เมียหลอกที่กลายเป็นจริง

ตอนที่ 4 / 38

ตอนที่ 4 — งานหมั้นบังหน้าเริ่มขึ้นแล้ว

พรรณรวีแทบจะยืนขาแข็งเมื่อได้ฟังความจริงทั้งหมดจากปากบิดา ความคิดที่ว่าตนเองถูกพ่อแม่หลอกใช้เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจนั้นยังพอทำใจรับได้บ้าง แต่นี่มันเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการได้ คุณภาคภูมิที่เธอเพิ่งเคยเจอหน้าไม่กี่ครั้ง กลับมีความรู้สึกพิเศษบางอย่างต่อเธอมานานแสนนานถึงเพียงนี้ กระทั่งนำไปสู่ข้อเสนอที่เปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาล "พ่อคะ... หนูไม่เข้าใจ" พรรณรวีเอ่ยเสียงสั่นเครือ "คุณภาคภูมิ... เขามีใจให้หนูจริงๆ เหรอคะ แล้วทำไมเขาถึงไม่เคยแสดงออกเลย" คุณชายพงษ์ศักดิ์ถอนหายใจหนักๆ มองลูกสาวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด "เขาบอกว่าเขารู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองมากพอ เขาเป็นคนขี้อาย และกลัวว่าจะถูกปฏิเสธ เขาเฝ้ามองหนูอยู่ห่างๆ มาตลอด แต่พอมีโอกาสเข้ามา เขาจึงไม่ยอมปล่อยให้มันหลุดลอยไป" "แล้วเรื่องที่บริษัทของเรามีปัญหา... มันเกี่ยวกับที่เขาจะช่วยเราทั้งหมดนี่จริงๆ ใช่ไหมคะ" พรรณรวีถามย้ำ พยายามประมวลผลข้อมูลที่ถาโถมเข้ามา "ใช่ลูก" คุณชายพงษ์ศักดิ์ยอมรับ "หนี้สินมันมากมายมหาศาล เราเกือบจะล้มละลายอยู่แล้ว โชคดีที่คุณภาคภูมิยื่นมือเข้ามา แต่ข้อแลกเปลี่ยนของเขาก็หนักหนาจริงๆ" "หนูรู้ค่ะ" พรรณรวีพยักหน้าช้าๆ แม้จะยังรู้สึกมึนงงกับสถานการณ์ "แล้วแผนงานต่อไปคืออะไรคะพ่อ" "เราจะจัดงานหมั้นเล็กๆ ขึ้นในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้า" คุณชายพงษ์ศักดิ์บอก "เป็นงานภายในครอบครัวและคนสนิท เพื่อให้ข่าวสารออกไปในทางที่ดี มันจะเป็นการยืนยันกับทุกฝ่ายว่า การแต่งงานระหว่างพรรณรวีกับคุณภาคภูมิจะเกิดขึ้นแน่นอน" "แต่หนูกับคุณภาคภูมิ... เรายังไม่ได้ตกลงเรื่องการใช้ชีวิตคู่กันจริงๆ เลยนะคะ" พรรณรวีท้วง "พ่อรู้" คุณชายพงษ์ศักดิ์ตอบ "นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องให้เวลาพวกเธอได้ทำความรู้จักกันให้มากขึ้นก่อน งานหมั้นนี้ก็เหมือนเป็นการเปิดทางให้ พวกเธอจะได้มีโอกาสพูดคุยกันมากขึ้น ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน" "หนูควรจะรู้สึกยังไงดีคะพ่อ" พรรณรวีถามอย่างอ่อนแรง "รู้สึกเหมือนเป็นเครื่องมือ หรือรู้สึกดีใจที่เขาแอบชอบหนู" "พ่อเข้าใจว่ามันยากนะลูก" คุณชายพงษ์ศักดิ์เดินเข้าไปกอดลูกสาว "พ่อขอโทษที่ทำให้หนูต้องมาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ แต่พ่อเชื่อว่าสุดท้ายแล้ว พรรณรวีจะผ่านมันไปได้ และอาจจะได้เจอความสุขในแบบที่คาดไม่ถึงก็ได้" "แล้วหนูต้องทำตัวยังไงคะ" "ทำตัวตามปกติ แต่ต้องแสดงออกให้เห็นว่าเรามีความสุขกับการหมั้นครั้งนี้" คุณชายพงษ์ศักดิ์บอก "ยิ้มแย้ม พูดคุยกับคุณภาคภูมิอย่างเป็นมิตร และที่สำคัญที่สุด