ภาพลวงตาในราตรี

ตอนที่ 4 / 49

ตอนที่ 4 — เบื้องหลังภาพวาดปริศนา

‘สารวัตรเดชา’ ยกมือขึ้นนวดขมับ เขากวาดสายตามองเอกสารรายงานการชันสูตรพลิกศพของศิวกรอีกครั้ง ตัวเลขและข้อความที่ดูเหมือนจะไม่มีความผิดปกติใดๆ ยิ่งทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ "ชนต้นไม้... ด้วยความเร็วสูง" เขาพึมพำเสียงเบา "รถยนต์เสียหายยับเยิน แต่ร่างกายของผู้ตายกลับมีร่องรอยการต่อสู้บางอย่าง... มันขัดแย้งกันเกินไป" เขาหยิบรูปถ่ายที่แนบมากับรายงานขึ้นมาดู ภาพรถเฟอร์รารีสีแดงเพลิงที่บิดเบี้ยวผิดรูปจนแทบจำเค้าโครงเดิมไม่ได้ จอดแน่นิ่งอยู่ข้างถนนที่มืดมิด แสงไฟจากรถตำรวจส่องเน้นย้ำถึงความรุนแรงของอุบัติเหตุ “คุณเดชา มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ” เสียงทุ้มดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้สารวัตรเดชาหันไปมอง เขาเห็น ‘สารวัตรชานนท์’ นายตำรวจรุ่นน้องคนสนิท กำลังเดินเข้ามาพร้อมกับแฟ้มเอกสารอีกปึกหนึ่ง ชานนท์เป็นตำรวจหนุ่มไฟแรงที่เขาไว้ใจมากที่สุดในหน่วย “ชานนท์ พอดีฉันกำลังทบทวนคดีคุณศิวกรอยู่” สารวัตรเดชากล่าวพลางยื่นรูปถ่ายในมือให้ “นายลองดูหน่อยสิ ว่านายมองเห็นอะไรที่ฉันอาจจะมองข้ามไป” ชานนท์รับรูปมาพิจารณาอย่างตั้งใจ เขากวาดสายตาสำรวจสภาพรถยนต์อย่างละเอียด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับสารวัตรเดชา “ดูจากสภาพรถแล้ว รุนแรงมากครับ ไม่น่าเชื่อว่าใครจะรอดชีวิตจากอุบัติเหตุแบบนี้” “นั่นแหละประเด็น” สารวัตรเดชาถอนหายใจ “หมอชันสูตรบอกว่าเสียชีวิตจากแรงกระแทก แต่รอยฟกช้ำบางแห่งมันดูไม่ใช่จากการกระแทกกับพวงมาลัยหรือกระจกหน้ารถ มันเหมือนโดนของแข็งบางอย่างทุบซ้ำ” ชานนท์เลิกคิ้ว “รอยช้ำ?” “ใช่ ฉันให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเก็บตัวอย่างไปตรวจละเอียดแล้ว แต่ผลยังไม่ออก” สารวัตรเดชาพูดต่อ “แต่ที่ฉันสงสัยจริงๆ คือเรื่องรถ” “เรื่องรถ?” ชานนท์ทวนคำ “ใช่ รถคันนั้นเป็นรถสปอร์ตราคาแพง สมรรถนะสูงมาก การจะทำให้รถเสียหลักจนพุ่งชนต้นไม้ขนาดนั้น ต้องใช้ความเร็วที่สูงมากๆ หรือไม่ก็… ถูกทำให้เสียหลัก” “ถูกทำให้เสียหลัก?” ชานนท์เริ่มเข้าใจ “หมายความว่าอาจจะมีรถคันอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง?” “อาจจะเป็นไปได้” สารวัตรเดชายอมรับ “แต่พยานแวดล้อมในที่เกิดเหตุบอกว่าไม่พบรถคันอื่น นอกจากรถของคุณศิวกรที่จอดพลิกคว่ำอยู่” “แล้วทำไมถึงไม่พบร่องรอยของรถคันอื่นเลยล่ะครับ ถ้ามีรถคันอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องจริง?” ชานนท์ถามอย่างสงสัย “นั่นเป็นคำถามที่ฉันกำลังหาคำตอบอยู่” สารวัตรเดชาตอบ “ฉันให้คนไปตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทางที่คาดว่ารถของคุณศิวกรใช้ก่อนเกิดอุบัติเหตุแล้ว แต่ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า” “แล้วเรื่องความขัดแย้งส่วนตัวของคุณศิวกรล่ะครับ มีใครที่ดูจะเป็นผู้ต้องสงสัยบ้างไหม?” ชานนท์ถามต่อ “ประวัติของศิวกรค่อนข้างสะอาด เขาเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียง เป็นที่รักของคนทั่วไป มีเพื่อนฝูงมากมาย แต่ก็มีเรื่องที่น่าสนใจอยู่บ้าง” สารวัตรเดชาเว้นจังหวะ “เท่าที่รวบรวมข้อมูลมา ตอนนี้มีอยู่สองสามคนที่ฉันกำลังจับตาดูเป็นพิเศษ” “ใครบ้างครับ?” “คนแรกคือ ‘ปรีชา’ หุ้นส่วนธุรกิจแกลเลอรี่ของศิวกร ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดูเหมือนจะราบรื่น แต่มีข่าวลือว่าช่วงหลังๆ มานี้มีปากเสียงกันบ่อยเรื่องการบริหารจัดการแกลเลอรี่” สารวัตรเดชาพูดต่อ “คนที่สองคือ ‘วิภา’ อดีตคนรักของศิวกร เลิกรากันไปเมื่อประมาณหกเดือนก่อน ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่เพื่อนๆ ของทั้งคู่บอกว่าเป็นการเลิกราที่ไม่ค่อยสวยนัก” “แล้วคนที่สามล่ะครับ?” ชานนท์ถามอย่างกระตือรือร้น “คนที่สามคือ ‘มาลิน’ นักวิจารณ์ศิลปะชื่อดัง เป็นคนที่วิจารณ์ผลงานของศิวกรอย่างเผ็ดร้อนมาตลอด เคยมีประเด็นขัดแย้งกันออกสื่อหลายครั้ง” สารวัตรเดชาหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง “แต่ที่น่าสงสัยที่สุดคือ ‘เมษา’ คนที่เราเจอในที่เกิดเหตุ ตอนแรกฉันคิดว่าเธอเป็นแค่แฟนคลับ แต่พอสืบไปสืบมา กลับพบว่าเธอเคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับศิวกรมาก่อน” “อดีตคนรักอีกคน?” ชานนท์เลิกคิ้ว “คุณเมษาดูไม่เหมือนคนที่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องแบบนี้เลยนะครับ” “ภายนอกอาจจะดูไม่เหมือน” สารวัตรเดชายอมรับ “แต่ในโลกของการสืบสวน การตัดสินคนจากภายนอกเป็นเรื่องอันตรายที่สุด ฉันให้คนของเราติดตามเธออย่างใกล้ชิดอยู่” “แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไปครับ?” ชานนท์ถาม “ฉันจะให้คนของเราสืบประวัติของทั้งสี่คนอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งตรวจสอบเส้นทางการเงินของพวกเขาด้วย” สารวัตรเดชาตัดสินใจ “ส่วนนาย… ฉันอยากให้นายลองไปคุยกับ ‘เมษา’ อีกครั้ง ลองดูว่าเธอจะเปิดเผยอะไรให้เราเพิ่มเติมได้บ้าง แต่ต้องระวังตัวนะ ฉันรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้มีความลับบางอย่างซ่อนอยู่” “รับทราบครับ” ชานนท์รับคำอย่างหนักแน่น “ผมจะพยายามเค้นความจริงจากเธอให้ได้” ขณะเดียวกัน ในสตูดิโอศิลปะที่เคยเป็นสถานที่ทำงานของศิวกร ‘เมษา’ กำลังนั่งอยู่หน้าภาพวาดชิ้นสุดท้ายของเขาอย่างเงียบๆ มือเรียวไล้ไปตามลายเส้น สีสัน และเทคนิคที่ศิวกรบรรจงสร้างสรรค์ขึ้นมา ภาพวาดนามว่า ‘รัตติกาลแห่งความจริง’ เป็นภาพทิวทัศน์ของเมืองยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยแสงสี แต่ภายใต้ความงดงามนั้น กลับมีบางอย่างที่ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจ เธอสังเกตเห็นรอยขีดข่วนเล็กๆ บริเวณมุมล่างขวาของภาพ เป็นรอยที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้จากการเก็บรักษาตามปกติ มันดูเหมือนถูกของมีคมขูดอย่างแรง “นี่มันอะไรกันนะ” เธอพึมพำกับตัวเอง พยายามเพ่งมองให้ชัดขึ้น แต่แสงสลัวๆ ในห้องก็ทำให้เธอเห็นได้เพียงรางๆ จู่ๆ สายตาของเธอก็ไปสะดุดกับบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นสีหนาๆ บริเวณกลางภาพ มีวัตถุสีดำเล็กๆ ทรงกลมฝังอยู่ในเนื้อสี มันดูไม่เข้ากับองค์ประกอบของภาพเลยแม้แต่น้อย เมษารู้สึกใจเต้นแรง นี่อาจจะเป็นเบาะแสสำคัญที่ศิวกรทิ้งไว้ก็เป็นได้ เธอค่อยๆ หยิบเครื่องมือขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋า มันเป็นเครื่องมือที่เธอใช้ในการแกะสลักหรือตกแต่งงานศิลปะ ก่อนจะลงมือ เธอสูดลมหายใจลึกๆ พยายามควบคุมมือไม่ให้สั่น เธอค่อยๆ ขูดชั้นสีออกอย่างระมัดระวัง เผยให้เห็นวัตถุสีดำที่อยู่ข้างใน เมื่อขูดจนเห็นชัดเจน เธอก็แทบจะหยุดหายใจ มันคือ ‘กระสุน’ ขนาดเล็กที่ถูกฝังเอาไว้ในเนื้อสี! ความรู้สึกเย็นเยียบแล่นไปทั่วร่าง ภาพวาดที่สวยงามตรงหน้า จู่ๆ ก็กลายเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวอย่างที่สุด ศิวกรไม่ได้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เขาถูกฆาตกรรม! และหลักฐานชิ้นสำคัญนี้ ถูกซ่อนไว้ในผลงานชิ้นสุดท้ายของเขา ราวกับจะส่งสารบางอย่างถึงใครสักคน เมษารีบใช้ผ้าเช็ดมือที่เตรียมไว้เช็ดทำความสะอาดบริเวณรอบๆ กระสุนอย่างเบามือที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดรอยตำหนิเพิ่มเติม เธอรู้ดีว่าเธอไม่สามารถแจ้งตำรวจได้ในตอนนี้ เธอต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมให้ได้ก่อนว่าใครคือคนที่ต้องการจะฆ่าศิวกร และทำไมถึงต้องซ่อนหลักฐานไว้ในภาพวาดแบบนี้ เธอหยิบกล้องถ่ายรูปขนาดเล็กที่พกติดตัวออกมา บันทึกภาพกระสุนที่ฝังอยู่ในภาพวาดอย่างละเอียด เธอรู้ว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการสืบหาความจริงที่อันตรายกว่าที่เธอเคยคาดคิดไว้ “ศิวกร... คุณกำลังบอกอะไรฉันกันแน่” เธอพึมพำเสียงแผ่วเบา สายตามองไปยังภาพวาดด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความโศกเศร้า ความโกรธ และความมุ่งมั่นที่จะค้นหาความจริงให้ได้

5,540 ตัวอักษร