น้ำตาของคนบาป

ตอนที่ 7 / 49

ตอนที่ 7 — ความจริงปรากฏในคืนวันพระ

แสงจันทร์สีเงินสาดส่องลงมายังลานวัดทุ่งนามังกรที่เงียบสงัด เสียงสวดพระอภิธรรมยังคงดังเป็นระยะๆ แต่เบาบางลงกว่าช่วงหัวค่ำ หลวงพ่อยิ่งลาภ หรือชื่อเดิมคือคุณวิรัช นั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของศาลา หลับตาพริ้ม มือเรียวกรีดกรายเบาๆ ตามจังหวะบทสวดที่ขับขาน ดวงตาที่เคยฉายแววเจ้าเล่ห์ บัดนี้กลับมีประกายแห่งความสงบ แต่ภายใต้ความสงบนั้น ซ่อนเร้นความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอธิบาย ความรู้สึกผิดบาปที่กัดกินใจมานานนับปี เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อได้อยู่ใกล้ชิดกับความสูญเสียที่แท้จริง โยมวันดี ภรรยาของคุณวิรัช ผู้ที่หลวงพ่อเรียกท่านว่า "โยมวันดี" เพื่อตัดขาดทางโลกอย่างแท้จริง แต่ใจที่เคยแข็งกระด้าง บัดนี้อ่อนไหวเหลือเกิน เธอนั่งอยู่ไม่ไกลนัก จ้องมองไปยังโลงศพของมารดาตนเองที่วางอยู่เบื้องหน้า น้ำตาหยาดใสยังคงไหลรินไม่ขาดสาย แววตาเต็มไปด้วยความโศกเศร้าเสียใจ ไม่อาจยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ หลวงพ่อยิ่งลาภเหลือบมองเธอเป็นครั้งคราว ภาพของโยมวันดีในชุดดำสนิทที่ดูบอบช้ำ ทำให้หัวใจของท่านบีบรัดอย่างน่าประหลาด "หลวงพ่อเจ้าคะ" เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นมาจากด้านหลัง หลวงพ่อยิ่งลาภลืมตาขึ้นเล็กน้อย เห็นร่างของแม่ชีอิ่มยืนอยู่เบื้องหลัง "ถึงเวลาที่หลวงพ่อต้องพักแล้วนะเจ้าคะ" หลวงพ่อยิ่งลาภพยักหน้ารับอย่างเชื่องช้า "โยมแม่ยังคงเศร้าโศกมากนัก" ท่านเอ่ยเสียงแผ่วเบา แม่ชีอิ่มถอนหายใจเบาๆ "ความตายเป็นของไม่เที่ยงนะเจ้าคะ ทุกคนต้องพบเจอ วันนี้เป็นวันของโยมมารดาของโยมปรางทิพย์ วันหน้าก็อาจจะเป็นวันของเรานะเจ้าคะ" "คำพูดของโยมแม่นั้นลึกซึ้งนัก" หลวงพ่อยิ่งลาภเอ่ยพลางผินหน้ามองโยมวันดีอีกครั้ง "แต่บางครั้ง การปลอบประโลมด้วยคำพูดก็ไม่อาจทดแทนความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นได้" "ความเจ็บปวดนี้จะค่อยๆ จางหายไปเองเจ้าค่ะ เมื่อเวลาผ่านไป" แม่ชีอิ่มกล่าว "แต่สิ่งที่คงอยู่ตลอดไปคือบุญกุศลที่เราได้ทำไว้" หลวงพ่อยิ่งลาภพยักหน้ารับอีกครั้ง ท่านลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จีวรสีแก่นขนุนพลิ้วไหวเบาๆ ยามที่ท่านก้าวเดิน ท่ามกลางความเงียบสงัดของยามดึกสงัด ท่านเดินตรงไปยังร่างของโยมวันดีที่ยังคงนั่งนิ่งราวกับรูปปั้น "โยมวันดี" เสียงทุ้มแผ่วเบาดังขึ้น โยมวันดีสะดุ้งเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นมองหลวงพ่อยิ่งลาภ ดวงตาแดงก่ำ "ข้ามาอยู่เป็นเพื่อนนะ" โยมวันดีมองใบหน้าของหลวงพ่อยิ่งลาภอย่างพิจารณา แม้จะเห็นท่านในชุดสมณะ แต่ก็ยังอดรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด "ขอบคุณเจ้าค่ะหลวงพ่อ" เสียงของเธอแหบพร่า "แม่จากไปอย่างกะทันหัน ดิฉันยังทำใจไม่ได้เลยเจ้าค่ะ" "ความเสียใจเป็นเรื่องปกติ" หลวงพ่อยิ่งลาภกล่าว "แต่จงระลึกถึงสิ่งดีๆ ที่โยมมารดาได้ทิ้งไว้ให้ และจงหมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่าน" "ดิฉันพยายามแล้วเจ้าค่ะ" โยมวันดีเอ่ย "แต่ก็ยังรู้สึกว่ามันไม่พอ" หลวงพ่อยิ่งลาภทรุดตัวลงนั่งข้างๆ โยมวันดีอย่างสุภาพ "บาปบุญคุณโทษนั้น มันเป็นสิ่งที่ติดตัวเราไปตลอด" ท่านเอ่ยเสียงเบา "การที่โยมมารดาของเจ้าเสียชีวิตอย่างสงบ ถือเป็นบุญใหญ่ของท่านแล้ว" "หลวงพ่อเจ้าคะ" โยมวันดีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ถ้าคนเราทำผิดพลาดไปมากมายในชีวิต จะมีหนทางไหนที่จะไถ่บาปได้บ้างเจ้าคะ" คำถามนั้นราวกับมีดกรีดลงกลางใจหลวงพ่อยิ่งลาภ ท่านเงียบไปครู่หนึ่ง ลมหายใจติดขัด รู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่แล่นไปทั่วร่าง "การสำนึกผิด และการไม่หวนกลับไปทำผิดซ้ำ" ท่านเอ่ยเสียงแหบ "คือหนทางที่ดีที่สุด" "แต่บางครั้ง ความผิดพลาดก็ไม่อาจลบล้างได้ง่ายๆ นะเจ้าคะ" โยมวันดีกล่าว น้ำตาเริ่มคลออีกครั้ง "บางครั้ง สิ่งที่ทำไป มันก็ทำร้ายคนอื่นอย่างแสนสาหัส" หลวงพ่อยิ่งลาภกลืนน้ำลายลงคอ "การให้อภัย เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง" ท่านเอ่ย "ทั้งการให้อภัยผู้อื่น และการให้อภัยตนเอง" "ดิฉันไม่รู้ว่าดิฉันจะให้อภัยตนเองได้หรือไม่เจ้าค่ะ" โยมวันดีเอ่ย "บางที ดิฉันอาจเป็นคนบาปที่ไม่มีวันหลุดพ้น" "ไม่มีใครเป็นคนบาปที่ไม่มีวันหลุดพ้นไปตลอดกาลหรอกโยม" หลวงพ่อยิ่งลาภกล่าว "หากจิตใจยังมีความตั้งมั่นที่จะทำความดี และหมั่นหมั่นภาวนา" ขณะที่หลวงพ่อยิ่งลาภกำลังจะกล่าวอะไรต่อไป เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง "หลวงพ่อครับ" เป็นเสียงของพระลูกวัดที่เดินเข้ามา "โยมปรางทิพย์มาถึงแล้วครับ" โยมวันดีหันไปมอง ก็เห็นร่างของลูกสาวตนเองปรากฏตัวขึ้นในชุดสีขาวสะอาดตา ใบหน้าซูบผอมแต่ยังคงความสง่างาม ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความเศร้าโศก แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเข้มแข็ง "แม่คะ" ปรางทิพย์เอ่ยเสียงแผ่วเบา เดินตรงเข้ามาหาโยมวันดี "หนูมาแล้วค่ะ" ทั้งสองแม่ลูกสวมกอดกันแน่น น้ำตาของความอาลัยหลั่งไหลออกมาอย่างไม่อาจห้ามได้ หลวงพ่อยิ่งลาภมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่หลากหลายปะปนกัน ทั้งความสงสาร ความเห็นใจ และความรู้สึกผิดบาปที่เพิ่มพูนขึ้นอย่างทวีคูณ "ข้าต้องไปเตรียมตัวสำหรับพิธีช่วงเช้า" หลวงพ่อยิ่งลาภเอ่ยเสียงเบา ลุกขึ้นยืน "หากมีสิ่งใด ต้องการให้ข้าช่วยเหลือ ก็บอกได้นะโยม" "ขอบคุณเจ้าค่ะหลวงพ่อ" ปรางทิพย์ตอบรับเสียงแผ่วเบา โดยที่ยังไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองหลวงพ่อยิ่งลาภอย่างเต็มตา หลวงพ่อยิ่งลาภเดินจากไป ทิ้งให้สองแม่ลูกได้ปลอบประโลมซึ่งกันและกัน ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความโศกเศร้าและความเงียบสงัดของยามค่ำคืน เสียงสวดพระอภิธรรมยังคงดังเป็นระยะๆ ราวกับเป็นเสียงสะท้อนของความเจ็บปวดและความสูญเสียที่ไม่อาจเลือนหายไปจากใจได้ง่ายๆ

4,238 ตัวอักษร