รอยแผลบนแผ่นดิน

ตอนที่ 26 / 40

ตอนที่ 26 — การเปิดเผยครั้งใหม่

เช้าวันรุ่งขึ้น สุพจน์ตรงไปที่สำนักงานของทนายประจำตระกูลทันทีหลังจากทานอาหารเช้า เขาหยิบแฟ้มเอกสารที่มีสำเนาสัญญาเก่าติดมือไปด้วย หัวใจของเขายังคงเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นระคนกังวล นี่คือจุดเริ่มต้นของการเผชิญหน้าครั้งใหม่ และเขาต้องพร้อมที่สุด "สวัสดีครับคุณสุพจน์ เชิญครับ" ทนายต้อนรับสุพจน์ด้วยรอยยิ้ม "สวัสดีครับคุณทนาย" สุพจน์ตอบรับพลางส่งแฟ้มเอกสารให้ "ผมมีเรื่องสำคัญมากที่อยากจะปรึกษาครับ" ทนายรับแฟ้มไปเปิดดูอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นสำเนาสัญญาเก่าที่สุพจน์ถ่ายเอกสารมา เขาก็ขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ "นี่มัน..." "ผมเพิ่งค้นพบเอกสารนี้เมื่อคืนนี้ครับ" สุพจน์กล่าว "มันคือสัญญาซื้อขายที่ดินผืนที่เรากำลังมีปัญหาอยู่ ทำขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน และผู้ซื้อคือคุณสุรชัยครับ" ทนายใช้เวลาสักครู่ในการพิจารณาเอกสาร เขาเปรียบเทียบกับเอกสารอื่นๆ ที่มีอยู่เกี่ยวกับที่ดินผืนนั้น "ถูกต้องครับคุณสุพจน์ จากการตรวจสอบเบื้องต้น เอกสารนี้ดูเหมือนจะเป็นของจริง และลายเซ็นของคุณสุรชัยในสัญญานี้ก็ดูเหมือนจะเป็นลายเซ็นจริงในวัยหนุ่มของเขา" "แล้วทำไมเรื่องนี้ถึงไม่เคยถูกพูดถึงเลยครับ" สุพจน์ถามอย่างไม่เข้าใจ "ทำไมพ่อถึงไม่เคยบอกเรา" "ผมก็ไม่ทราบแน่ชัดครับคุณสุพจน์" ทนายตอบ "บางทีคุณพ่อของคุณอาจจะไม่ได้ถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญในตอนนั้น หรืออาจจะมีเหตุผลอื่นที่ทำให้ท่านเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ" "แล้วสัญญาฉบับนี้มีความสำคัญอย่างไรบ้างครับ" สุพจน์ถามต่อ "มันจะช่วยให้เรามีสิทธิ์ในที่ดินผืนนี้มากขึ้นหรือไม่" "ในทางกฎหมายแล้ว สัญญาฉบับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งครับ" ทนายอธิบาย "มันแสดงให้เห็นว่าคุณสุรชัยมีสิทธิ์ในที่ดินผืนนี้มาก่อนที่เราจะเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากการซื้อขายในครั้งนั้นถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ" "หมายความว่า... พี่สุรชัยเขาก็มีสิทธิ์ในที่ดินนี้เหมือนกันน่ะเหรอครับ" สุพจน์เริ่มสับสน "แล้วทำไมเขาถึงต้องไปทำเรื่องยุ่งยากกับบริษัทอารยะทรัพย์สิน เพื่อที่จะได้ครอบครองที่ดินทั้งหมด" "นั่นคือสิ่งที่น่าสงสัยครับคุณสุพจน์" ทนายกล่าว "หากเขาเป็นเจ้าของที่ดินมาก่อนจริงๆ การทำธุรกรรมที่ซับซ้อนเช่นนี้ อาจจะเป็นการปกปิดบางสิ่งบางอย่าง หรืออาจจะมีผลประโยชน์แอบแฝงอยู่เบื้องหลัง" "ผมคิดว่าแบบนั้นครับ" สุพจน์กล่าว "ผมรู้สึกว่าพี่สุรชัยกำลังปิดบังอะไรบางอย่าง เขาบอกว่าทำไปเพื่อครอบครัว แต่ผมไม่แน่ใจว่าครอบครัวที่เขากล่าวถึงนั้น คือครอบครัวของเราจริงๆ หรือเปล่า" "ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณครับ" ทนายกล่าว "จากข้อมูลที่คุณให้มา รวมถึงสัญญาฉบับนี้ ทำให้ผมมีแนวคิดใหม่ๆ ที่จะตรวจสอบเรื่องนี้ต่อครับ" "คุณทนายพอจะช่วยผมได้ไหมครับ" สุพจน์ถามอย่างมีความหวัง "ผมอยากจะรู้ความจริงทั้งหมด" "แน่นอนครับคุณสุพจน์" ทนายตอบอย่างหนักแน่น "หน้าที่ของผมคือการช่วยเหลือคุณ และครอบครัวของเราให้ได้รับความเป็นธรรม ผมจะเริ่มตรวจสอบที่มาที่ไปของที่ดินผืนนี้อย่างละเอียดอีกครั้ง โดยเฉพาะการซื้อขายในอดีตของคุณสุรชัย และจะดูว่ามีธุรกรรมใดๆ ที่น่าสงสัยเกี่ยวข้องกับบริษัทอารยะทรัพย์สินอีกหรือไม่" "ผมต้องการให้คุณทนายช่วยสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทอารยะทรัพย์สินด้วยครับ" สุพจน์เสริม "ผมสงสัยว่าเบื้องหลังการดำเนินการของบริษัทนี้ อาจจะมีใครบางคนเข้ามาเกี่ยวข้อง" "ผมจะทำอย่างเต็มที่ครับ" ทนายกล่าว "แต่ผมต้องเตือนคุณว่า เรื่องนี้อาจจะมีความซับซ้อนและอาจจะใช้เวลาพอสมควร" "ผมเข้าใจครับ" สุพจน์ตอบ "ผมพร้อมที่จะรอ และผมพร้อมที่จะสู้เพื่อให้ได้ความจริงกลับคืนมา" หลังจากการพูดคุยกับทนาย สุพจน์ก็รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาบ้าง