ตอนที่ 25 — จุดพลิกผันที่คาดไม่ถึง
สุพจน์เดินออกจากห้องทำงานของสุรชัยด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้ง แสงแดดอ่อนๆ ยามบ่ายที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างกระจกบานใหญ่ของสำนักงานใหญ่บริษัทอารยะทรัพย์สินดูเหมือนจะไร้ซึ่งความอบอุ่นใดๆ มีเพียงความรู้สึกเย็นเยียบที่เกาะกุมหัวใจของเขา ความจริงที่เพิ่งเผชิญหน้ากับพี่ชายคนโตของเขา ไม่ได้ทำให้ทุกอย่างกระจ่างแจ้งขึ้น ทว่ากลับยิ่งทำให้เขาสับสนและเต็มไปด้วยคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ ทุกคำพูดของสุรชัย แม้จะดูมีเหตุผลในมุมของเขา แต่สำหรับสุพจน์แล้ว มันคือการบิดเบือนความจริง การหาข้ออ้างเพื่อปกปิดความผิดที่ใหญ่หลวง
"พี่สุรชัย เขาบอกว่าทำไปเพื่อครอบครัวจริงๆ เหรอ" สุพจน์พึมพำกับตัวเองขณะก้าวลงจากลิฟต์ ภาพของพี่ชายที่เคยเคารพรัก และไว้วางใจมาตลอด บัดนี้กลับกลายเป็นเหมือนคนแปลกหน้า คนที่พร้อมจะเหยียบย่ำทุกอย่าง แม้กระทั่งความสัมพันธ์ในครอบครัว เพื่อเป้าหมายบางอย่างที่ยังคงเป็นปริศนา
เมื่อเดินออกมาถึงลานจอดรถ สุพจน์ตรงไปที่รถยนต์คันหรูของเขา เขายังคงนั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัย ปล่อยให้ความคิดฟุ้งซ่านไปเรื่อยเปื่อย สายตาจับจ้องไปยังตึกสูงตระหง่านของอารยะทรัพย์สิน ราวกับจะหาคำตอบจากสิ่งก่อสร้างที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งอำนาจและความมั่งคั่งของตระกูลเขา
"เราจะปล่อยให้เรื่องนี้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้เด็ดขาด" สุพจน์ตัดสินใจแน่วแน่ เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เปิดรายชื่อติดต่อ และกดโทรออกไปยังเบอร์ของทนายประจำตระกูล
"สวัสดีครับคุณสุพจน์ มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ" เสียงทนายดังมาจากปลายสาย
"คุณทนายครับ ผมอยากนัดพบเป็นการด่วนที่สุดครับ เรื่องที่ดินของเรา ผมมีข้อมูลสำคัญบางอย่างที่ต้องปรึกษา" สุพจน์พยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้
"ได้ครับคุณสุพจน์ สะดวกวันไหน เวลาไหนครับ"
"พรุ่งนี้เช้าครับ ที่สำนักงานของคุณ ผมจะเข้าไปแต่เช้าเลย"
"รับทราบครับ ผมจะเตรียมเอกสารทุกอย่างที่เกี่ยวข้องไว้ให้ครับ"
เมื่อวางสายจากทนาย สุพจน์ก็ถอนหายใจยาว เขารู้ดีว่าการเดินหน้าต่อไปในครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด และต้องแน่ใจว่าทุกก้าวที่เดินไปนั้นถูกต้อง
ระหว่างทางกลับบ้าน สุพจน์แวะซื้อกาแฟที่ร้านโปรด เขาจ้องมองใบหน้าสะท้อนในกระจกร้านกาแฟ เห็นความเหนื่อยล้าและความกังวลฉายชัดบนใบหน้า เขาอดคิดถึงพ่อไม่ได้ หากพ่อของเขายังมีชีวิตอยู่ เรื่องราวต่างๆ คงไม่เลวร้ายถึงเพียงนี้ พ่อคงจะหาทางออกที่ดีที่สุดให้ลูกๆ ทุกคนได้
"คุณสุพจน์คะ" เสียงหวานที่คุ้นเคยดังขึ้น สุพจน์หันไปมอง พบกับพนักงานหญิงคนหนึ่งที่ทำงานในร้านนี้มานาน เธอมีรอยยิ้มที่อบอุ่นเสมอ
