ตอนที่ 22 — เส้นทางใหม่ที่ต้องเรียนรู้
หลังจากการเฉลิมฉลองความสำเร็จของการควบรวมกิจการ จิตติพัฒน์ แก้วใส และนิรชา ต่างกลับเข้าสู่โหมดการทำงานอย่างเต็มตัว บรรยากาศภายในบริษัทเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ความโปร่งใสและความร่วมมือกลายเป็นหัวใจหลักในการดำเนินงาน พนักงานทุกคนรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก ทั้งในด้านการสื่อสารภายในและการให้ความสำคัญกับความเป็นธรรม
จิตติพัฒน์ ในฐานะประธานบริษัทคนใหม่ เริ่มต้นภารกิจในการสร้างความเชื่อมั่นและผลักดันองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในการประชุมกับทีมบริหารระดับสูง เพื่อวางแผนกลยุทธ์ในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารให้ทันสมัย และการสร้างระบบการตรวจสอบที่เข้มแข็ง
"ผมอยากให้เรามองไปข้างหน้า" จิตติพัฒน์กล่าวในที่ประชุมเช้าวันจันทร์ "เรื่องราวที่ผ่านมาเป็นบทเรียนสำคัญที่เราต้องจดจำ แต่เราไม่สามารถจมปลักอยู่กับมันได้ เราต้องสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าเดิม"
แก้วใส ซึ่งได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาองค์กร มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายใหม่ๆ เธอทำงานอย่างใกล้ชิดกับฝ่ายบุคคล เพื่อปรับปรุงกระบวนการสรรหาบุคลากร และการพัฒนาศักยภาพของพนักงาน
"ดิฉันได้ออกแบบโปรแกรมฝึกอบรมใหม่ ที่เน้นการปลูกฝังค่านิยมองค์กร และการส่งเสริมการทำงานเป็นทีมค่ะ" แก้วใสรายงานต่อจิตติพัฒน์ "เราจะจัดอบรมให้กับพนักงานทุกระดับ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจถึงเป้าหมาย และวิสัยทัศน์ใหม่ของเรา"
"เป็นความคิดที่ดีมากครับคุณแก้วใส" จิตติพัฒน์พยักหน้าเห็นด้วย "ผมเชื่อว่าการลงทุนในทรัพยากรบุคคล คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด"
นิรชา ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการเงินและบัญชี ก็มีภารกิจสำคัญไม่แพ้กัน เธอต้องสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน และผู้ถือหุ้น ด้วยการนำเสนอผลประกอบการที่โปร่งใส และการวางแผนการเงินที่รัดกุม
"ผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา เป็นไปตามเป้าหมายที่เราตั้งไว้ค่ะ" นิรชาแจ้งในที่ประชุม "และเราได้จัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพิ่มเติม"
"เยี่ยมมากครับคุณนิรชา" จิตติพัฒน์กล่าวชม "ผมอยากให้เรามองหาโอกาสในการขยายธุรกิจไปยังตลาดใหม่ๆ ด้วย"
แม้ว่าภายนอกบริษัทจะดูสงบสุขและมีความก้าวหน้า แต่ภายในใจของจิตติพัฒน์ยังคงมีความกังวลบางอย่าง เขาตระหนักดีว่าอิทธิพลของครอบครัวอดีตประธานบริษัทยังคงมีอยู่ และอาจเป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนแปลงที่เขากำลังผลักดัน
"คุณจิตติพัฒน์คะ" พนักงานคนหนึ่งเข้ามาหาเขาหลังจากประชุม "มีจดหมายจากทนายความของตระกูลคุณสมชายค่ะ"
จิตติพัฒน์รับซองจดหมายมาเปิดอ่าน ใบหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย "อะไรอีกล่ะทีนี้" เขาพึมพำกับตัวเอง
เขาอ่านจดหมายอย่างละเอียด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองแก้วใสที่นั่งอยู่ใกล้ๆ "เป็นเรื่องเกี่ยวกับมรดกของบริษัทน่ะครับ"
"มีปัญหาอะไรหรือคะ" แก้วใสถามด้วยความเป็นห่วง
"ทางทนายความของตระกูลคุณสมชาย อ้างว่ามีข้อตกลงบางอย่างเกี่ยวกับสัดส่วนการถือหุ้น ที่ถูกละเลยไปในการควบรวมกิจการ" จิตติพัฒน์อธิบาย "พวกเขาต้องการให้เราทบทวนข้อตกลงนั้นอีกครั้ง"
"นี่มันไม่ยุติธรรมเลยค่ะ" แก้วใสแสดงความไม่พอใจ "เราเพิ่งผ่านเรื่องร้ายๆ มาแท้ๆ"
