ตอนที่ 18 — ความจริงที่ปรากฏกลางสายฝน
สายฝนโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย ตั้งแต่ช่วงบ่ายแก่ๆ จนบัดนี้ก็ยังคงตกหนักอย่างต่อเนื่อง เสียงฟ้าร้องครืนๆ ดังมาจากที่ไกลๆ ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเพียงม่านฝนที่บดบังทิวทัศน์จนแทบมองไม่เห็นอะไร
ผมกับภาคย์ยังคงนั่งอยู่ด้วยกันในห้องทำงานของเขา แผนที่เก่าแก่กางอยู่บนโต๊ะ มีเข็มทิศวางทาบอยู่ตรงกลาง เราใช้เวลาทั้งวันพยายามทำความเข้าใจความหมายของมัน แต่ก็ยังคงมีปริศนาอีกมากที่ยังหาคำตอบไม่ได้
"ผมว่า... จุดที่เราเห็นสัญลักษณ์คล้ายกัน มันน่าจะเป็นที่ที่ถูกทำเครื่องหมายไว้" ผมชี้ไปที่มุมแผนที่
"แต่เราจะไปที่นั่นได้อย่างไร" ภาคย์ถาม "แผนที่มันค่อนข้างคลุมเครือ และสภาพอากาศแบบนี้คงไปไหนได้ไม่สะดวก"
"เราต้องไปครับ" ผมยืนยัน "ถ้ามันเป็นเบาะแสสำคัญ เราจะปล่อยไปไม่ได้"
ภาคย์มองผมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวล "แต่..."
"ผมรู้ว่ามันอันตราย" ผมขัดขึ้น "แต่ผมรู้สึกว่าเราใกล้ความจริงเข้ามาแล้ว ถ้าเรารอให้ฝนหยุด อาจจะสายเกินไป"
ภาคย์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า "ก็ได้ เราไปกัน"
เราสองคนสวมเสื้อกันฝน และเตรียมไฟฉาย ก่อนจะก้าวออกไปเผชิญกับสายฝนที่สาดกระหน่ำ ภาคย์ขับรถพาผมไปยังบริเวณที่คิดว่าน่าจะเป็นจุดหมายบนแผนที่ ซึ่งเป็นป่าทึบที่อยู่ห่างจากคฤหาสน์ไปไม่ไกล
เมื่อมาถึง เราจอดรถไว้ริมทาง และเดินลุยฝนเข้าไปในป่า เสียงกิ่งไม้แห้งๆ ที่แตกหักใต้ฝ่าเท้า และเสียงฝนที่ตกกระทบใบไม้ดังระงม บรรยากาศรอบตัวช่างดูน่าสะพรึงกลัว
"เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรามาถูกทาง" ผมถามอย่างกระซิบ
"เข็มทิศ" ภาคย์ตอบ เขาชูเข็มทิศโบราณขึ้นมา หน้าปัดที่สลักเสลาอย่างประณีตสะท้อนแสงไฟฉาย ราวกับมีชีวิต "มันกำลังชี้ไปทางนั้น"
เราเดินตามทิศทางที่เข็มทิศบอก ลึกเข้าไปในป่าที่ยิ่งมืดมิดและรกทึบยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ฝนยังคงตกอย่างไม่หยุดยั้ง เสื้อกันฝนของเราเปียกชุ่ม และอากาศก็เย็นจัด
"ตรงนั้นครับ" ภาคย์ชี้ไปที่ต้นไม้ใหญ่ที่ดูแปลกตา รากของมันแผ่กว้าง และมีลักษณะเหมือนกำลังจะโอบอุ้มบางสิ่งบางอย่างไว้
เมื่อเข้าไปใกล้ เราก็เห็นว่าภายใต้รากไม้เหล่านั้น มีช่องว่างเล็กๆ ที่พอจะมุดเข้าไปได้
"นี่มัน... เหมือนที่ซ่อนเลย" ผมกล่าว
ภาคย์ใช้ไฟฉายส่องเข้าไปในช่องว่างนั้น "มีอะไรอยู่ข้างใน"
เราสองคนมุดเข้าไปในโพรงไม้ที่เปียกชื้นและมืดมิด เมื่อเข้าไปถึงด้านใน ก็พบกับกล่องไม้เก่าอีกใบหนึ่ง ใบนี้มีขนาดใหญ่กว่ากล่องที่เจอในคฤหาสน์มาก
"นี่มัน... คือสิ่งที่พ่อของคุณต้องการจะซ่อนไว้ใช่ไหมครับ" ผมถามภาคย์
ภาคย์พยักหน้า ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความคาดหวัง และความกังวล "ผมหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น"
เราเปิดฝากล่องออก สิ่งที่อยู่ข้างในทำให้ผมถึงกับตะลึง มันคือเอกสารเก่าจำนวนมากที่ถูกจัดเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบ และมีรูปถ่ายเก่าๆ อีกปึกหนึ่ง
"นี่มัน... คืออะไรครับ" ผมหยิบเอกสารแผ่นหนึ่งขึ้นมาดู มันเป็นเอกสารทางกฎหมาย
"ผมคิดว่า... นี่คือพินัยกรรม" ภาคย์กล่าวเสียงสั่น "และเอกสารเกี่ยวกับทรัพย์สินทั้งหมดของครอบครัว"
เราสองคนเริ่มค้นดูเอกสารเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ กับเสียงฝนที่เริ่มเบาลง และเสียงฟ้าร้องที่ห่างออกไป
"ดูนี่สิครับ" ผมชี้ไปที่รูปถ่ายรูปหนึ่ง มันเป็นรูปของผู้หญิงคนหนึ่งที่ผมคุ้นหน้าคุ้นตา "นี่มัน... คุณแม่ของผม"
ภาคย์หยิบรูปถ่ายรูปอื่นขึ้นมาดู "และนี่... ก็คุณแม่ของคุณ"
บนรูปถ่ายเหล่านั้น มีร่องรอยของความสุข และความทรงจำที่เราไม่เคยได้สัมผัส
"แล้ว... ทำไมเอกสารเหล่านี้ ถึงมาอยู่ที่นี่" ผมถาม
"ผมกำลังคิดว่า..." ภาคย์หยิบเอกสารฉบับหนึ่งขึ้นมาอ่าน "นี่คือพินัยกรรมของคุณตาผม... ท่านตั้งใจจะมอบทรัพย์สินส่วนใหญ่ให้กับ... ลูกสาวที่ท่านรัก"
หัวใจผมเต้นแรงขึ้นเมื่ออ่านชื่อในพินัยกรรม
"คุณแม่ของผม..." ผมเอ่ยชื่อของคุณแม่
"ใช่" ภาคย์ตอบ "และในพินัยกรรมยังระบุไว้อย่างชัดเจนว่า... ถ้าลูกสาวของท่านเสียชีวิตก่อนวัยอันควร... ทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นของ... บุตรสาวที่ท่านให้กำเนิด"
ผมยืนนิ่งราวกับถูกสาป โลกทั้งใบหมุนคว้าง ความจริงที่ปรากฏตรงหน้ามันหนักอึ้งเกินกว่าที่ผมจะรับไหว
"แล้ว... พี่สาวของผมล่ะครับ" ผมถามเสียงแผ่วเบา
"ผมไม่แน่ใจ" ภาคย์ถอนหายใจ "แต่ดูเหมือนว่า... คุณแม่ของคุณจะมีลูกสาวเพียงคนเดียว... คือคุณ"
ความจริงที่รอคอยมานาน ได้ปรากฏขึ้นแล้วท่ามกลางสายฝนที่กำลังสงบลง ผมคือผู้สืบทอดที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงภาระที่ถูกส่งต่อ แต่เป็นผู้ที่ถูกเลือกตั้งแต่ต้น
ผมมองภาคย์ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสน และคำถามมากมายที่ยังค้างคาใจ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีความรู้สึกโล่งใจที่ได้รู้ความจริงทั้งหมด แม้ว่ามันจะเจ็บปวดก็ตาม
3,619 ตัวอักษร