ตอนที่ 5 — การจับตาและการทดสอบ
ความลับของโปรเจกต์ควบรวมกิจการเริ่มจะรั่วไหลออกไปเล็กๆ น้อยๆ แม้ว่าจิตติพัฒน์และนิรชาจะพยายามอย่างเต็มที่ที่จะปิดบัง แต่องค์กรขนาดใหญ่ย่อมมีช่องโหว่เสมอ พนักงานบางคนเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติในการเข้าถึงข้อมูล การประชุมลับนอกรอบ และการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในแผนงานของบริษัท
แก้วใสเองก็เริ่มที่จะรู้สึกถึงบรรยากาศที่แปลกไปในบริษัท เธอสังเกตเห็นว่านิรชามักจะใช้เวลาอยู่ในห้องทำงานของจิตติพัฒน์นานขึ้นกว่าปกติ และทั้งสองมักจะมีสีหน้าเคร่งเครียดเมื่อพูดคุยกันเกี่ยวกับโปรเจกต์บางอย่างที่เธอไม่ได้รับรู้รายละเอียด
วันหนึ่ง ขณะที่แก้วใสนั่งทำเอกสารอยู่ที่โต๊ะทำงานของเธอ เธอก็ได้ยินเสียงซุบซิบจากพนักงานในแผนกการเงินที่เดินผ่านไป
"ได้ยินว่าผู้บริหารกำลังจะซื้อบริษัทคู่แข่งรายใหญ่เลยนะ"
"จริงเหรอ ใครบอก"
"ได้ยินจากฝ่ายบัญชีมา เขาบอกว่ามีเอกสารลับเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ในมือ"
คำพูดเหล่านั้นทำให้แก้วใสรู้สึกประหลาดใจ เธอพยายามรวบรวมสมาธิกับงานตรงหน้า แต่ความคิดก็ยังคงล่องลอยไปถึงสิ่งที่ได้ยิน เธอจำได้ว่าเคยเห็นเอกสารบางอย่างที่มีตราสัญลักษณ์ของบริษัทคู่แข่งบนโต๊ะของนิรชา
"คุณนิรชาคะ" แก้วใสเดินเข้าไปหาเธอ "ดิฉันอยากจะขอคำปรึกษาเรื่องการคำนวณภาษีสำหรับธุรกรรมทางการเงินค่ะ"
นิรชายิ้ม "ได้เลยแก้วใส มีอะไรติดขัดตรงไหน"
"คือ...ดิฉันกำลังคิดว่า ถ้าเราต้องมีการซื้อขายหุ้นจำนวนมากในอนาคต เราควรจะวางแผนเรื่องภาษีอย่างไรดีคะ" แก้วใสถามอย่างตรงไปตรงมา
นิรชาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบ "อืม...เรื่องภาษีมันซับซ้อนนะแก้วใส ต้องดูรายละเอียดหลายอย่างเลย ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนั้น อาจจะต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายภาษีโดยเฉพาะ"
"อ๋อค่ะ" แก้วใสตอบ "ดิฉันแค่อยากจะทำความเข้าใจภาพรวมก่อนค่ะ"
นิรชารู้สึกได้ถึงความผิดปกติในคำถามของแก้วใส เธอเริ่มสงสัยว่าแก้วใสอาจจะเริ่มสงสัยในเรื่องบางอย่าง
ในขณะเดียวกัน จิตติพัฒน์ก็กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากคณะกรรมการบริหารบางส่วนที่เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับทิศทางของบริษัท และการตัดสินใจที่ดูเหมือนจะถูกเก็บเป็นความลับมากเกินไป
"คุณจิตติพัฒน์ครับ" หนึ่งในคณะกรรมการบริหาร เอ่ยถามในที่ประชุม "เราได้รับรายงานว่ามีการเตรียมการบางอย่างเกี่ยวกับการควบรวมกิจการ ผมอยากจะขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมครับ"
จิตติพัฒน์ตอบอย่างสุขุม "เรากำลังศึกษาความเป็นไปได้หลายๆ ด้านครับท่านกรรมการ และโปรเจกต์นี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น เรากำลังดำเนินการอย่างรอบคอบที่สุด"
"แต่เราก็ต้องทราบถึงความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นนะครับ" คณะกรรมการอีกคนเสริม "การตัดสินใจครั้งใหญ่นี้ ย่อมส่งผลต่อผู้ถือหุ้นทุกคน"
"ผมเข้าใจดีครับ" จิตติพัฒน์กล่าว "ผมจะชี้แจงรายละเอียดทั้งหมดให้ทราบในโอกาสอันควร"
หลังจากที่ประชุมเลิกไป จิตติพัฒน์ก็เดินตรงไปยังห้องทำงานของนิรชา
