ตอนที่ 4 — การค้นหาความหวังท่ามกลางความสิ้นหวัง
ความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุดโอบล้อมราวกับผ้าห่อศพ บัดนี้ กลายเป็นเพื่อนร่วมทางที่น่ารำคาญของร้อยเอก กวินทร์และลูกทีมที่รอดชีวิต เสียงเครื่องยนต์ที่เคยคำรามกึกก้อง บัดนี้เงียบสงัด เหลือเพียงเสียงลมหายใจที่หอบเหนื่อยของมนุษย์สิบกว่าชีวิตที่อัดแน่นอยู่ในซากเฮลิคอปเตอร์อันบิดเบี้ยว แสงไฟฉายสาดส่องไปมาอย่างสิ้นหวัง เผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยเขม่าควันและเลือด ความหวังเริ่มเลือนรางไปกับทุกนาทีที่ผ่านไป
"ผู้การครับ เราติดอยู่ที่นี่นานเกินไปแล้ว" จ่าสิบเอก ประจักษ์ เอ่ยเสียงแหบพร่า ร่างกายของเขาปวดร้าวไปทั่วทุกอณูจากการกระแทกเมื่อครั้งที่เฮลิคอปเตอร์ตก
กวินทร์พยายามขยับตัว เขาถอนหายใจอย่างหนัก "ข้ารู้ ประจักษ์ แต่เรายังต้องหาทางออกไปให้ได้ เราถูกส่งมาที่นี่เพื่อทำภารกิจ ไม่ใช่มาตายอย่างเดียวดาย" สายตาของเขากวาดมองไปรอบๆ ซากเฮลิคอปเตอร์ที่พังยับเยิน "มีใครบาดเจ็บสาหัสบ้างไหม"
"หมอบอกว่า สิบโท สมชาย กระดูกเชิงกรานหักครับท่าน อีกสองสามนายก็มีแผลฉีกขาดตามร่างกาย แต่ก็ยังพอขยับตัวได้" ร้อยโท ชาญชัย นายทหารแพทย์ประจำหน่วยตอบ พยายามประคองสมชายไว้
"เราต้องเคลื่อนย้ายสมชายไปที่ปลอดภัยก่อน" กวินทร์ตัดสินใจ "ประจักษ์ พาคนไปสำรวจรอบๆ หาที่กำบังที่พอจะซ่อนตัวได้ แล้วก็ดูว่ามีแหล่งน้ำใกล้ๆ ไหม"
"ครับท่าน" ประจักษ์ตอบรับอย่างกระตือรือร้น เขาพาลูกทีมที่พอจะขยับได้อีกสองสามคนแยกออกไป
ขณะที่ประจักษ์กำลังออกปฏิบัติการ กวินทร์ก็หันไปหาชาญชัย "ชาญชัย ช่วยดูให้แน่ใจว่าเรามีเวชภัณฑ์เพียงพอที่จะประคองอาการของสมชายไปก่อน เราต้องพาเขาออกไปจากที่นี่ให้ได้"
"ผมจะพยายามอย่างเต็มที่ครับท่าน แต่เวชภัณฑ์ของเรามีจำกัดมาก" ชาญชัยตอบ พลางใช้ผ้าพันแผลพันรอบแผลที่ศีรษะของทหารนายหนึ่ง
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงหวีดหวิวของลมที่พัดผ่านซากเหล็กและความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่กัดกินทุกหัวใจ เมื่อยามที่การสื่อสารขาดหายไป พร้อมกับเฮลิคอปเตอร์คู่ใจที่กลายเป็นเพียงเศษซาก ทุกคนต่างรู้ดีว่าสถานการณ์ของพวกเขาอันตรายเพียงใด
"เราไม่ควรจะมาอยู่ที่นี่เลย" ทหารใหม่นามว่า วินัย เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ผมยังไม่อยากตาย"
