่ำกำลังรายงานถึงคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วเมือง เหยื่อทั้งสามรายถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมในลักษณะที่ยากจะอธิบาย ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย แต่กลับไม่มีใครเห็นผู้ก่อเหตุ ไม่มีร่องรอยของการต่อสู้ หรือแม้แต่เงาของผู้บุกรุก สารวัตรภาคิน ชายวัยสี่สิบผู้มีแววตาเฉลียวฉลาดและบุคลิกสุขุม นั่งเท้าคางมองจอโทรทัศน์ ภาพข่าวที่ปรากฏซ้ำไปซ้ำมาเกี่ยวกับศพของเหยื่อรายล่าสุด คือ ชายวัยกลางคนชื่อดังในวงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ถูกพบเป็นศพอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวที่ชั้นสูงสุดของตึกระฟ้าแห่งหนึ่ง โดยไม่มีร่องรอยของการงัดแงะ หรือการบุกรุกใดๆ ทั้งสิ้น หน้าต่างทุกบานปิดสนิท ประตูถูกล็อกอย่างแน่นหนาจากด้านใน สิ่งเดียวที่ผิดปกติ คือ ร่างของเหยื่อที่ถูกตรึงไว้กับเพดานห้อง ด้วยเงื่อนประหลาดที่ดูเหมือนจะพันรัดตัวเองขึ้นไปอย่างนั้นเอง "เหลือเชื่อจริงๆ ครับสารวัตร" จ่าสิบตำรวจนที เพื่อนร่วมงานที่นั่งอยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้นพลางส่ายหน้า "นี่มันไม่ใช่ฝีมือคนธรรมดาแน่ๆ" ภาคินถอนหายใจยาว "นั่นคือสิ่งที่ผมกำลังคิดอยู่ นที รูปแบบการฆาตกรรมมันซ้ำเดิมทุกอย่าง เหยื่อถูกสังหารอย่างเลือดเย็น โดยไม่มีใครเห็น ไม่มีร่องรอย และวิธีการก็เหนือธรรมชาติเกินไป" "ศพแรกเป็นนักแสดงชื่อดัง ถูกแขวนคอในสตูดิโอส่วนตัวที่ล็อกกุญแจอย่างแน่นหนา" นทีเล่าต่อ "ศพที่สองเป็นศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ ถูกพบเสียชีวิตในห้องสมุดส่วนตัวที่ปิดตาย สภาพศพเหมือนถูกบีบคอจนขาดอากาศ แต่ก็ไม่มีรอยมือบนลำคอเลยสักนิด" "และศพที่สาม คุณกิตติศักดิ์ นักธุรกิจอสังหาฯ อย่างที่เห็นในข่าว" ภาคินพยักหน้า "ทั้งหมดถูกแขวนคอเหมือนกัน แต่ศพคุณกิตติศักดิ์ดูจะรุนแรงกว่า คือแขวนไว้กับเพดานห้องทำงาน" "ตำรวจพิสูจน์หลักฐานก็หัวหมุนกันหมดครับสารวัตร ไม่มีเขม่าดินปืน ไม่มีเส้นผมแปลกปลอม ไม่มีดีเอ็นเอของใครอื่นในที่เกิดเหตุเลยสักอย่าง" นทีเล่าด้วยความท้อแท้ "เหมือนฆาตกรล่องหนได้" "หรือบางที... เขาอาจจะไม่ได้ล่องหนก็ได้" ภาคินพูดเสียงแผ่วเบา ดวงตาคู่คมยังคงจ้องมองไปยังจอโทรทัศน์ ราวกับพยายามค้นหาคำตอบจากภาพที่ปรากฏ "บางทีเขาอาจจะอยู่ใกล้ๆ เราตลอดเวลา หรือบางที... เขาอาจจะไม่ได้ใช้ร่างกายในการก่อเหตุเลย" "หมายความว่ายังไงครับสารวัตร" นทีเล่าด้วยความสงสัย "ลองคิดดูสิ นที" ภาคินเงยหน้าขึ้นมาสบตานที "ถ้าฆาตกรสามารถควบคุมสิ่งของรอบตัวได้ โดยไม่ต้องสัมผัสตัวเหยื่อเลย มันก็ไม่จำเป็นต้องทิ้งร่องรอยอะไรไว้เลย จริงไหม" นทีอ้าปากค้าง "คุณกำลังจะบอกว่า... ฆาตกรมีพลังจิตอย่างนั้นเหรอครับ" "ผมไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไร" ภาคินตอบ "แต่ผมไม่เห็นคำอธิบายอื่นใดที่สมเหตุสมผลกว่านี้อีกแล้ว" ทั้งสองเงียบไปครู่หนึ่ง ความคิดถึงความเป็นไปได้อันน่าเหลือเชื่อนี้ทำให้บรรยากาศในห้องยิ่งทึมเทาหนักกว่าเดิม "แล้วเราจะทำยังไงต่อครับสารวัตร" นทีถาม "เราต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด" ภาคินตัดสินใจ "ตรวจสอบประวัติของเหยื่อทั้งสามคนอย่างละเอียดอีกครั้ง อะไรคือสิ่งที่พวกเขาเชื่อมโยงกัน มีศัตรูร่วมกันหรือไม่ หรือมีอะไรที่พวกเขาทำร่วมกัน แล้วอาจนำมาซึ่งหายนะครั้งนี้" "ผมว่าเราควรไปดูที่เกิดเหตุศพที่สามด้วยตัวเองอีกครั้งนะครับสารวัตร" นทีเสนอ "ดี" ภาคินตอบรับ "ฉันอยากเห็นกับตาตัวเอง ฉันรู้สึกว่ามีบางอย่างที่เรามองข้ามไป" ณ คฤหาสน์หรูของตระกูลใหญ่ในย่านชานเมืองกรุงเทพฯ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศ เป็นที่ตั้งของ “สถาบันวิจัยพลังเหนือธรรมชาติ” ซึ่งก่อตั้งโดย ศาสตราจารย์ ดร. อัครา จิตตานนท์ ชายชราผู้ทรงภูมิปัญญาและเป็นที่เคารพนับถืออย่างสูงในวงการวิชาการมานานหลายทศวรรษ สถาบันแห่งนี้เป็นแหล่งรวมตัวของนักวิจัยผู้มากความสามารถที่ศึกษาปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติในหลากหลายแขนง ตั้งแต่เรื่องลี้ลับ พลังจิต ไปจนถึงสิ่งมีชีวิตในตำนาน ในห้องทำงานที่ตกแต่งอย่างหรูหราโอ่อ่า เต็มไปด้วยหนังสือโบราณและวัตถุโบราณล้ำค่า ศาสตราจารย์ ดร. อัครา นั่งอยู่บนเก้าอี้เท้าแขนตัวใหญ่ ใบหน้าเปี่ยมด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น เขาเป็นชายชราผมสีดอกเลา ใบหน้ามีริ้วรอยแห่งกาลเวลา แต่ดวงตาคู่นั้นยังคงฉายแววความเฉลียวฉลาดและอ่อนโยน "อาจารย์คะ" เสียงหวานใสของ พลอยใส นักวิจัยสาวรุ่นใหม่เอ่ยขึ้นขณะเดินเข้ามาพร้อมกับแฟ้มเอกสารในมือ พลอยใสเป็นนักศึกษาสาวผู้มีพรสวรรค์โดดเด่นด้านพลังจิต เธอสามารถรับรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่นได้อย่างแม่นยำ และเคยแสดงความสามารถในการหยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้หลายครั้ง "ว่าไงจ๊ะ พลอยใส" ศาสตราจารย์อัคราเงยหน้าขึ้นมามองลูกศิษย์คนเก่ง "มีข่าวร้ายค่ะอาจารย์" พลอยใสยื่นแฟ้มให้ท่าน "คุณกิตติศักดิ์ นักธุรกิจที่เคยสนับสนุนสถาบันของเรา ถูกพบเป็นศพแล้วค่ะ" ศาสตราจารย์อัคราขมวดคิ้วทันที "อะไรนะ! นี่มันเป็นไปได้อย่างไร" "ข่าวบอกว่าเสียชีวิตเมื่อคืนนี้ค่ะ ที่ห้องทำงานส่วนตัวของเขา" พลอยใสกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย "แต่ที่แปลกคือ... ไม่มีร่องรอยการบุกรุกใดๆ เลยค่ะ" ศาสตราจารย์อัคราลุกขึ้นยืน เดินไปหยิบหนังสือปกหนังเล่มหนึ่งจากชั้นหนังสือมาเปิดดูอย่างรวดเร็ว "กิตติศักดิ์... เขาเป็นหนึ่งในผู้ที่เคยมาขอให้เราช่วยเรื่องบางอย่างเมื่อหลายปีก่อน" "เรื่องอะไรคะอาจารย์" พลอยใสถาม "เรื่องที่เขากำลังจะลงทุนในโครงการใหญ่ และมีคนพยายามขัดขวางอย่างหนัก" ศาสตราจารย์อัคราพึมพำ "แต่ก็ไม่คิดว่าเรื่องจะมาจบลงเช่นนี้" "อาจารย์คิดว่าเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่กำลังเป็นข่าวอยู่หรือเปล่าคะ" พลอยใสถามด้วยความกังวล ศาสตราจารย์อัคราปิดหนังสือเล่มนั้นลง ใบหน้าเคร่งเครียดขึ้น "มีความเป็นไปได้สูง พลอยใส" "แต่... ฆาตกรทำได้อย่างไรคะ" พลอยใสเอ่ยถามด้วยความสงสัย "ข่าวบอกว่าร่องรอยไม่มีเลย" "บางที... อาจไม่ใช่การกระทำของมนุษย์ธรรมดา" ศาสตราจารย์อัคราตอบเสียงเบา "พลังบางอย่างกำลังถูกปลุกขึ้นมา และมันอันตรายมาก" "พลังบางอย่าง... หรือว่าอาจารย์หมายถึง..." พลอยใสชะงักคำพูด "เราไม่สามารถคาดเดาได้จนกว่าจะมีข้อมูลมากกว่านี้" ศาสตราจารย์อัครากล่าว "แต่ฉันรู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น" "แล้วเราจะทำอย่างไรดีคะอาจารย์" พลอยใสถาม "เราต้องระมัดระวังตัวให้มากขึ้น" ศาสตราจารย์อัคราตอบ "และเราต้องหาความจริงให้เจอ ก่อนที่ความมืดมิดนี้จะกลืนกินทุกสิ่ง" เขาเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง มองไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยเมฆหมอกหนาทึบ ราวกับจะบอกเป็นนัยว่า ความลึกลับกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว

5,297 ตัวอักษร