"ผมทราบครับ" จิตติพัฒน์ถอนหายใจ "แต่เราต้องจัดการเรื่องนี้อย่างรอบคอบที่สุด ผมจะนัดคุยกับทนายความของพวกเขา เพื่อหาข้อสรุปโดยเร็วที่สุด"
ในวันถัดมา จิตติพัฒน์ได้เข้าพบทนายความของตระกูลสมชายที่สำนักงานกฎหมายแห่งหนึ่ง บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปอย่างตึงเครียด
"คุณจิตติพัฒน์ครับ" ทนายความของตระกูลสมชายเริ่มต้นการสนทนา "คุณสมชายมีความตั้งใจที่จะให้บริษัทเติบโตต่อไป แต่ท่านก็มีความกังวลว่าสิทธิ์บางประการของครอบครัวท่าน อาจถูกละเลยในการควบรวมกิจการครั้งนี้"
"ผมเข้าใจในความกังวลของท่านครับ" จิตติพัฒน์ตอบอย่างใจเย็น "แต่การควบรวมกิจการได้ดำเนินการไปตามกระบวนการทางกฎหมาย และได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้นทุกฝ่ายแล้ว"
"อย่างไรก็ตาม" ทนายความกล่าวต่อ "ครอบครัวคุณสมชายต้องการให้มีการพิจารณาทบทวนข้อตกลงเดิม ที่ระบุถึงการจัดสรรผลกำไรบางส่วนให้กับทายาทของคุณสมชาย เป็นระยะเวลา 10 ปี"
จิตติพัฒน์ขมวดคิ้ว "ข้อตกลงนี้ไม่เคยปรากฏในเอกสารการควบรวมกิจการเลยนะครับ"
"มันเป็นข้อตกลงส่วนตัวระหว่างคุณสมชายกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่บางส่วน ที่เกิดขึ้นก่อนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้บริหาร" ทนายความชี้แจง "เรามีหลักฐานเป็นเอกสารลายลักษณ์อักษร"
จิตติพัฒน์รู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง เขาไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อน "ผมจำเป็นต้องตรวจสอบเอกสารดังกล่าวด้วยตนเองครับ"
"แน่นอนครับ" ทนายความกล่าว "เราจะจัดส่งสำเนาเอกสารให้ท่านภายในวันนี้"
หลังจากออกจากสำนักงานกฎหมาย จิตติพัฒน์รู้สึกหนักใจ เขาตระหนักว่าปัญหาใหม่กำลังก่อตัวขึ้นอีกครั้ง เขาโทรศัพท์หานิรชาทันที
"คุณนิรชาครับ มีเรื่องสำคัญที่ผมอยากปรึกษา" จิตติพัฒน์กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด "เกี่ยวกับข้อตกลงส่วนตัวระหว่างคุณสมชายกับผู้ถือหุ้นบางส่วน เกี่ยวกับการจัดสรรผลกำไร"
นิรชาตกใจ "เรื่องอะไรคะคุณจิตติพัฒน์"
จิตติพัฒน์อธิบายรายละเอียดที่เขาได้รับจากทนายความของตระกูลสมชาย
"เป็นไปได้อย่างไรคะ" นิรชาอุทาน "ดิฉันไม่เคยเห็นเอกสารแบบนี้มาก่อนเลย"
"ผมก็เช่นกันครับ" จิตติพัฒน์กล่าว "ผมคิดว่าเราต้องรีบตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียด"
"พรุ่งนี้เช้า ดิฉันจะไปที่สำนักงานกฎหมายของคุณสมชาย เพื่อขอตรวจสอบเอกสารต้นฉบับด้วยตัวเองค่ะ" นิรชาเสนอ
"ดีครับ" จิตติพัฒน์กล่าว "ผมจะให้ทีมกฎหมายของเราเตรียมพร้อมรับมือกับเรื่องนี้"
เย็นวันนั้น จิตติพัฒน์นั่งครุ่นคิดถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องนี้ถึงเพิ่งปรากฏขึ้นมาในช่วงเวลาที่บริษัทกำลังจะก้าวไปข้างหน้าได้ดี
"นี่เรากำลังจะเจออะไรอีกนะ" เขาพึมพำกับตัวเอง
แก้วใสเดินเข้ามาหาเขาที่ห้องทำงาน "มีอะไรรึเปล่าคะคุณจิตติพัฒน์"
จิตติพัฒน์เล่าเรื่องข้อตกลงส่วนตัวให้แก้วใสฟัง
"นี่มันไม่ธรรมดาเลยนะคะ" แก้วใสกล่าว "เหมือนมีใครบางคนพยายามจะสร้างปัญหาให้คุณ"
"ผมก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน" จิตติพัฒน์พยักหน้า "แต่เราต้องหาทางแก้ไขให้ได้"
เขามองไปที่แก้วใส "ผมรู้สึกดีใจนะ ที่มีคุณอยู่เคียงข้างในทุกสถานการณ์"
แก้วใสยิ้ม "ดิฉันก็เช่นกันค่ะ"
ทั้งสองมองหน้ากัน ความสัมพันธ์ของพวกเขาเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แม้จะมีอุปสรรคเข้ามา แต่พวกเขาก็พร้อมที่จะเผชิญหน้าไปด้วยกัน
5,062 ตัวอักษร