ตอนที่ 7 — การเผชิญหน้าความจริงอันโหดร้าย
แพรวายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ปล่อยให้มือของธนากรที่ปัดปอยผมออกจากใบหน้ายังคงค้างอยู่ ความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างนั้นรุนแรงเสียจนเธอแทบจะยืนไม่อยู่ คำพูดของเขาที่ว่า “เรายังมีเวลาอีกมาก…ก่อนที่วันนั้นจะมาถึง” มันเหมือนกับน้ำร้อนที่ถูกราดลงบนบาดแผลที่เพิ่งจะเริ่มสมาน ปลุกเร้าความเจ็บปวดให้ประทุขึ้นมาอีกครั้ง การแสดงออกของเขาที่ค่อยๆ โน้มใบหน้าลงมาใกล้ อาจจะดูเหมือนมีความอ่อนโยนอยู่บ้าง แต่นั่นยิ่งทำให้เธอรู้สึกสับสนมากกว่าเดิม
“คุณธนากรคะ” แพรวาเอ่ยเสียงสั่น ใบหน้าซีดเผือด “คุณหมายความว่าอย่างไรคะ”
ธนากรหยุดนิ่ง ดวงตาของเขาที่เคยฉายแววอ่อนโยนเมื่อครู่ กลับกลายเป็นความเย็นชาไร้ความรู้สึกอีกครั้ง เขาผละออกห่างจากเธอเล็กน้อย ท่าทางที่เคยโน้มเข้ามาประชิดกลับกลายเป็นความห่างเหินที่ทำให้แพรวารู้สึกได้ถึงกำแพงที่มองไม่เห็นซึ่งถูกสร้างขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“ผมหมายความตามที่ผมพูดครับ คุณแพรวา” น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย “เรามีเวลาอีกมากก่อนที่จะต้องแยกจากกัน”
“แต่…ถ้าอย่างนั้น…ความสัมพันธ์ของเรา…มันคืออะไรคะ” แพรวาถามอย่างไม่เข้าใจ เธอรู้สึกเหมือนกำลังติดอยู่ในเขาวงกตที่ไม่มีทางออก เธอพยายามมองหาความหมายในดวงตาของเขา แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า
“ความสัมพันธ์ของเรา…คือสัญญา” ธนากรตอบอย่างชัดเจน “เป็นสัญญาที่เกิดขึ้นจากความจำเป็น”
“ความจำเป็น…เหรอคะ” แพรวาพึมพำ รู้สึกเหมือนมีมีดกรีดลงไปในหัวใจ “แล้ว…หัวใจล่ะคะ…มันไม่มีความจำเป็นเลยหรือคะ”
ธนากรเงียบไป เขามองออกไปยังท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มยามเย็น “หัวใจ…เป็นเรื่องของความรู้สึกส่วนตัวครับ คุณแพรวา…ซึ่งไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสัญญานี้”
คำตอบของเขาทิ่มแทงหัวใจแพรวาอย่างจัง เธอพยายามกลั้นน้ำตาที่เอ่อคลอ “แต่…ถ้าคุณ…ถ้าคุณรู้สึกอะไรขึ้นมาจริงๆ ล่ะคะ”
“ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้น” ธนากรตอบเสียงหนักแน่น “และผมก็ไม่ต้องการให้คุณคิดถึงมันเช่นกัน”
แพรวาก้มหน้าลงมองพื้น เธอรู้สึกราวกับว่าโลกทั้งใบของเธอกำลังจะพังทลายลงมาตรงหน้า เธอรู้ว่าเขาไม่ได้รักเธอ และเธอเองก็ไม่เคยคาดหวัง แต่การได้ยินเขาพูดอย่างชัดเจนแบบนี้ มันทำให้ความหวังเล็กๆ ที่เธอแอบมีอยู่ภายในใจถูกบดขยี้จนแหลกละเอียด
“ดิฉัน…เข้าใจแล้วค่ะ” แพรวาเอ่ยเสียงแผ่ว เธอพยายามเก็บรวบรวมสติ “ถ้าอย่างนั้น…ดิฉันขอตัวก่อนนะคะ”