"นิรชา มีคนเริ่มสงสัยแล้ว" จิตติพัฒน์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียด "คณะกรรมการบริหารเริ่มซักถามเกี่ยวกับดีลนี้"
นิรชาถอนหายใจ "ฉันก็รู้สึกได้เหมือนกันค่ะคุณภาค แก้วใสเองก็เริ่มถามคำถามที่เหมือนจะรู้เรื่องบางอย่าง"
"เราต้องระวังตัวให้มากกว่านี้" จิตติพัฒน์กล่าว "ผมกำลังคิดที่จะสร้างสถานการณ์บางอย่าง เพื่อทดสอบว่าใครกันแน่ที่กำลังพยายามสืบหาข้อมูล"
"ทดสอบอย่างไรคะ" นิรชาถาม
"ผมจะปล่อยข่าวลือบางอย่างออกไป" จิตติพัฒน์อธิบาย "ข่าวลือที่ดูเหมือนจะเป็นความจริง แต่จริงๆ แล้วเป็นข้อมูลที่ผิดพลาด ผมอยากจะดูว่าใครจะเป็นคนแรกที่นำข้อมูลนั้นไปใช้ หรือนำไปบอกต่อ"
"นั่นอาจจะเป็นอันตรายได้นะคะคุณภาค" นิรชาเตือน
"ผมรู้" จิตติพัฒน์ตอบ "แต่เราไม่มีทางเลือกอื่น เราต้องรู้ให้ได้ว่าใครคือหนอนบ่อนไส้"
เขาจับมือของนิรชาไว้ "ผมจะระวังทุกอย่างเอง คุณไม่ต้องห่วงนะ"
จิตติพัฒน์ตัดสินใจปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับข้อตกลงเบื้องต้นกับบริษัทคู่แข่งที่เขาปล่อยข่าวลือออกไปนั้น มีรายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไขทางการเงินที่บิดเบือนไปจากความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง เขาหวังว่าคนที่กำลังสอดแนมจะหลงเชื่อข้อมูลผิดๆ นี้ และอาจจะนำไปใช้ประโยชน์ในทางที่ผิด
ไม่นานหลังจากนั้น จิตติพัฒน์ก็ได้รับรายงานจากฝ่ายรักษาความปลอดภัยว่า มีพนักงานคนหนึ่งในแผนกการเงิน พยายามจะเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินของบริษัทคู่แข่งที่นิรชาได้เตรียมไว้ เขาพบว่าพนักงานคนนั้นถูกว่าจ้างอย่างไม่เป็นทางการโดยบุคคลภายนอก และมีพฤติกรรมที่น่าสงสัยมาสักระยะหนึ่งแล้ว
"ผมเจอตัวแล้ว นิรชา" จิตติพัฒน์บอกกับนิรชาในเย็นวันนั้น "เป็นคนจากฝ่ายการเงิน คนนี้แหละที่เป็นหนอนบ่อนไส้"
"แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไปคะ" นิรชาถาม
"ผมจะจัดการเขา" จิตติพัฒน์กล่าว "และเราจะต้องเข้มงวดกับระบบรักษาความปลอดภัยของเราให้มากขึ้น"
ในขณะที่จิตติพัฒน์กำลังจัดการกับปัญหาภายใน แก้วใสกลับรู้สึกไม่สบายใจ เธอสังเกตเห็นความผิดปกติในท่าทีของนิรชามากขึ้นเรื่อยๆ เธอรู้สึกเหมือนนิรชากำลังปิดบังอะไรบางอย่างจากเธออยู่
"คุณนิรชาคะ" แก้วใสเดินเข้ามาหาเธออีกครั้ง "ดิฉันรู้สึกเหมือนคุณกำลังมีเรื่องกังวลใจอยู่"
นิรชายิ้มอย่างอ่อนแรง "เปล่าจ้ะ แค่เหนื่อยๆ กับงานน่ะ"
"แต่คุณดูไม่ค่อยสบายใจเลยค่ะ" แก้วใสยืนกราน "ถ้ามีอะไรที่ดิฉันพอจะช่วยได้ บอกได้เสมอนะคะ"
นิรชามองเข้าไปในดวงตาของแก้วใส เธอเห็นความจริงใจและความห่วงใยในนั้น เธอรู้สึกผิดที่ต้องปิดบังแก้วใส แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้
"ขอบคุณนะแก้วใส" นิรชากล่าว "ถ้ามีอะไรจริงๆ ฉันจะบอกเธอ"
แก้วใสพยักหน้า แต่ในใจของเธอยังคงเต็มไปด้วยคำถาม เธอเริ่มสงสัยในความสัมพันธ์ระหว่างจิตติพัฒน์และนิรชา และคิดว่าอาจจะมีบางอย่างที่มากกว่าแค่เรื่องงาน
จิตติพัฒน์เฝ้ามองดูการปฏิสัมพันธ์ระหว่างแก้วใสและนิรชาผ่านกล้องวงจรปิด เขาเห็นความลังเลของนิรชา และความสงสัยในสายตาของแก้วใส เขารู้ดีว่าสถานการณ์กำลังซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ และเขาต้องหาทางควบคุมมันให้ได้ก่อนที่ทุกอย่างจะบานปลายไปมากกว่านี้
4,714 ตัวอักษร