ตอนที่ 10 — ความเหนื่อยล้าและเสียงเพลงที่ปลอบประโลม
วันอังคารเริ่มต้นขึ้นด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งยิ่งกว่าเมื่อวาน ต้นตื่นตั้งแต่เช้ามืด แสงแดดอ่อนๆ ยังไม่ทันจะส่องลอดม่านเข้ามาในห้องเช่าแคบๆ ของเขา ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางตลอดทั้งวันเมื่อวานยังคงเกาะติดร่างกาย ราวกับเงาตามตัว เขาปวดเมื่อยไปทั่วทุกส่วน โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหลังและขาที่ใช้งานหนักเกินกำลังมาตลอดสัปดาห์ “อีกนิดเดียว” ต้นพึมพำกับตัวเอง พยายามปลุกเร้าจิตใจให้ลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากับวันใหม่ “คืนวันศุกร์กับวันเสาร์กำลังจะมาถึง ต้องมีแรงไว้” เขาฝืนสังขารที่อ่อนล้า ลุกขึ้นมาจัดเตรียมข้าวของสำหรับการทำงาน หยิบหมวกกันน็อคคู่ใจมาสวม ใส่เสื้อแจ็คเก็ตสีซีดที่เปรียบเสมือนเครื่องแบบของเด็กส่งของในเมืองหลวงแห่งนี้ กลิ่นน้ำมันเครื่องจางๆ และฝุ่นควันจากถนนที่ลอยเข้ามาตามช่องลม คือสิ่งแรกที่ทักทายเขาในยามเช้า
หลังจากทานอาหารเช้าง่ายๆ ด้วยขนมปังแถวที่ซื้อมาเมื่อวาน ต้นก็สตาร์ทเครื่องมอเตอร์ไซค์คู่ใจ เสียงเครื่องยนต์ที่คุ้นเคยดังกระหึ่มราวกับจะบอกว่า “พร้อมแล้วลุยกันเลย” เขาหยิบรายการส่งของของวันนี้ออกมาดู มันเต็มไปด้วยชื่อลูกค้าที่อยู่กระจัดกระจายไปทั่วกรุงเทพฯ ตั้งแต่โซนธุรกิจสุดหรู ไปจนถึงชุมชนแออัดที่ซอกซอนเข้าไปในตรอกเล็กตรอกน้อย “วันนี้ก็ยังคงเหมือนเดิม” ต้นคิด “วิ่งทั้งวัน” เขาขับมอเตอร์ไซค์ออกจากที่พัก มุ่งหน้าสู่ถนนใหญ่ รถราเริ่มหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนต่างเร่งรีบไปทำงานของตนเอง ราวกับว่าในเมืองนี้ไม่มีใครมีเวลาว่างเหลือให้ใครเลย ต้นปรับจังหวะการขับขี่ให้เข้ากับกระแสรถ ท่ามกลางเสียงแตรที่ดังระงมและควันเสียที่ลอยคลุ้ง เขาต้องใช้ทักษะทั้งหมดที่มี ทั้งความระมัดระวัง ความคล่องแคล่ว และความอดทน เพื่อเอาชีวิตรอดบนท้องถนนที่อันตรายแห่งนี้
“ส่งของที่นี่นะครับ” ต้นจอดมอเตอร์ไซค์หน้าร้านกาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่งในย่านออฟฟิศ เขาเดินเข้าไปพร้อมกับกล่องพัสดุใบเล็ก “สวัสดีครับ ผมมาส่งของครับ” เขาบอกพนักงานสาวที่เคาน์เตอร์ “ใครเป็นผู้รับคะ” เธอถามโดยไม่ละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ “คุณอรุณีครับ” ต้นตอบ “อ๋อ รอสักครู่นะคะ” พนักงานสาวเดินเข้าไปด้านใน สักพักก็มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมา เธอมีใบหน้ายิ้มแย้ม “ใช่ค่ะ ฉันอรุณีค่ะ” เธอรับพัสดุไป “ขอบคุณค่ะ” ต้นกล่าว “ยินดีค่ะ” เธอตอบรับด้วยรอยยิ้มที่ทำให้ต้นรู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย “วันนี้น่าจะส่งของได้เร็วกว่าเมื่อวาน” ต้นแอบหวังในใจ
ตลอดทั้งวัน ต้นวิ่งวุ่นอยู่กับการส่งของ เขาเผชิญกับสถานการณ์ที่หลากหลาย บางครั้งก็เจอลูกค้าที่อารมณ์ดี ยิ้มแย้มทักทาย บ้างก็เจอลูกค้าที่ดูหงุดหงิด ร้อนรำคาญ ราวกับว่าเขาเป็นตัวปัญหาที่เข้ามาขัดจังหวะ “สวัสดีครับ ผมมาส่งของครับ” ต้นพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพเสมอ “นี่ครับใบรับของครับ” เขาเคยเจอเหตุการณ์ที่ลูกค้าปฏิเสธไม่รับของก็มี ซึ่งทำให้เขายุ่งยากกว่าเดิม ต้องนำของกลับมาส่งที่ต้นทาง “เข้าใจครับ” เขาตอบรับลูกค้าที่อารมณ์เสีย “ผมจะติดต่อกลับไปอีกทีนะครับ” เขาพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด แต่ก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่จะราบรื่นไปเสียหมด
