คุณครูในชนบทกับปณิธานอันแน่วแน่เพื่อเด็กๆ

ตอนที่ 11 / 35

ตอนที่ 11 — อุปสรรคที่มองไม่เห็น

แม้ว่ากองทุนช่วยเหลือผู้ป่วยชุมชนบ้านป่าสักจะได้รับความสนับสนุนจากหลายภาคส่วนจนเริ่มมีความคล่องตัวในการช่วยเหลือชาวบ้านมากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ครูพิมกลับพบว่ามีปัญหาใหม่ๆ ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กนักเรียนที่เธอเป็นห่วงเป็นพิเศษ ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เป็นปัญหาที่มองเห็นได้ชัดเจนเหมือนกับการขาดแคลนทุนทรัพย์หรือการเข้าไม่ถึงการรักษา แต่เป็นปัญหาที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจและความรู้สึกของเด็กๆ วันหนึ่ง ขณะที่ครูพิมกำลังตรวจการบ้านของนักเรียนชั้น ป.3 เธอสังเกตเห็นว่าน้องมด ซึ่งปกติเป็นเด็กที่ตั้งใจเรียนและส่งงานตรงเวลา กลับมีผลการเรียนที่ตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด ลายมือที่เคยบรรจงเขียนกลับหวัดเลอะเทอะ และคำตอบในใบงานหลายข้อก็ดูเหมือนจะไม่ได้ตั้งใจทำ "น้องมดคะ มานี่หน่อยลูก" ครูพิมเรียกน้องมดมาที่โต๊ะทำงาน "ครูเห็นว่าช่วงนี้งานของน้องมดไม่ค่อยเรียบร้อยเลย มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าคะ" น้องมดก้มหน้าหลบสายตาครู "เปล่าค่ะ" เสียงตอบเบาหวิว "แน่ใจนะคะ" ครูพิมพยายามมองหน้าน้องมด "ครูเห็นน้องมดดูซึมๆ ไปพักหลัง มีอะไรอยากจะเล่าให้ครูฟังไหมคะ ครูพร้อมรับฟังเสมอนะ" น้องมดเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยปาก "แม่... แม่ของหนู เขาไปทำงานที่กรุงเทพฯ ค่ะ แล้วก็ไม่ค่อยกลับมาเลย" ครูพิมนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย เธอทราบดีว่ามีชาวบ้านหลายคนต้องเดินทางไปทำงานต่างถิ่น แต่ไม่เคยทราบมาก่อนว่าครอบครัวของน้องมดก็ประสบปัญหาในลักษณะนี้ "แล้วใครเป็นคนดูแลน้องมดอยู่คะตอนนี้" "คุณตาค่ะ" น้องมดตอบเสียงเครือ "แต่คุณตาก็แก่มากแล้ว ป่วยบ่อยๆ หนูก็ต้องคอยดูแลคุณตา แล้วก็ทำทุกอย่างเองที่บ้านค่ะ" คำตอบของน้องมดทำเอาครูพิมรู้สึกใจหายวาบ เธอไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อน และไม่เคยคิดว่าน้องมดจะต้องแบกรับภาระหนักขนาดนี้ตั้งแต่เด็ก "แล้วเรื่องเรียนล่ะคะ น้องมดเหนื่อยไหม" "เหนื่อยค่ะ" น้องมดสารภาพ "บางทีหนูก็อยากจะนอน หนูง่วงนอนตอนกลางวันบ่อยๆ ค่ะ แล้วก็ไม่มีเวลาทำการบ้านเลย" ครูพิมลูบหัวน้องมดเบาๆ "ครูเข้าใจแล้วค่ะ ไม่เป็นไรนะ ครูจะช่วยนะ" หลังจากนั้น ครูพิมก็เริ่มสังเกตนักเรียนคนอื่นๆ อย่างละเอียดมากขึ้น เธอพบว่า ไม่ใช่น้องมดเพียงคนเดียวที่ประสบปัญหาลักษณะนี้ ยังมีเด็กอีกหลายคนที่พ่อแม่ต้องเดินทางไปทำงานต่างถิ่น ทิ้งให้เด็กๆ อยู่กับญาติผู้ใหญ่ที่อาจจะแก่ชรา หรือมีภาระหน้าที่อื่นจนไม่สามารถดูแลเด็กๆ ได้อย่างเต็มที่ ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการ การเรียน และสภาพจิตใจของเด็กๆ อย่างมาก "ท่านผู้อำนวยการคะ" ครูพิมเข้าไปปรึกษาผู้อำนวยการที่ห้องทำงาน "หนูมีเรื่องที่ต้องรบกวนปรึกษาค่ะ" "ว่ามาเลยครับคุณครูพิม" ผู้อำนวยการเงยหน้าจากกองเอกสาร "มีอะไรหรือครับ" "คือหนูสังเกตเห็นว่า มีเด็กนักเรียนหลายคนในโรงเรียนของเรา ที่ผู้ปกครองต้องไปทำงานต่างถิ่น และเด็กๆ ต้องอยู่กับญาติ หรือบางครั้งก็ต้องดูแลตัวเองค่ะ" ครูพิมอธิบาย "เรื่องนี้ส่งผลกระทบกับการเรียนและสภาพจิตใจของเด็กๆ อย่างมากค่ะ" ผู้อำนวยการพยักหน้าเห็นด้วย "ผมเองก็ทราบปัญหามาบ้างครับ แต่ก็ยังหาทางแก้ไขที่ตรงจุดไม่ได้" "หนูคิดว่า เราน่าจะต้องหาแนวทางช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้อย่างจริงจังค่ะ" ครูพิมกล่าว "อาจจะเริ่มจากการพูดคุยกับเด็กๆ และผู้ปกครอง เพื่อทำความเข้าใจปัญหาให้มากขึ้น" "แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไปดีครับ" ผู้อำนวยการถาม "เบื้องต้น หนูคิดว่าเราอาจจะลองจัดกิจกรรมเสริมที่โรงเรียนค่ะ" ครูพิมเสนอ "เช่น จัดมุมการบ้านหลังเลิกเรียน ให้เด็กๆ ที่ไม่มีใครดูแลทำการบ้านได้อย่างสบายใจ หรืออาจจะมีพี่ๆ นักศึกษาที่มาช่วยสอนพิเศษ มาคอยดูแลเป็นพิเศษในกลุ่มนี้ด้วย" "เป็นความคิดที่ดีครับ" ผู้อำนวยการเห็นด้วย "แต่การจะทำเช่นนั้น เราต้องการคนดูแล และอาจจะต้องมีงบประมาณสนับสนุนด้วย" "เรื่องนั้น หนูคิดว่าเราอาจจะลองขอความร่วมมือจากชาวบ้านในชุมชน หรือผู้ที่เคยสนับสนุนกองทุนของเรามาก่อนค่ะ" ครูพิมกล่าว "บางทีอาจจะมีคุณป้าคุณลุง ที่พอมีเวลาว่าง และอยากจะเข้ามาช่วยดูแลเด็กๆ ในช่วงหลังเลิกเรียนก็ได้ค่ะ" "แล้วเรื่องค่าใช้จ่ายล่ะครับ" ผู้อำนวยการถาม "หนูคิดว่าเราอาจจะลองจัดกิจกรรมระดมทุนเล็กๆ เพิ่มเติม หรือขอรับบริจาคเป็นสิ่งของ เช่น ขนม นม หรืออุปกรณ์การเรียน ที่จำเป็นสำหรับเด็กๆ กลุ่มนี้ค่ะ" ครูพิมกล่าว "หรือถ้าเป็นไปได้ อาจจะลองประสานงานกับพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอรับการสนับสนุนในระยะยาวค่ะ" ผู้อำนวยการครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "เอาอย่างนี้ครับคุณครูพิม ผมจะลองทำหนังสือประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอคำปรึกษาและแนวทางความช่วยเหลือ ส่วนคุณครูก็ลองสำรวจจำนวนเด็กนักเรียนที่อยู่ในกลุ่มนี้อย่างละเอียด พร้อมกับพูดคุยกับเด็กๆ และผู้ปกครองเท่าที่จะทำได้นะครับ เราจะค่อยๆ หาทางแก้ปัญหาร่วมกัน" "ค่ะท่านผู้อำนวยการ ขอบคุณมากค่ะ" ครูพิมรู้สึกดีขึ้นที่อย่างน้อยก็มีผู้ใหญ่ที่เข้าใจและพร้อมจะช่วยเหลือ หลังจากนั้น ครูพิมก็เริ่มลงพื้นที่สำรวจข้อมูลอย่างจริงจัง เธอได้พูดคุยกับเด็กๆ ทีละคนอย่างอ่อนโยน พยายามสร้างความไว้วางใจเพื่อให้เด็กๆ กล้าที่จะเปิดใจเล่าเรื่องราวของตนเอง เธอได้ทราบว่า เด็กหลายคนต้องรับภาระงานบ้านแทนผู้ใหญ่ ทำให้ไม่มีเวลาอ่านหนังสือ หรือทำการบ้าน บางคนรู้สึกเหงา เบื่อหน่าย และขาดความอบอุ่น เพราะขาดการเอาใจใส่จากพ่อแม่ที่อยู่ห่างไกล "คุณครูคะ หนูเหงาจังเลยค่ะ" น้องออย นักเรียนชั้น ป.2 ที่พ่อแม่ไปทำงานที่โรงงานในเมืองใหญ่ กล่าวด้วยน้ำตาคลอ "ไม่มีใครเล่นด้วยเลย คุณยายก็ต้องออกไปรับจ้าง" ครูพิมกอดน้องออยเบาๆ "ไม่เป็นไรนะคนเก่ง เดี๋ยวครูกับเพื่อนๆ จะเล่นเป็นเพื่อนนะ แล้วถ้าหนูเหงา หนูมาหาครูที่โรงเรียนได้เสมอนะคะ" การพูดคุยกับเด็กๆ แต่ละคน ทำให้ครูพิมยิ่งตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาที่ซ่อนเร้นเหล่านี้ และยิ่งเพิ่มความมุ่งมั่นที่จะหาทางช่วยเหลือเด็กๆ กลุ่มนี้ให้ได้ เธอยังได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้ปกครองบางส่วนที่เดินทางกลับมาเยี่ยมบ้าน ซึ่งได้รับทราบถึงความกังวลของผู้ปกครองที่ต้องจากลูกไปทำงาน แต่ก็มีความจำเป็นต้องทำเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว "คุณครูครับ ผมก็อยากอยู่กับลูกนะ แต่ถ้าผมไม่ออกไปทำงาน ใครจะส่งเงินมาให้ลูกเรียน" ลุงของน้องยอด ซึ่งเป็นผู้ปกครองของน้องมด กล่าวด้วยความรู้สึกผิด "เห็นลูกทำงานบ้านหนักๆ ผมก็สงสาร แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร" ครูพิมเข้าใจในความรู้สึกของลุง "หนูเข้าใจค่ะลุง แต่หนูก็อยากจะขอให้คุณลุงช่วยดูแลน้องมดเรื่องการเรียนด้วยนะคะ ถ้าหนูมีเวลา ก็จะพยายามเข้ามาดูน้องมดที่บ้านบ่อยๆ ค่ะ" แม้ว่าปัญหาจะเริ่มคลี่คลายไปบ้างในส่วนของการช่วยเหลือด้านสุขภาพ แต่ปัญหาด้านจิตใจและภาระหน้าที่ของเด็กๆ ที่ต้องแบกรับ กลับกลายเป็นอุปสรรคที่ท้าทายความสามารถของครูพิมและทีมงานยิ่งกว่าเดิม ครูพิมรู้ดีว่า การแก้ไขปัญหานี้ต้องอาศัยความเข้าใจ ความอดทน และการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง

5,490 ตัวอักษร