แม้ว่าความจริงที่เขาค้นพบจะยังไม่สมบูรณ์ แต่เขาก็ได้ก้าวเข้าใกล้ความจริงไปอีกขั้นแล้ว เขาขับรถกลับบ้านด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความหวัง เขารู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้ยังอีกยาวไกล แต่เขาก็จะไม่ยอมแพ้ เมื่อกลับมาถึงบ้าน สุพจน์ก็ตรงไปที่ห้องทำงานของเขา เขานั่งลงหน้าคอมพิวเตอร์ และเริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทอารยะทรัพย์สินอีกครั้ง แต่คราวนี้ เขาใช้ข้อมูลที่ได้จากทนาย และจากสัญญาฉบับเก่ามาประกอบการค้นหา เขาสงสัยว่า การที่สุรชัยเป็นผู้ซื้อที่ดินผืนนั้นมาตั้งแต่ต้น อาจจะหมายความว่าพ่อของเขาอาจจะไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินผืนนั้นทั้งหมด หรืออาจจะมีการแบ่งปันกรรมสิทธิ์กันในรูปแบบที่ซับซ้อนกว่าที่เคยเข้าใจ สุพจน์ใช้เวลาหลายชั่วโมงในการค้นหาข้อมูล เขาตรวจสอบรายชื่อผู้ถือหุ้นในบริษัทอารยะทรัพย์สิน ย้อนไปถึงประวัติการก่อตั้งบริษัท และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา "นี่ไง!" สุพจน์อุทานเมื่อเขาพบข้อมูลบางอย่างที่น่าสนใจ เขาพบว่าในอดีต โครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัทอารยะทรัพย์สิน มีชื่อของบุคคลที่ไม่คุ้นเคยปรากฏอยู่ด้วย และที่น่าแปลกใจยิ่งกว่านั้น คือชื่อของบุคคลผู้นั้น เคยมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ดินในอดีต และเคยร่วมงานกับพ่อของเขาในโครงการพัฒนาบางโครงการ "คนผู้นี้เป็นใครกันแน่" สุพจน์พึมพำ "แล้วทำไมชื่อของเขาถึงไปปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้ถือหุ้นของอารยะทรัพย์สิน" เขาเริ่มลงลึกไปอีกขั้น โดยการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลผู้นั้น เขาพบว่าบุคคลผู้นี้เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาก แต่ก็มีข่าวลือเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในธุรกิจของเขาอยู่บ้าง "นี่แหละคือคนที่อยู่เบื้องหลัง" สุพจน์คิด "พี่สุรชัยคงจะร่วมมือกับคนผู้นี้ เพื่อที่จะครอบครองที่ดินทั้งหมด" ความคิดนี้ทำให้สุพจน์รู้สึกโกรธจัด เขาไม่สามารถยอมรับได้ที่พี่ชายของเขา จะยอมทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แม้จะต้องหักหลังครอบครัว เขาตัดสินใจที่จะเก็บข้อมูลนี้ไว้เป็นความลับชั่วคราว และจะรอให้ทนายตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดให้เสร็จสิ้นเสียก่อน ก่อนที่สุพจน์จะลุกออกจากคอมพิวเตอร์ เขาก็เหลือบไปเห็นอีเมลฉบับหนึ่งที่ยังไม่ได้อ่าน เป็นอีเมลที่ส่งมาจากบริษัทอารยะทรัพย์สิน ส่งมาถึงเขาโดยตรง "นี่มันอะไรกัน" สุพจน์สงสัย เขาเปิดอีเมลขึ้นมาอ่าน เนื้อหาในอีเมลนั้น เป็นการเชิญชวนให้สุพจน์เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทอารยะทรัพย์สิน ที่จะจัดขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า "การประชุมผู้ถือหุ้น?" สุพจน์ทวนคำ "แต่ผมไม่ใช่ผู้ถือหุ้นของบริษัทอารยะทรัพย์สินนี่นา" เขาอ่านอีเมลต่อไป และพบว่าในอีเมลนั้น มีเอกสารแนบมาด้วย เป็นเอกสารที่ระบุว่าเขาเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยของบริษัทอารยะทรัพย์สิน โดยมีจำนวนหุ้นที่ถืออยู่นั้นไม่มากนัก "เป็นไปได้อย่างไร" สุพจน์อุทานด้วยความตกใจ "ผมไม่เคยซื้อหุ้นของบริษัทนี้เลย" เขาเริ่มคิดว่านี่อาจจะเป็นแผนการของสุรชัย เพื่อที่จะให้เขามีส่วนร่วมในการประชุมผู้ถือหุ้น และอาจจะถูกหลอกลวงให้ขายหุ้นที่ถืออยู่นั้นในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริง "เราต้องระวังตัวให้มากขึ้น" สุพจน์บอกตัวเอง "ทุกอย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้ ดูเหมือนจะเป็นแผนการที่ถูกวางไว้อย่างดี" สุพจน์ปิดคอมพิวเตอร์ลง เขารู้สึกเหนื่อยล้า แต่ก็ยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะค้นหาความจริงให้พบ เขาเชื่อว่าสักวันหนึ่ง ความจริงจะปรากฏ และเขาจะสามารถนำความยุติธรรมกลับคืนมาสู่ครอบครัวของเขาได้

5,634 ตัวอักษร