ในช่วงบ่าย ต้นได้รับมอบหมายให้ไปส่งของที่โกดังแห่งหนึ่งย่านชานเมือง ซึ่งอยู่ห่างจากใจกลางเมืองพอสมควร “ไกลหน่อยนะน้อง” พี่หัวหน้าทีมเคยบอกเขา “แต่ค่ารอบมันก็ดีกว่า” ต้นพยักหน้ารับ เพราะรู้ดีว่ายิ่งส่งของไกล ค่าตอบแทนก็ยิ่งมากขึ้น และนั่นหมายถึงเขาจะมีเงินเก็บไว้ใช้จ่ายและส่งให้ครอบครัวที่บ้านได้มากขึ้นอีกนิด “ต้องสู้หน่อย” เขาบอกตัวเอง
เมื่อมาถึงโกดัง ต้นก็พบว่ามันเป็นสถานที่กว้างขวาง มีรถบรรทุกจอดเรียงรายอยู่เต็มไปหมด เขาต้องเดินเข้าไปในส่วนที่กำหนดเพื่อรับเอกสารและนำรถมอเตอร์ไซค์เข้าไปจอด “ผมมาส่งของครับ” ต้นบอกเจ้าหน้าที่ “เอาของไปวางตรงนั้นเลยน้อง แล้วเอาใบนี้ไปให้พี่คนดูแล” เจ้าหน้าที่ชี้ไปที่กองสินค้าขนาดใหญ่ ต้นเดินเข้าไปวางกล่องพัสดุตามที่ได้รับคำแนะนำ จากนั้นก็เดินไปหาพี่คนที่ดูแลโกดัง “สวัสดีครับ ผมต้นครับ มาส่งของครับ” เขาแสดงใบรับของ “อ้อ มาแล้วเหรอ” พี่คนดูแลมองต้น “เหนื่อยหน่อยนะวันนี้” “ไม่เป็นไรครับพี่” ต้นตอบ “แล้วเสร็จธุระแล้ว ผมกลับเลยได้ไหมครับ” “ได้ๆ รีบกลับไปพักผ่อนนะ” พี่คนดูแลกล่าวด้วยน้ำใจ
ระหว่างทางกลับ ต้นรู้สึกว่าร่างกายประท้วงอย่างหนัก ความเมื่อยล้าสะสมจากการทำงานมาทั้งวัน บวกกับความร้อนอบอ้าวของอากาศ ทำให้เขาแทบจะไม่มีแรงจะขับรถ “อยากจะจอดพักตรงนี้เลย” เขาคิด แต่ก็รู้ดีว่าถ้าทำเช่นนั้น จะทำให้งานของเขาคลาดเคลื่อนไป “อีกนิดเดียว” เขาพยายามปลอบประโลมตัวเอง “คืนวันศุกร์กับวันเสาร์ยังรออยู่”
เมื่อกลับถึงห้องเช่า ต้นแทบจะล้มตัวลงนอนทันที เขาถอดเสื้อผ้าออกอย่างลวกๆ แล้วก็นอนแผ่หลาอยู่บนเตียงแคบๆ สี่เหลี่ยมนั้น เขาหลับตาลง ปล่อยให้ร่างกายได้พักผ่อนชั่วขณะ เสียงรถราจากภายนอกยังคงดังอื้ออึง แต่ดูเหมือนจะลดทอนความสำคัญลงไป เมื่อเทียบกับความอ่อนเพลียที่กำลังถาโถมเข้ามา “อย่างน้อยวันนี้ก็ส่งของครบทุกที่” เขาคิดอย่างปลอบใจตัวเอง
หลังจากพักผ่อนไปได้สักพัก ต้นก็เริ่มรู้สึกหิว เขาจึงลุกขึ้นมาทำอาหารง่ายๆ กิน นั่นก็คือมาม่าที่เขาตุนไว้ เขาต้มน้ำร้อน ลวกเส้น นำเครื่องปรุงมาใส่ คนส่วนผสมให้เข้ากัน แล้วก็เริ่มลงมือกินอย่างเอร็ดอร่อย แม้จะเป็นแค่อาหารง่ายๆ แต่ในขณะนั้น มันกลับอร่อยที่สุดในโลก เพราะมันคือสิ่งที่เขาหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง
หลังจากทานอาหารเสร็จ ต้นก็หยิบกีตาร์คู่ใจออกมาจากมุมห้อง เขาไม่รู้สึกว่ามีแรงจะเล่นเพลงที่สนุกสนาน หรือเพลงที่ต้องใช้พลังงานมากนัก เขาจึงเลือกที่จะเล่นเพลงช้าๆ เบาๆ เพลงที่สะท้อนความรู้สึกของเขาในยามนี้ เพลงที่เกี่ยวกับความเหนื่อยล้า ความท้อแท้ แต่ก็ยังคงมีความหวังแฝงอยู่ เสียงกีตาร์ของเขาดังคลอเบาๆ ไปกับเสียงลมที่พัดผ่านช่องหน้าต่าง ราวกับจะช่วยปลอบประโลมจิตใจที่อ่อนล้าของเขา
“เหนื่อยจังเลย” ต้นพึมพำกับตัวเองขณะที่นิ้วยังคงบรรเลงคอร์ดเพลงอย่างต่อเนื่อง “แต่ก็ยังต้องสู้ต่อไป” เขาเงยหน้ามองเพดานห้อง มองไปยังรอยร้าวเล็กๆ ที่มีอยู่ เขาคิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อแม่ คิดถึงรอยยิ้มของพวกเขา “เพื่อพ่อกับแม่” เขาบอกตัวเอง “เราต้องทำให้ได้” เสียงกีตาร์ค่อยๆ แผ่วเบาลง จนเงียบไปในที่สุด ต้นวางกีตาร์ลง แล้วก็ล้มตัวลงนอนอีกครั้ง เขาหลับตาลง พยายามข่มตาให้หลับ เพราะรู้ดีว่าพรุ่งนี้เช้า เขาจะต้องตื่นขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับภารกิจที่รออยู่เบื้องหน้า
5,035 ตัวอักษร