เงาเลือดกลางมหานคร

ตอนที่ 25 / 42

ตอนที่ 25 — แผนซ้อนแผนของอันโตนิโอ

เสียงปืนยังคงกึกก้องไปทั่วบริเวณท่าเรือน้ำลึกคลองเตย พัชราภาหมอบต่ำหลังตู้คอนเทนเนอร์ขนาดมหึมา พลางประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว กระสุนนัดแล้วนัดเล่าพุ่งแหวกอากาศเข้าใส่กลุ่มตำรวจที่พยายามยิงตอบโต้ เสียงตะโกนสั่งการดังระงม ผสมกับเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของใครบางคนที่ถูกลูกหลง “ถอย! ถอย!” พัชราภาตะโกนผ่านวิทยุสื่อสาร “เราต้องล่าถอย! ยังไม่ถึงเวลาปะทะตรงๆ!” จ่าสิบเอกสมชายที่หมอบอยู่ไม่ไกลตะโกนกลับมา “แต่สารวัตร เราเสียเปรียบเรื่องอาวุธและจำนวนคนนะครับ พวกมันมากันเป็นกองทัพ!” “ฉันรู้!” พัชราภาตอบเสียงเข้ม “แต่เป้าหมายของเราไม่ใช่การปะทะใหญ่ตอนนี้ เราต้องหาทางถอนกำลังออกมาให้ได้ก่อน ถ้าเราพลาดตรงนี้ ข้อมูลทั้งหมดที่ได้มาก็จะสูญเปล่า! ส่งสัญญาณให้ทีมอื่นรู้ว่าเรากำลังเจอการต้านทานอย่างหนัก และให้เตรียมพร้อมรับมือหากคนพวกนี้หลุดออกไป!” เธอเหลือบมองไปทางฝั่งที่เกิดการปะทะอย่างดุเดือด เห็นเงาร่างของอันโตนิโอเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วท่ามกลางความโกลาหล เขาดูเหมือนจะคุมสถานการณ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ราวกับว่าการโจมตีครั้งนี้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ทุกกระเบียดนิ้ว “แผนซ้อนแผนอีกแล้วสินะ อันโตนิโอ” เธอพึมพำกับตัวเอง “สารวัตรครับ! ผมเห็นรถบรรทุกสองคันกำลังเคลื่อนตัวออกจากโกดังทางด้านทิศตะวันตก! เหมือนจะบรรทุกอะไรบางอย่างหนักๆ ครับ!” เสียงของสิบตำรวจโทนที ดังขึ้นผ่านวิทยุ “รถบรรทุก? นั่นแหละเป้าหมาย!” พัชราภาคิดในใจ “สมชาย! ที! ฟังนะ เราจะต้องแยกเป็นสองทีม ทีมหนึ่งจะล่อความสนใจของพวกมันเอาไว้ ส่วนอีกทีมจะตามรถบรรทุกคันนั้นไปให้ได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม” “แต่สารวัตรครับ มันอันตรายเกินไปนะครับ!” สมชายคัดค้าน “ฉันสั่ง! นี่คือคำสั่งสุดท้าย! ฉันจะนำทีมล่อพวกมันเอง ส่วนนายกับที ให้รีบพาหน่วยที่เหลือตามรถบรรทุกไปให้เร็วที่สุด ถ้าเราปล่อยให้ของที่อยู่ในรถนั่นออกไปได้ งานของเราก็จะยากขึ้นเป็นสิบเท่า!” พัชราภาตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เธอหยิบปืนพกประจำกายขึ้นมา เล็งไปยังทิศทางที่เสียงปืนดังมาจาก “เวลาของเรามีจำกัด รีบไป!” สมชายลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า “ครับสารวัตร! เราจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง!” เมื่อสมชายและทีมส่วนหนึ่งเคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว พัชราภาก็เหลือบมองไปยังทิศทางที่รถบรรทุกเคลื่อนออกไปอีกครั้ง เธอสูดหายใจลึก เก็บความรู้สึกกลัวและความกังวลไว้ภายใน สวมหน้ากากนักสู้ที่คุ้นเคย “เอาล่ะ พวกนอกกฎหมายทั้งหลาย ถึงเวลาที่ต้องจ่ายคืนแล้ว!” เธอตะโกนลั่น พร้อมกับลุกขึ้นยืนและยิงปืนเข้าใส่กลุ่มคนของอันโตนิโอที่กำลังมุ่งหน้าเข้ามา “ใครก็ได้! บอกทีว่าเห็นอันโตนิโออยู่ตรงไหน!” เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่า พัชราภาเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว หลบหลีกกระสุนที่พุ่งเข้ามาอย่างแม่นยำ เธอยิงตอบโต้กลับไปอย่างไม่ลดละ พยายามหาช่องว่างเพื่อสร้างความสับสนให้กับฝ่ายตรงข้าม “ยัยสารวัตรคนนี้มันอันตรายเกินไป! จับเป็นหรือจับตาย!” เสียงตะโกนของหนึ่งในลูกสมุนของอันโตนิโอ ดังลอดผ่านเสียงปืนมา พัชราภาได้ยินดังนั้นก็ยิ้มมุมปาก “กลัวแล้วเหรอ? แต่มันสายเกินไปแล้วล่ะ!” เธอคิดในใจ เธอรู้ดีว่าการเผชิญหน้ากับอันโตนิโอในเวลานี้เป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่งยวด แต่เธอก็ไม่มีทางเลือกอื่น หากต้องการไขคดีนี้ให้สำเร็จ เธอต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเงื่อนงำทั้งหมด ในขณะเดียวกัน รถบรรทุกสองคันที่สิบตำรวจโทนทีเห็น ได้เร่งความเร็วออกไปจากท่าเรือ พยายามแทรกตัวเข้ากับการจราจรที่เริ่มหนาแน่นขึ้นในยามค่ำคืน คนขับรถทั้งสองคันเป็นชายฉกรรจ์ที่ดูแข็งแกร่งผิดปกติ พวกเขาขับรถอย่างชำนาญราวกับรู้เส้นทางลัดทุกซอกทุกมุม “เร็วขึ้นอีกหน่อย! เร็วเข้า! ถ้าพวกตำรวจตามมาทัน เราได้ตายยกคันแน่!” ชายที่นั่งเบาะข้างคนขับตะโกน “ไม่ต้องห่วงน่า! ไอ้พวกตำรวจบ้านนอกนี่ตามเราไม่ทันหรอกน่า! เราขนของสำคัญไปส่งให้เจ้านายแล้ว เราก็จะได้เงินก้อนโตกลับไปนอนกอดสบายๆ!” คนขับรถตอบอย่างมั่นใจ แต่ความมั่นใจนั้นก็อยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อพวกเขาเลี้ยวเข้าสู่ถนนสายรองที่มืดมิด รถยนต์สีดำสนิทคันหนึ่งก็ปรากฏขึ้นด้านหลังอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเปิดไฟสปอร์ตไลท์ส่องมาที่รถบรรทุกของพวกเขา “บ้าเอ๊ย! พวกมันตามมาจนได้!” ชายที่นั่งเบาะข้างคนขับสบถ “ไม่ต้องกลัว! เรามีอาวุธนี่!” คนขับรถหยิบปืนพกออกมา เตรียมพร้อมรับมือ “เดี๋ยวพวกมันก็รู้ว่าใครเจ๋งจริง!” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่ใช่การยิงต่อสู้ที่ดุเดือดอย่างที่เขาคาดหวัง รถยนต์สีดำคันนั้นไม่ได้เร่งความเร็วเข้ามาประชิดเพื่อยิงถล่ม หากแต่ชะลอความเร็วลงเล็กน้อย และที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นคือ คนที่นั่งอยู่ข้างคนขับฝั่งคนขับรถยนต์สีดำได้ลดกระจกลง และโบกมือให้พวกเขาอย่างเป็นมิตร “นั่นมันใครกัน?” คนขับรถบรรทุกชะลอความเร็วลงเล็กน้อย มองไปยังรถยนต์สีดำอย่างงุนงง “ไม่รู้สิ! แต่ท่าทางไม่เหมือนตำรวจนะ!” “ให้ฉันลงไปดูเอง!” ชายที่นั่งเบาะข้างคนขับตัดสินใจอย่างหุนหันพลันแล่น เขาเปิดประตูรถบรรทุก และกระโดดลงไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับปืนพกในมือ เขาเดินตรงเข้าไปหารถยนต์สีดำอย่างระมัดระวัง “แกเป็นใคร? มาทำอะไรตรงนี้?” เขาตะโกนถาม ชายในรถยนต์สีดำยิ้มอย่างใจเย็น “ใจเย็นๆ สหาย ข้ามาเพื่อช่วยพวกเจ้า” “ช่วย? ช่วยอะไร? พวกแกเป็นใคร?” ชายคนนั้นถามด้วยความสงสัย “ข้าชื่อ มาร์โค” ชายในรถยนต์สีดำตอบ “และพวกเราคือพันธมิตรของพวกเจ้า” “พันธมิตร? ของใคร?” “ของคนที่อยู่เบื้องหลังแผนการทั้งหมดนี้ไงเล่า” มาร์โคตอบพร้อมกับกวาดสายตาไปยังรถบรรทุกทั้งสองคัน “ท่านประธานคนใหม่ของพวกแกไง เขาเป็นห่วงความปลอดภัยของพวกเจ้าเป็นพิเศษ และรู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้อาจมีอันตราย” ชายคนนั้นหรี่ตามองมาร์โคอย่างพิจารณา “แล้วทำไมท่านประธานถึงไม่ส่งคนของตัวเองมาคุ้มกันล่ะ? ทำไมต้องเป็นพวกแก?” “เพราะพวกเรามีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง การปรากฏตัวของพวกเราจะช่วยลดความเสี่ยงในการถูกจับตามองได้ดีกว่า” มาร์โคตอบอย่างราบเรียบ “เอาล่ะ! ตอนนี้อันโตนิโอที่ท่าเรือกำลังเจอปัญหาใหญ่ ถ้าพวกแกยังอยู่ที่นี่นานเกินไป อาจจะตกเป็นเป้าได้ง่ายๆ มา! ขึ้นรถของเราสิ เดี๋ยวเราจะพาพวกแกไปส่งที่ปลอดภัย” คนขับรถบรรทุกเริ่มจะคล้อยตาม แต่ชายที่นั่งเบาะข้างคนขับกลับตะโกนมาจากรถบรรทุก “อย่าโง่ไป! นี่มันกับดักแน่! พวกมันอาจจะเป็นพวกตำรวจปลอมตัวมา!” มาร์โคหัวเราะเบาๆ “ตำรวจ? ฮ่าๆๆ ถ้าข้าเป็นตำรวจจริงป่านนี้พวกแกคงถูกจับไปนานแล้ว พวกเขาไม่มีทางทำอะไรได้เลือดเย็นและรวดเร็วแบบนี้หรอก” เขาหยิบซองบุหรี่ออกมาจุด “เอาล่ะ! พวกแกจะเลือกอะไร? อยู่ตรงนี้เสี่ยงอันตราย หรือจะไปกับพวกเราสู่ที่ปลอดภัย?” ชายคนนั้นมองกลับไปที่รถบรรทุก และมองกลับมาที่มาร์โค เขาสัมผัสได้ถึงความจริงใจบางอย่างในน้ำเสียงของมาร์โค ประกอบกับสถานการณ์ที่ท่าเรือดูวุ่นวาย เขาจึงตัดสินใจ “ก็ได้! แต่ถ้าพวกแกหลอกฉันล่ะก็...” “ไม่ต้องห่วง” มาร์โคพูดขึ้น “ความปลอดภัยของพวกแกคือสิ่งสำคัญที่สุดของเราในตอนนี้”

5,512 ตัวอักษร