"อย่าคิดมาก วินัย" กวินทร์ตบไหล่วินัยเบาๆ "เราทุกคนก็ไม่อยากตาย เราจะหาทางออกไปจากที่นี่ด้วยกัน"
"แต่เราจะออกไปได้อย่างไรครับท่าน" วินัยเงยหน้าถาม ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความกลัว "ศัตรูอยู่รอบๆ ตัวเรา เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยู่ที่ไหน"
"นั่นคือเหตุผลที่เราต้องระมัดระวัง" กวินทร์ตอบ "เราต้องใช้สติปัญญาของเราให้มากที่สุด เราต้องคิดว่าเราจะทำอย่างไรให้รอดไปได้"
ไม่นานนัก ประจักษ์ก็กลับมาพร้อมข่าวคราวที่น่าปลื้มใจเล็กน้อย "ผู้การครับ เราเจอถ้ำเล็กๆ อยู่ห่างออกไปไม่ไกลจากที่นี่ พอจะใช้เป็นที่หลบซ่อนได้ชั่วคราว แล้วก็เจอธารน้ำเล็กๆ ด้วย น้ำใสดีครับ"
"ดีมาก ประจักษ์" กวินทร์กล่าว "พาพวกเราไปที่นั่นกันเถอะ ชาญชัย เตรียมเคลื่อนย้ายสมชายให้พร้อม"
การเคลื่อนย้ายเป็นไปอย่างทุลักทุเล สมชายร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด แต่ทุกคนก็พยายามอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้เขาทรมานไปมากกว่านี้ เสียงโลหะเสียดสีดังครืดคราดไปตลอดทาง เป็นเสียงเตือนใจว่าพวกเขาอาจถูกค้นพบได้ทุกเมื่อ
เมื่อมาถึงถ้ำ พวกเขาก็ช่วยกันจัดเตรียมที่พักชั่วคราว ชาญชัยรีบลงมือรักษาอาการบาดเจ็บของสมชายอย่างเร่งด่วนที่สุดเท่าที่จะทำได้ กวินทร์สั่งให้ลูกทีมที่เหลือช่วยกันกระจายกำลังเฝ้าระวังตามจุดต่างๆ
"เราต้องตั้งจุดสังเกตการณ์ให้ดี" กวินทร์กำชับ "ใครเห็นอะไรผิดปกติ ให้รีบแจ้งทันที ห้ามประมาทเด็ดขาด"
"ครับท่าน" เสียงตอบรับดังมาอย่างพร้อมเพรียง
ในระหว่างนั้น กวินทร์ก็หยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมา เขาพยายามติดต่อกองบัญชาการ แต่ก็ยังคงเป็นเพียงเสียงสัญญาณแทรกซ่าไร้ความหมาย "เฮ้อ" เขาถอนหายใจด้วยความหงุดหงิด "ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้"
"ผู้การครับ" ประจักษ์เดินเข้ามาหา "ผมว่าเราควรรีบหาทางติดต่อท่านผู้บัญชาการก่อนที่เราจะขาดการสนับสนุนไปมากกว่านี้"
"ข้ารู้ ประจักษ์" กวินทร์ตอบ "แต่ดูเหมือนว่าวิทยุของเราจะเสียหายหนักเกินไป คงจะติดต่อใครไม่ได้เลย"
"ถ้าอย่างนั้น เราอาจจะต้อง...เดินเท้าออกไปครับท่าน" ประจักษ์เอ่ยเสียงเบา "แต่เราไม่รู้ว่าระยะทางไกลแค่ไหน แล้วทิศทางก็ยังไม่แน่นอน"
กวินทร์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "เราจะรออีกสักพัก หากยังติดต่อไม่ได้จริงๆ เราก็ต้องเสี่ยง" เขาเหลือบมองไปที่สมชายที่กำลังนอนพักอยู่ "เราต้องพาเขาออกไปให้ได้"
