ตอนที่ 2 — ชะตากรรมที่ผูกพัน
หลังจากวางสายจากธาดาไป รินลดาก็ةรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังถล่มลงมา เธอพยายามสะกดกลั้นน้ำตา แต่ความเสียใจ ความโกรธ และความสับสนถาโถมเข้ามาจนเธอทนไม่ไหว เธอทรุดตัวลงนั่งกับพื้นห้องนอน สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามเรียบเรียงความคิดที่ยุ่งเหยิง
“ทำไมต้องเป็นเขา… ทำไมต้องเป็นตระกูลอัคคเดช…” เธอพึมพำกับตัวเอง เสียงสั่นเครือ
ภาพของธาดาที่พบกันครั้งแรกผุดขึ้นมาในหัว ใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาคมกล้าที่เคยทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย บัดนี้กลับกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งอันตรายและความหลอกลวง เขาเข้ามาในชีวิตเธอเหมือนสายลมที่พัดพาความสุขมาให้ แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นพายุที่พร้อมจะพัดพาทุกสิ่งทุกอย่างไป
“รินลดา! ลูกเป็นอะไรไป! ทำไมร้องไห้!” เสียงมารดาดังขึ้นเมื่อเห็นลูกสาวสภาพย่ำแย่
คุณหญิงลลนาเดินเข้ามาประคองลูกสาวขึ้นมานั่งบนเตียง “เกิดอะไรขึ้นจ๊ะ เล่าให้แม่ฟังได้นะ”
รินลดาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อเห็นแววตาเป็นห่วงของมารดา เธอก็ตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง ตั้งแต่การพบธาดาที่งานศิลปะ การเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนจะสวยงาม ไปจนถึงความจริงอันน่าตกใจที่เพิ่งค้นพบ
“เขา… เขาเป็นลูกชายของประธานบริษัทอัคคเดชค่ะแม่” รินลดาเล่าเสียงสั่น
คุณหญิงลลนาอึ้งไปชั่วขณะ ใบหน้าซีดเผือด “อะไรนะ! ลูกแน่ใจเหรอ!”
“ค่ะแม่ รินเห็นในอีเมล แล้วเขาก็ยอมรับแล้วค่ะ”
“แม่ไม่อยากจะเชื่อเลย… ผู้ชายคนนั้น… เขาคงเข้ามาหลอกลูกเพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่าง! ลูกอย่าไปหลงกลเขาอีกนะ!” คุณหญิงลลนาเสียงดังขึ้นด้วยความโกรธ
“แต่เขาบอกว่าเขามีความรู้สึกดีๆ ให้รินจริงๆ ค่ะแม่” รินดาเริ่มโต้แย้งอย่างไม่มั่นใจนัก
“นั่นมันก็แค่ลมปาก! ลูกเอ๊ย! ความแค้นระหว่างสองตระกูลมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยนะ! พ่อลูกคู่นั้นคงคิดแผนร้ายมาเล่นงานเราแน่ๆ!”
“แล้ว… แล้วรินจะทำยังไงดีคะแม่” รินลดามองหน้ามารดาด้วยความหวัง
“ลูกต้องตัดใจ! ตัดขาดจากผู้ชายคนนั้นให้เด็ดขาด! แม่จะไม่ยอมให้ลูกต้องเข้าไปพัวพันกับคนของตระกูลอัคคเดชเด็ดขาด!” คุณหญิงลลนาตัดสินใจเด็ดขาด
ในขณะเดียวกัน ที่ตึกระฟ้าสูงตระหง่านใจกลางเมือง สุริยะ อัคคเดช หรือ ธาดา กำลังยืนมองวิวทิวทัศน์กรุงเทพฯ ยามค่ำคืนจากหน้าต่างห้องทำงานชั้นบนสุด ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววครุ่นคิด เขาเพิ่งวางสายจากรินลดาไปเมื่อครู่ ความรู้สึกผิดและความเจ็บปวดแผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจ
“ท่านประธานครับ กำหนดการประชุมกับผู้ถือหุ้นพรุ่งนี้เช้า…” เลขานุการสาวเข้ามาแจ้ง
“เลื่อนไปก่อน” สุริยะตอบเสียงเรียบ
“แต่ว่า…”
“ผมบอกให้เลื่อนไง! ออกไปได้แล้ว!” สุริยะเสียงดังขึ้นอย่างหงุดหงิด
เลขาหน้าตาซีดเผือด รีบก้มหน้าแล้วถอยออกไปจากห้องทำงานทันที สุริยะถอนหายใจยาว พลางกุมขมับ เขาไม่เคยคิดว่าการพบกับรินลดา จะทำให้เขารู้สึกสับสนและอ่อนไหวได้ถึงเพียงนี้
เขาจำได้ดีถึงวันแรกที่พบเธอในงานแสดงศิลปะ เขากำลังวางแผนที่จะเข้าไปใกล้ชิดกับตระกูลอัครเดช เพื่อหาทางแก้แค้นให้กับบิดาที่ถูกบิดาของรินลดาหักหลังและทำลายธุรกิจจนล้มละลาย แต่เมื่อเขาได้สบตากับรินลดา หัวใจของเขากลับเต้นไม่เป็นจังหวะ รอยยิ้มของเธอ เสียงหัวเราะของเธอ ทำให้เขารู้สึกราวกับว่าโลกทั้งใบหยุดหมุน