"อ้าว คุณนิดหน่อย" สุพจน์ยิ้มตอบ "วันนี้กาแฟเข้มๆ เหมือนเดิมนะครับ"
"ได้เลยค่ะ วันนี้คุณสุพจน์ดูเหนื่อยๆ นะคะ มีอะไรรึเปล่าคะ" นิดหน่อยถามด้วยความเป็นห่วง
"ก็มีเรื่องให้คิดเยอะหน่อยน่ะครับ" สุพจน์ตอบพลางยิ้มบางๆ "แต่ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวก็ดีขึ้น"
"ขอให้เป็นเช่นนั้นนะคะ" นิดหน่อยพูดพร้อมกับเริ่มชงกาแฟให้สุพจน์
ในขณะที่รอกาแฟ สุพจน์ก็เหลือบไปเห็นข่าวบนหน้าจอโทรทัศน์ในร้าน เป็นข่าวเกี่ยวกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย เขามองภาพกราฟิกที่แสดงถึงมูลค่าที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แล้วนึกถึงคำพูดของสุรชัยอีกครั้ง "ถ้าเราไม่รีบตัดสินใจตอนนี้ โอกาสนี้จะหลุดมือไป"
"โอกาส" สุพจน์พึมพำกับตัวเอง "โอกาสของใครกันแน่ โอกาสของครอบครัว หรือโอกาสของพี่สุรชัยคนเดียว"
เสียงกาแฟที่เสร็จแล้วดังขึ้น ดึงสุพจน์ออกจากภวังค์ เขารับกาแฟจากนิดหน่อย กล่าวขอบคุณ แล้วเดินออกจากร้านไปอีกครั้ง
ขณะขับรถ สุพจน์ก็เปิดวิทยุฟังคลื่นข่าวเศรษฐกิจ เขาต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจประเภทนี้ ข้อมูลที่ได้จากการเผชิญหน้ากับสุรชัยนั้น ยังไม่เพียงพอ เขายังมีช่องว่างอีกมากที่ต้องเติมเต็ม
"บริษัทอารยะทรัพย์สิน... เป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของประเทศ..." เสียงผู้ประกาศข่าวอ่านรายงาน "โดยมีนายสุรชัย เจริญทรัพย์ เป็นประธานกรรมการบริหาร..."
สุพจน์พยักหน้าอย่างครุ่นคิด ยิ่งฟังมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องราวนี้มีความซับซ้อนกว่าที่คิดไว้มาก การที่สุรชัยสามารถทำทุกอย่างได้อย่างแนบเนียนขนาดนี้ ย่อมต้องอาศัยความรู้ ความชำนาญ และแน่นอนว่าต้องมีผู้ให้การสนับสนุน
"ต้องมีใครสักคนอยู่เบื้องหลัง" สุพจน์คิด "หรืออาจจะมีหลายคน"
เมื่อกลับถึงบ้าน สุพจน์ก็ตรงไปที่ห้องทำงานของเขา เขาเปิดคอมพิวเตอร์ และเริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทอารยะทรัพย์สิน และนายสุรชัย เจริญทรัพย์ อีกครั้ง คราวนี้เขาลงลึกกว่าเดิม โดยใช้เครื่องมือค้นหาขั้นสูง เพื่อหาข้อมูลที่อาจจะถูกซ่อนไว้
เขากวดตาอ่านข่าวเก่าๆ บทวิเคราะห์การตลาด รายงานประจำปี และแม้กระทั่งฟอรั่มออนไลน์ที่พูดคุยเกี่ยวกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สุพจน์ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เขาดื่มกาแฟที่ซื้อมาหมดแก้ว แล้วลุกไปชงกาแฟใหม่เพื่อมานั่งทำต่อ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งภรรยาของเขาเข้ามาเรียก "คุณคะ ทานข้าวได้แล้วค่ะ"
สุพจน์ผงกศีรษะรับ แต่สายตายังคงจดจ่ออยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ "ครับ ผมขออีกเดี๋ยวนะครับ"
"จะดึกแล้วนะคะ ทำงานเยอะแบบนี้เดี๋ยวก็ป่วยไปอีกคนหรอก" ภรรยาพูดด้วยความเป็นห่วง
"ผมรู้ครับ แต่ผมต้องทำตอนนี้ให้เสร็จ" สุพจน์ตอบอย่างจริงจัง