คืนนั้นผ่านไปอย่างเชื่องช้าภายใต้ความมืดมิดของถ้ำ เสียงของธรรมชาติรอบตัวยิ่งเพิ่มความกังวลใจให้กับทุกคน ทหารแต่ละนายต่างภาวนาให้เรื่องร้ายๆ นี้จบลงโดยเร็ว
เช้าวันต่อมา อากาศยังคงเย็นสบาย แต่ความตึงเครียดกลับทวีความรุนแรงขึ้น กวินทร์ตัดสินใจว่าถึงเวลาที่ต้องลงมือทำอะไรบางอย่าง "ประจักษ์ เตรียมลูกทีมที่พอจะเคลื่อนไหวได้ เราจะออกเดินทางกัน"
"ครับท่าน" ประจักษ์ตอบรับ "แล้วสมชายกับคนที่บาดเจ็บล่ะครับ"
"ชาญชัย จะอยู่ดูแลพวกเขาที่นี่" กวินทร์กล่าว "เราจะหาทางส่งเสบียงและยามาให้เท่าที่ทำได้"
"ผู้การครับ ผมขอไปด้วย" ชาญชัยรีบแย้ง "ผมเป็นแพทย์ ผมควรจะต้องอยู่กับคนไข้"
"ข้ารู้ ชาญชัย" กวินทร์เข้าใจความรู้สึกของชาญชัย แต่เขามีเหตุผลของตัวเอง "แต่ตอนนี้ เราต้องการกำลังพลที่แข็งแรงออกไปสำรวจเส้นทาง และหาทางติดต่อกองบัญชาการ การอยู่แค่คนเดียวอาจจะอันตรายเกินไป"
"แต่..." ชาญชัยยังคงลังเล
"ไม่ต้องห่วง" กวินทร์ปลอบ "เราจะพยายามรีบกลับมาให้เร็วที่สุด"
สุดท้าย ชาญชัยก็ยอมทำตามคำสั่ง กวินทร์พาลูกทีมสิบกว่านายออกจากถ้ำ เหลือเพียงชาญชัยและทหารที่บาดเจ็บอีกสองสามนายไว้เบื้องหลัง
การเดินทางเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางป่าทึบที่เต็มไปด้วยอันตราย เสียงใบไม้เสียดสีกันดังเป็นระยะๆ ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความระแวดระวัง กวินทร์นำทัพ โดยมีประจักษ์คอยสนับสนุนอยู่ไม่ห่าง
"ผู้การครับ เราจะไปทางไหนดี" ประจักษ์ถาม
"เราจะไปทางทิศตะวันออก" กวินทร์ตอบ "เท่าที่จำได้ แนวรบหลักของเราอยู่ทางนั้น"
"แต่เราไม่รู้ว่าศัตรูเข้ามาลึกแค่ไหนแล้วครับ" ประจักษ์แสดงความกังวล
"นั่นคือเหตุผลที่เราต้องระวังตัว" กวินทร์กล่าว "หากเจอการต่อต้าน ให้ถอยทันที เรายังไม่พร้อมที่จะปะทะ"
พวกเขาเดินลึกเข้าไปในป่าเรื่อยๆ ท่ามกลางความเงียบที่น่าอึดอัด แสงแดดลอดผ่านกิ่งไม้ลงมาเป็นลำ สร้างเงาที่บิดเบี้ยวไปมาบนพื้นดิน ทุกสิ่งรอบตัวดูเหมือนจะพร้อมที่จะซุ่มโจมตีได้ทุกเมื่อ
"ผู้การครับ" ทหารนายหนึ่งชี้ไปข้างหน้า "ตรงนั้นเหมือนจะมีร่องรอยการเดิน"
กวินทร์รีบหยุดชะงัก เขามองตามนิ้วที่ชี้ไป และเห็นรอยเท้าที่ยังคงมีเค้าอยู่บนพื้นดิน "ศัตรูแน่ๆ" เขากระซิบ "ทุกคน ระวังตัวให้มาก"
พวกเขาเคลื่อนที่ต่อไปอย่างช้าๆ ด้วยความระมัดระวังสูงสุด ท่ามกลางเสียงหัวใจที่เต้นระรัวอยู่ในอก
5,377 ตัวอักษร