เขาตกหลุมรักเธอตั้งแต่แรกเห็น และนั่นเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน ความรู้สึกที่มีต่อรินดา ช่างแตกต่างจากความรู้สึกที่เขามีต่อครอบครัวอัครเดชอย่างสิ้นเชิง
“ผมจะทำยังไงดี… รินลดา…” สุริยะพึมพำ เขาไม่แน่ใจว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่มันถูกต้องหรือไม่ แต่ความแค้นที่สะสมมานานก็ยากที่จะสลัดทิ้งไปได้
เช้าวันถัดมา รินลดาตัดสินใจไม่ไปงานเลี้ยงของบริษัทอินเตอร์คอนเน็คชั่น เธอแจ้งปฏิเสธไปยังคุณชาญวิทย์ โดยอ้างว่ามีธุระด่วนที่ต้องไปจัดการ
“คุณหนูแน่ใจนะคะ” คุณชาญวิทย์ถามอย่างผิดคาด “คุณอัคคเดช… หรือคุณธาดา… เขาฝากมาบอกว่า อยากจะขอให้คุณหนูพิจารณาอีกครั้งครับ”
“ฉันไม่ไปค่ะ” รินดายืนกราน “บอกเขาไปด้วยว่า ฉันไม่มีอะไรจะพูดกับคนอย่างเขาอีกแล้ว”
หลังจากวางสายจากคุณชาญวิทย์ รินลดาก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย แต่ความรู้สึกเจ็บปวดในใจยังคงอยู่ เธอพยายามก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเอง แต่สมาธิก็ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
“รินลดา… ลูกกำลังทำอะไรอยู่” เสียงบิดาดังขึ้น เมื่อเข้ามาในห้องทำงานของเธอ
“พ่อ…”
“พ่อรู้เรื่องทั้งหมดแล้วนะ” คุณอัครเดชกล่าวเสียงเรียบ “พ่อเข้าใจว่าลูกกำลังเสียใจ แต่ลูกต้องเข้มแข็งนะ”
“พ่อคะ… รินไม่อยากให้เรื่องนี้มันบานปลายไปมากกว่านี้”
“พ่อก็เหมือนกันลูก แต่เรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว เราคงปล่อยให้ตระกูลอัคคเดชเข้ามาทำลายเราไม่ได้”
“แต่ถ้า… ถ้าเราลองคุยกันดีๆ ล่ะคะพ่อ”
“คุย? กับพวกนั้นน่ะเหรอ ไม่มีทาง! พวกมันต้องการทุกอย่างจากเราไป ลูกอย่าได้คิดอ่อนข้อให้เด็ดขาด” คุณอัครเดชยืนกราน
รินลดามองหน้าบิดาด้วยความหนักใจ เธอไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมผู้ใหญ่ถึงต้องมีความขัดแย้งกันมากขนาดนี้ จนทำให้ชีวิตของลูกหลานต้องตกอยู่ในความสับสนและเจ็บปวด
“รินลดา… พ่อมีเรื่องจะบอกลูก” คุณอัครเดชกล่าวเสียงจริงจัง “พรุ่งนี้จะมีนักข่าวมาที่บ้านเรานะ พ่อจะแถลงข่าวเรื่องความขัดแย้งกับตระกูลอัคคเดช พ่ออยากให้ลูกอยู่ตรงนั้นด้วย”
“คะ! แถลงข่าว! ทำไมคะพ่อ!” รินดาตกใจ
“พ่อจะประกาศให้สังคมรู้ว่า พวกมันกำลังพยายามทำลายธุรกิจของเรา พ่อจะสู้กับพวกมันจนถึงที่สุด!”
รินลดารู้สึกเหมือนถูกบีบคั้น เธอไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งนี้เลยแม้แต่น้อย แต่เธอก็รู้ดีว่าเธอไม่สามารถขัดคำสั่งของบิดาได้
“รินลดา… ลูกต้องช่วยพ่อ” คุณอัครเดชกล่าวเสียงอ่อนลง “ลูกคือความหวังของพ่อ”
รินลดามองหน้าบิดาด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกลากเข้าไปสู่สงครามที่ไม่ใช่ของเธอ แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็รู้สึกถึงความรับผิดชอบต่อครอบครัว
“รินลดา… รินอยากจะขออะไรพ่ออย่างหนึ่งได้ไหมคะ” เธอถามอย่างลังเล
“ว่ามาสิลูก”
“ถ้า… ถ้าวันหนึ่งเรื่องนี้มันคลี่คลาย… รินอยากจะขอโอกาสให้รินได้… ได้เจอเขาอีกครั้งค่ะ”
คุณอัครเดชถอนหายใจยาว “พ่อรู้ว่าลูกกำลังพูดถึงใคร… แต่เรื่องนี้มันซับซ้อนกว่าที่ลูกคิดนะ”
“รินรู้ค่ะพ่อ… แต่ริน… รินอยากจะเข้าใจเขาให้มากกว่านี้ค่ะ”
“เอาไว้ก่อนเถอะลูก… ตอนนี้เราต้องโฟกัสที่การเอาชนะพวกอัคคเดชให้ได้ก่อน”
รินลดายิ้มอย่างขมขื่น เธอรู้ดีว่าเส้นทางข้างหน้าคงไม่ง่ายเลย ชะตากรรมของเธอได้ถูกผูกเข้ากับความขัดแย้งของสองตระกูลนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้แล้ว
5,054 ตัวอักษร