สายใยรักของแม่ในไร่ข้าวโพด

ตอนที่ 10 / 48

ตอนที่ 10 — ความหวังจากเมล็ดพันธุ์ใหม่

แสงจันทร์สีนวลสาดส่องลอดช่องหน้าต่างไม้เก่าแก่เข้ามาในห้องนอนเล็กๆ ของมะปราง กลิ่นอับชื้นของบ้านเก่าผสมผสานกับกลิ่นดินที่ติดตัวเธอมาจากไร่ ยังคงรบกวนใจไม่เสื่อมคลาย คืนนี้เธอนอนไม่หลับ สมองยังคงประมวลผลกับตัวเลขในบัญชีที่ดูมืดมน กับยอดหนี้สินที่พอกพูนขึ้นทุกวัน ราวกับเงาดำที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาบดบังแสงสว่างของชีวิต เธอพลิกตัวไปมาบนที่นอนเก่า เสียงไม้ลั่นเบาๆ ยามที่เธอขยับกาย ช่างปลุกเร้าความรู้สึกโดดเดี่ยวให้ยิ่งเด่นชัดขึ้นไปอีก “นี่เราจะทำยังไงต่อไปดีนะ” เธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ เสียงของเธอแหบพร่าจนแทบไม่ได้ยิน มือเรียวบางลูบลงบนหน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นเล็กน้อยอย่างแผ่วเบา ดวงตาคู่สวยฉายแววแห่งความห่วงใยและความกังวลที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน “หนูต้องอดทนนะลูก แม่จะสู้ทุกอย่างเพื่อหนู” เธอหลับตาลง พยายามนึกถึงภาพไร่ข้าวโพดที่เคยเขียวขจี สมบูรณ์ และเต็มไปด้วยความหวัง ภาพของพ่อที่เคยภูมิใจในผลผลิตที่ได้จากผืนดินผืนนี้ ภาพของแม่ที่คอยดูแลเอาใจใส่ทุกต้นข้าวโพด ราวกับลูกหลานของตนเอง ความทรงจำเหล่านั้นเป็นเหมือนแรงผลักดันเล็กๆ ที่ช่วยประคองเธอไม่ให้จมดิ่งลงไปในห้วงแห่งความสิ้นหวัง รุ่งเช้าที่อากาศสดใสแต่ก็ยังคงความอบอ้าว มะปรางลุกขึ้นจากที่นอนอย่างรวดเร็ว เธออาบน้ำล้างหน้าด้วยน้ำเย็นจัดจากถังไม้ เพื่อปลุกร่างกายให้ตื่นตัว เธอสวมเสื้อผ้าชุดเดิมที่เปื้อนดินเปื้อนโคลนเล็กน้อย ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องครัวเล็กๆ ที่มีเพียงเตาถ่านเก่าๆ และอุปกรณ์เครื่องครัวที่ใช้งานมานานหลายปี เธอล้างมือในกะละมังที่ตั้งอยู่ข้างนอก แล้วหยิบตะกร้าหวายใบเก่าขึ้นมา “วันนี้ต้องไปหาลุงบุญมาอีกแล้วสินะ” เธอพูดกับตัวเองพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ลุงบุญเป็นชาวไร่รุ่นเก๋าที่อาศัยอยู่ไม่ไกลจากบ้านเธอ เขาเป็นเพื่อนบ้านที่คอยช่วยเหลือครอบครัวของเธอมาตลอด แม้ในช่วงที่พ่อกับแม่ยังมีชีวิตอยู่ เขาก็ยังคงให้คำปรึกษาและช่วยเหลืออยู่เสมอ เมื่อเดินออกจากบ้าน มะปรางสูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้าเข้าไปเต็มปอด กลิ่นดิน กลิ่นหญ้า กลิ่นดอกไม้ป่าที่ขึ้นแซมอยู่ริมทางเข้าไร่ เป็นกลิ่นที่คุ้นเคยและปลอบประโลมใจเธอเสมอ เธอมองไปยังทุ่งข้าวโพดที่ยังคงมีต้นที่รอดตายอยู่บ้าง แม้จะดูแห้งแล้งและไม่สมบูรณ์นัก แต่มันก็ยังคงเป็นความหวังสุดท้ายของเธอ “สวัสดีจ้ะลุงบุญ” มะปรางเอ่ยทักเมื่อเห็นร่างท้วมของลุงบุญกำลังนั่งพักอยู่ใต้ต้นมะม่วงใหญ่ริมรั้วไร่ของเขา ลุงบุญเงยหน้าขึ้นมองเมื่อได้ยินเสียงทัก