ภรรยาถอนหายใจเบาๆ แล้วพูดว่า "ถ้าอย่างนั้น ดิฉันจะเอาข้าวขึ้นมาให้ทานที่นี่นะคะ"
"ขอบคุณครับ" สุพจน์กล่าว
ขณะที่ภรรยาเดินออกไป สุพจน์ก็เหลือบไปเห็นภาพถ่ายครอบครัวที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน เป็นภาพถ่ายที่เขากับสุรชัย และพี่น้องคนอื่นๆ ถ่ายร่วมกันในวันรวมญาติครั้งล่าสุด ใบหน้าของทุกคนดูมีความสุข รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าเหล่านั้น ทำให้หัวใจของสุพจน์บีบรัด
"เราเคยมีความสุขกันขนาดนี้" สุพจน์คิด "แล้วทำไมตอนนี้ทุกอย่างถึงได้เปลี่ยนไป"
ทันใดนั้นเอง สายตาของเขาก็ไปสะดุดกับบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้กรอบรูป เป็นเอกสารแผ่นหนึ่งที่ดูเก่าและซีดจาง สุพจน์หยิบมันออกมาดูด้วยความสงสัย
"นี่มันอะไรกัน" เขาพึมพำ
เอกสารดังกล่าวเป็นสำเนาสัญญาซื้อขายที่ดินบางส่วน เป็นสัญญาที่ทำขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน ในยุคที่พ่อของเขายังมีชีวิตอยู่ และเป็นช่วงเวลาที่ตระกูลกำลังขยายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างจริงจัง สุพจน์ไล่อ่านรายละเอียดในสัญญาด้วยความตั้งใจ
"โฉนดที่ดิน... เลขที่... ผู้ซื้อ... ผู้ขาย..."
"นี่มันที่ดินผืนเดียวกับที่เรากำลังมีปัญหากันอยู่เลยนี่นา" สุพจน์อุทานด้วยความตกใจ
แต่สิ่งที่ทำให้เขาอึ้งยิ่งกว่า คือรายชื่อของผู้ขายในสัญญานั้น เป็นชื่อของบุคคลที่ไม่คุ้นเคย แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือลายเซ็นของผู้ซื้อในสัญญานั้น เป็นลายเซ็นของ "สุรชัย เจริญทรัพย์" ในวัยหนุ่ม
"เป็นไปไม่ได้..." สุพจน์พึมพำ "พี่สุรชัยเป็นคนซื้อที่ดินผืนนี้เองเมื่อก่อนหน้านี้เหรอ แล้วทำไมพ่อถึงไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลย"
ข้อมูลนี้เป็นเหมือนกุญแจดอกสำคัญที่ไขไปสู่ความจริงที่ซับซ้อนกว่าที่เขาเคยคาดคิด การที่สุรชัยเป็นผู้ซื้อที่ดินผืนนี้โดยตรงมาตั้งแต่ต้น อาจจะเป็นเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมเขาถึงพยายามครอบครองมันไว้ และทำไมเขาถึงไม่ยอมแบ่งปันให้กับพี่น้องคนอื่นๆ
สุพจน์รู้สึกเหมือนถูกไฟฟ้าช็อต เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าเรื่องราวจะซับซ้อนถึงขนาดนี้ ความจริงที่ปรากฏตรงหน้า มันทั้งน่าตกใจ และน่าเศร้าใจในเวลาเดียวกัน
เขาหยิบเอกสารนั้นออกมาถ่ายรูปด้วยโทรศัพท์มือถือ แล้วเก็บสำเนาสัญญาฉบับนั้นไว้ในแฟ้มเอกสารอย่างดี
"เราต้องไปคุยกับคุณทนายเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด" สุพจน์พูดกับตัวเองอย่างหนักแน่น
แสงไฟจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สะท้อนบนใบหน้าของสุพจน์ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่เพิ่งก่อตัวขึ้น เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาค้นพบนี้จะนำพาไปสู่ผลลัพธ์แบบไหน แต่มันคือความจริงที่เขาต้องเปิดเผย และเขาจะทำทุกอย่างเพื่อให้ความจริงนั้นปรากฏ
6,272 ตัวอักษร