เธอเดินจากมา ทิ้งให้ธนากรยืนอยู่เพียงลำพังท่ามกลางสวนที่กำลังจะเข้าสู่ความมืดมิด เสียงฝีเท้าของเธอค่อยๆ เลือนหายไปในความเงียบ แต่เสียงหัวใจที่กำลังเต้นระส่ำราวกับจะหลุดออกมานั้นกลับดังชัดเจนในโสตประสาทของเธอ
เมื่อกลับถึงห้อง แพรวาก็ทรุดตัวลงนั่งบนเตียงน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ก็ไหลทะลักออกมา เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงรู้สึกเจ็บปวดมากขนาดนี้ ทั้งที่เธอรู้ดีอยู่แล้วว่าความสัมพันธ์นี้จะเป็นเช่นไร ทำไมหัวใจของเธอถึงยังคงปรารถนาในสิ่งที่ไม่มีวันเป็นไปได้
“แม่คะ…แม่คะ” แพรวาเดินเข้าไปหาคุณนายบุญเรือนที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ริมหน้าต่าง มองออกไปยังวิวทิวทัศน์อันงดงามของคฤหาสน์
“มีอะไรลูก” คุณนายบุญเรือนหันมามองลูกสาวด้วยความเป็นห่วง “หน้าตาซีดเซียวแบบนี้”
แพรวาพยายามยิ้ม “ไม่มีอะไรค่ะแม่ แค่…เหนื่อยๆ นิดหน่อยค่ะ”
“เหนื่อยเรื่องอะไรล่ะลูก” คุณนายบุญเรือนจับมือลูกสาวมาบีบเบาๆ “เรื่องคุณธนากรเหรอ”
แพรวาชะงักเล็กน้อย “ก็…นิดหน่อยค่ะแม่”
“แม่รู้ว่าลูกต้องเจออะไรบ้าง” คุณนายบุญเรือนพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แต่ลูกต้องเข้มแข็งนะลูก แม่เชื่อว่าลูกทำได้”
“ค่ะแม่” แพรวาพยักหน้ารับ แม้ในใจจะยังเต็มไปด้วยความสับสนและความเจ็บปวด เธอโอบกอดผู้เป็นแม่แน่น พยายามหาความเข้มแข็งจากอ้อมกอดนี้
“แม่คะ…แม่คิดว่า…ความรักมันสำคัญไหมคะ” แพรวาถามอย่างมีความหวัง
คุณนายบุญเรือนเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “ความรัก…เป็นสิ่งสวยงามที่สุดในโลกนะลูก แต่บางครั้ง…เราก็ต้องเลือกสิ่งที่สำคัญกว่า”
“สิ่งที่สำคัญกว่า…เหรอคะ” แพรวาถามย้ำ
“ใช่ลูก” คุณนายบุญเรือนพยักหน้า “เพื่อคนที่เรารัก…บางครั้งเราก็ต้องยอมแลก”
คำพูดของผู้เป็นแม่สะท้อนก้องอยู่ในหัวของแพรวา เธอรู้ว่าแม่กำลังหมายถึงอะไร แม่กำลังยอมแลกชีวิตของตัวเองเพื่อเธอ และเธอเองก็กำลังยอมแลกชีวิตของตัวเองเพื่อแม่ การแต่งงานครั้งนี้ คือการแลกเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเธอ
“แม่คะ…หนูรักแม่นะคะ” แพรวาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“แม่ก็รักลูกนะลูก” คุณนายบุญเรือนบีบมือลูกสาวตอบ “จำไว้นะลูก…ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น…แม่จะอยู่เคียงข้างลูกเสมอ”
แพรวาพยักหน้า เธอตัดสินใจแล้วว่าจะเข้มแข็ง เธอจะทำทุกอย่างเพื่อแม่ และเธอจะพยายามอดทนกับทุกอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น แม้ว่ามันจะเจ็บปวดเพียงใดก็ตาม
หลายวันผ่านไป แพรวายังคงใช้ชีวิตอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่ เธอพยายามทำหน้าที่ของภรรยาที่ดีเท่าที่จะทำได้ โดยการดูแลคุณนายบุญเรือนอย่างใกล้ชิด ธนากรเองก็ยังคงมีท่าทีที่ห่างเหิน แม้จะกลับมาทานอาหารเย็นด้วยกันทุกวัน แต่บทสนทนาก็มีเพียงเรื่องทั่วไป ไม่เคยมีการแตะต้องเรื่องส่วนตัว หรือเรื่องความสัมพันธ์ของพวกเขาเลย
เย็นวันหนึ่ง ขณะที่พวกเขากำลังทานอาหาร แพรวาก็ตัดสินใจถามในสิ่งที่เธอคาใจมาตลอด
“คุณธนากรคะ” แพรวาเริ่มพูด “เรื่อง…เรื่องงานของคุณ…มันคืบหน้าไปถึงไหนแล้วคะ”
ธนากรชะงักมือที่กำลังจะตักอาหารขึ้น เขาเงยหน้าขึ้นมองแพรวา ดวงตาของเขาดูครุ่นคิด “ใกล้แล้วครับ…อีกไม่นานเกินรอ”
“แล้ว…เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น…คุณจะทำอย่างไรคะ” แพรวาถามเสียงเบา
ธนากรวางช้อนส้อมลง เขามองตรงมาที่แพรวา “ผมจะทำตามสัญญาครับ”
“สัญญา…ที่ว่า…เราจะ…ต่างคนต่างอยู่” แพรวาเอ่ยคำนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“ใช่ครับ” ธนากรตอบ “เราจะต่างคนต่างอยู่”
แพรวาพยักหน้า เธอพยายามเก็บอาการน้ำตาที่กำลังจะไหล “ดิฉัน…เข้าใจค่ะ”
“คุณแพรวา” ธนากรเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ผมรู้ว่าคุณกำลังคิดอะไรอยู่”
แพรวาเงยหน้าขึ้นมองเขา “คุณรู้เหรอคะ”
“ผมรู้ว่าคุณกำลังเจ็บปวด” ธนากรพูด “แต่ผมก็ต้องทำในสิ่งที่ผมต้องทำ”
“แต่…ถ้าคุณ…บังเอิญ…รู้สึกอะไรขึ้นมาจริงๆ…คุณจะทำอย่างไรคะ” แพรวาอดไม่ได้ที่จะถามอีกครั้ง
ธนากรนิ่งไป เขาจ้องมองแพรวาด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา “ผม…ไม่รู้ครับ” เขาตอบอย่างซื่อสัตย์ “แต่มันไม่ควรจะเกิดขึ้น”
คำตอบนั้นเหมือนกับการตอกย้ำความจริงที่โหดร้ายลงไปอีกครั้ง แพรวาหลับตาลง เธอรู้ว่าเธอไม่สามารถคาดหวังสิ่งใดๆ จากความสัมพันธ์ครั้งนี้ได้อีกแล้ว เธอต้องยอมรับความจริง และก้าวต่อไปให้ได้
“ดิฉัน…ขอตัวก่อนนะคะ” แพรวาลุกขึ้นจากโต๊ะอาหารอย่างรวดเร็ว เธอไม่สามารถทนอยู่ตรงนั้นได้อีกต่อไป
ธนากรมองตามหลังแพรวาไปจนลับสายตา เขาถอนหายใจยาว สัมผัสได้ถึงความรู้สึกผิดบางอย่างที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นภายในใจ แต่เขาก็ต้องกดมันเอาไว้ สัญญาคือสัญญา และเขาต้องทำตามนั้น
แพรวากลับมาที่ห้องของเธอ เธอทิ้งตัวลงบนเตียง ปล่อยให้หยาดน้ำตาไหลรินออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เธอรู้ดีว่ามันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ยากลำบาก เธอได้ก้าวเข้าสู่ชีวิตคู่ในเรือนกระจก ที่สวยงามภายนอก แต่เต็มไปด้วยความโดดเดี่ยวและเจ็บปวดภายใน เธอได้มอบหัวใจให้กับเขาไปแล้วอย่างไม่รู้ตัว และเธอก็ได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่ง…หัวใจดวงนี้จะสามารถหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งสัญญานี้ไปได้
5,728 ตัวอักษร