ใบหน้าที่มีริ้วรอยแห่งกาลเวลาฉายแววยิ้มกว้าง “อ้าว มะปราง มาแต่เช้าเลยนะ มีอะไรเหรอ” ลุงบุญถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน “ก็… หนูอยากจะมาขอคำปรึกษาเรื่องเมล็ดพันธุ์น่ะค่ะลุง” มะปรางเดินเข้าไปนั่งลงข้างๆ ลุงบุญ “เมล็ดพันธุ์ชุดเก่าที่พ่อเคยซื้อไว้ มันเริ่มจะไม่ออกดอกออกผลเหมือนเดิมแล้วค่ะ บางทีก็เป็นโรค บางทีก็ไม่สมบูรณ์” ลุงบุญพยักหน้าช้าๆ “เข้าใจเลยล่ะ สมัยนี้เมล็ดพันธุ์มันก็เหมือนคนนะ บางทีก็อ่อนแอ ไม่ทนทานต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยๆ พ่อของเธอก็เคยเจอปัญหานี้เหมือนกัน” “แล้ว… มีเมล็ดพันธุ์ชนิดไหนที่ลุงพอจะแนะนำได้บ้างคะ หนูอยากได้พันธุ์ที่ทนทานต่อโรค แล้วก็ให้ผลผลิตดีๆ หน่อยน่ะค่ะ” มะปรางถามอย่างมีความหวัง ลุงบุญครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ที่จริง… ข้าวโพดพันธุ์ใหม่ที่เขาเอามาทดลองปลูกกันแถวนี้ก็มีนะ เห็นว่าทนทานต่อสภาพอากาศ แล้วก็ต้านทานโรคได้ดีกว่าพันธุ์เก่าเยอะเลย แล้วก็ให้ผลผลิตสูงด้วยนะ” “จริงเหรอคะ แล้ว… หนูจะหาซื้อได้ที่ไหนคะ” ดวงตาของมะปรางเป็นประกายขึ้นมาทันที “เดี๋ยวลุงลองถามเพื่อนบ้านที่เขาไปอบรมโครงการส่งเสริมการเกษตรดูนะ เขาอาจจะมีแหล่ง หรืออาจจะมีใครที่ได้ลองปลูกแล้ว ถ้ามีลุงจะรีบมาบอกเลย” ลุงบุญตอบด้วยรอยยิ้ม “แต่อย่าเพิ่งหวังมากนะ บางทีมันก็หายากเหมือนกัน” “ขอบคุณมากเลยค่ะลุงบุญ หนูไม่รู้จะทำยังไงถ้าไม่มีลุงคอยช่วยเหลือ” มะปรางรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก “ไม่เป็นไรหรอกน่า เรามันก็เป็นบ้านใกล้เรือนเคียงกัน พ่อแม่ของเธอก็มีบุญคุณกับลุงมาก” ลุงบุญตบที่ไหล่มะปรางเบาๆ “แต่เรื่องหนี้นะ… ยังไงก็ต้องหาทางจัดการนะ อย่าปล่อยไว้ ไม่งั้นมันจะบานปลายไปเรื่อยๆ” มะปรางพยักหน้าอย่างเข้าใจ “หนูรู้ค่ะลุง หนูพยายามหาทางอยู่ค่ะ” หลังจากคุยกับลุงบุญเสร็จ มะปรางก็เดินกลับไปที่ไร่ของเธอ เธอเดินสำรวจต้นข้าวโพดที่เหลืออยู่ พยายามประเมินสภาพของมันอย่างละเอียด เธอตัดสินใจว่า ถึงแม้ผลผลิตจากต้นเหล่านี้จะน้อยนิด แต่เธอก็จะเก็บเกี่ยวให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อนำไปขายและนำเงินมาเป็นทุนในการปรับปรุงดินและซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ “เราต้องทำให้ได้” เธอกลอบกับตัวเองขณะก้มลงไปถอนวัชพืชที่ขึ้นรกอยู่รอบๆ โคนต้นข้าวโพด “ต้องสู้เพื่ออนาคตของลูก” ตลอดทั้งวัน มะปรางทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับไร่ข้าวโพดอย่างเต็มที่ เธอทำงานตั้งแต่เช้าจรดเย็น ไม่ได้หยุดพัก จนกระทั่งตะวันเริ่มคล้อยต่ำลง ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง เธอยังคงยืนมองผืนดินของเธอด้วยความมุ่งมั่น “ไม่ว่าใครจะมาเอายังไงก็ตาม หนูจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาแย่งไร่นี้ไปเด็ดขาด” เธอกล้ำกลืนคำพูดนั้นลงไปในลำคอ พร้อมกับความรู้สึกหนักอึ้งที่ยังคงเกาะกุมหัวใจ ในขณะที่มะปรางกำลังทำงานอย่างขยันขันแข็ง อยู่ๆ ก็มีรถกระบะสีดำคันใหญ่แล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้านของเธอ เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มชวนให้ตกใจ มะปรางเงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัย “ใครมาแต่เย็นนะ” เธอพึมพำกับตัวเอง ประตูรถเปิดออก เผยให้เห็นร่างของชายร่างท้วม สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดสะอ้าน ใบหน้าดูเรียบเฉย แต่แววตาคมกริบราวกับจะมองทะลุเข้าไปในใจของเธอ ชายคนนั้นคือคุณสมชาย เจ้าของโรงสีใหญ่ในตัวเมือง และเป็นนายทุนที่เคยเข้ามาทาบทามขอซื้อที่ดินของพ่อแม่เธอหลายครั้ง “สวัสดีครับ คุณมะปราง” เสียงทุ้มเย็นของสมชายดังขึ้น “มาเยี่ยมเยียนถึงไร่เลยทีเดียว” มะปรางยืนนิ่ง มองเขาด้วยความไม่ไว้วางใจ “มีอะไรหรือคะคุณสมชาย” “ก็แค่อยากจะมาดูความคืบหน้าของไร่น่ะครับ เห็นเงียบๆ ไป ไม่ทราบว่าผลผลิตเป็นยังไงบ้าง” สมชายเดินเข้ามาใกล้ๆ ช้าๆ สายตาของเขากวาดมองไปทั่วบริเวณไร่ “ก็… กำลังจะเก็บเกี่ยวค่ะ” มะปรางตอบเสียงเรียบ พยายามเก็บซ่อนความกังวลที่ฉายชัดบนใบหน้า “อืม… เห็นว่ากำลังมีปัญหาเรื่องหนี้นะครับ” สมชายพูดขึ้นมาลอยๆ ราวกับรู้ทุกเรื่อง “ผมได้ยินมาว่า… ธนาคารกำลังจะยึดที่ดินผืนนี้ของคุณ” หัวใจของมะปรางเต้นระรัว เธอจ้องมองสมชายอย่างไม่เชื่อสายตา “ใคร… ใครบอกคุณคะ” “เรื่องพวกนี้… มันหาข่าวได้ไม่ยากหรอกครับ” สมชายยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย “ผมเลยอยากจะมาเสนอทางออกให้คุณ” “ทางออก?” มะปรางถามเสียงสั่น “ใช่ครับ” สมชายเดินเข้าไปใกล้จนมะปรางรู้สึกอึดอัด “ผมจะช่วยคุณใช้หนี้ทั้งหมด แล้วคุณก็ยกที่ดินผืนนี้ให้ผมไปซะ ดีกว่าต้องเสียไปให้ธนาคาร หรือเสียไปฟรีๆ” “ไม่ค่ะ!” มะปรางปฏิเสธทันควัน “หนูไม่ขายที่ดินผืนนี้เด็ดขาด” “ใจเย็นๆ ก่อนสิครับคุณมะปราง” สมชายพูดพลางยกมือขึ้นเชิงห้าม “ลองคิดดูดีๆ นะครับ คุณกำลังจะเสียทุกอย่างไปอยู่แล้ว จะเก็บที่ดินผืนนี้ไว้เพื่ออะไร ในเมื่อคุณก็ทำมันต่อไปไม่ไหว” “หนูจะทำต่อไปให้ได้ค่ะ!” มะปรางตะโกนเสียงดัง “นี่คือสมบัติชิ้นสุดท้ายของพ่อแม่ หนูจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาเอาไปเด็ดขาด!” “หึ… ความรักของลูกผู้หญิงนี่มันช่างยิ่งนัก” สมชายหัวเราะในลำคอ “แต่ความรู้สึกน่ะ มันเอาไปจ่ายหนี้ไม่ได้หรอกนะ เอาล่ะ ผมให้เวลาคุณคิด ผมจะกลับมาอีกครั้งพร้อมข้อเสนอที่ดีกว่าเดิม” พูดจบ สมชายก็หันหลังเดินกลับไปที่รถ ทิ้งให้มะปรางยืนตัวสั่นเทาอยู่เพียงลำพังท่ามกลางแสงแดดยามเย็นที่เริ่มจะอ่อนแรงลง ความหวังที่เพิ่งก่อตัวขึ้นมาเมื่อครู่ ถูกพายุลูกใหม่ของสมชายพัดพาไปจนเกือบหมดสิ้น

6,111 ตัวอักษร