คือต้องรักษาความลับเรื่องที่พ่อบอกทั้งหมดนี้ไว้" พรรณรวีพยักหน้าอีกครั้ง เธอรู้สึกเหมือนถูกบีบคั้นให้ต้องแสดงละครที่ไม่ใช่บทของเธอ แต่เมื่อมองเห็นสีหน้าของบิดาที่เต็มไปด้วยความกังวลและความหวัง เธอก็อดที่จะยอมรับเงื่อนไขไม่ได้ "หนูจะทำค่ะพ่อ" เธอกล่าวเสียงหนักแน่น "หนูจะพยายามทำให้ดีที่สุด" หลังจากพูดคุยกับบิดาเสร็จ พรรณรวีก็กลับมานั่งนิ่งอยู่คนเดียวในห้องนอน เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง มองเห็นสวนกุหลาบที่ภาคภูมิเคยนำมาให้ ภาพดอกกุหลาบสีแดงเข้มนั้นยังคงติดตา ความรู้สึกสับสนก่อตัวขึ้นภายในใจ การที่ชายหนุ่มที่เพิ่งเคยเจอกลับแอบรักเธอมานานนั้นเป็นเรื่องน่าประหลาดใจยิ่งกว่านิยายเรื่องใดๆ ที่เธอเคยอ่าน "เขาจะรักหนูจริงๆ หรือเปล่า" เธอถามตัวเองซ้ำๆ "หรือว่าทั้งหมดเป็นเพียงแผนการที่ซับซ้อนกว่าที่คิด" ไม่กี่วันต่อมา ภาคภูมิก็ติดต่อมาเพื่อพูดคุยเรื่องการเตรียมงานหมั้น เขาโทรศัพท์มาหาพรรณรวีโดยตรง "สวัสดีครับ คุณพรรณรวี" เสียงทุ้มลึกของเขาดังขึ้นผ่านปลายสาย "สวัสดีค่ะ คุณภาคภูมิ" พรรณรวีตอบ พยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติ "ผมโทรมาเรื่องงานหมั้นนะครับ ผมอยากจะขอเข้าพบคุณพ่อคุณแม่ของคุณ เพื่อปรึกษาเรื่องรายละเอียดต่างๆ" ภาคภูมิกล่าว "ค่ะ ได้ค่ะ" พรรณรวีตอบรับ "คุณพ่อว่างช่วงบ่ายวันเสาร์นี้ค่ะ" "เยี่ยมเลยครับ แล้วถ้าเป็นไปได้ ผมอยากจะขอพบคุณเป็นการส่วนตัวสักครู่ด้วยได้ไหมครับ" ภาคภูมิถาม พรรณรวีชะงักไปเล็กน้อย "เอ่อ... ได้ค่ะ" การนัดพบครั้งนี้ทำให้พรรณรวีรู้สึกประหม่ามากกว่าครั้งแรกเสียอีก เธอพยายามคิดหาว่าจะทำตัวอย่างไรดี จะพูดอะไรดี จะวางตัวแบบไหนดี ในวันนัดหมาย ภาคภูมิมาถึงคฤหาสน์ของเธอพร้อมกับคุณวิวัฒน์ผู้เป็นบิดา คุณชายพงษ์ศักดิ์และคุณหญิงนภาให้การต้อนรับอย่างดี การหารือเรื่องงานหมั้นดำเนินไปอย่างราบรื่น ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นตรงกันในหลายๆ เรื่อง แต่สิ่งที่พรรณรวีสังเกตเห็นคือ สายตาของภาคภูมิที่มักจะจับจ้องมาที่เธออยู่เสมอ เมื่อไหร่ก็ตามที่เธอพูด เขาจะเงียบฟังอย่างตั้งใจ และบางครั้ง เธอก็รู้สึกเหมือนเขาจะยิ้มมุมปากเล็กน้อยเมื่อเธอเผลอ หลังจากพูดคุยกับผู้ใหญ่เสร็จ ภาคภูมิจึงขออนุญาตพรรณรวีเพื่อพูดคุยกันตามลำพัง "คุณพรรณรวีครับ" ภาคภูมิเอ่ยขึ้นเมื่อทั้งสองมานั่งที่มุมหนึ่งของห้องรับแขกที่เงียบสงบ "ผมขอโทษด้วยนะครับที่ทำให้คุณต้องมาอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก" "ไม่เป็นไรค่ะ" พรรณรวีตอบ "หนูก็เข้าใจค่ะ" "ผมได้คุยกับคุณพ่อของผมแล้ว และคุณพ่อของคุณก็เล่าให้ผมฟังเช่นกัน" ภาคภูมิกล่าว "ผมรู้ว่าคุณอาจจะรู้สึกอึดอัด" "ก็... นิดหน่อยค่ะ" พรรณรวีสารภาพ "หนูไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องราวจะมาถึงจุดนี้" "ผมเองก็ไม่เคยคิดมาก่อนเหมือนกัน" ภาคภูมิพูดพลางถอนหายใจ "แต่ผมก็รู้สึกดีใจนะที่คุณยอมรับข้อเสนอนี้" "ดีใจเหรอคะ" พรรณรวีเลิกคิ้ว "ครับ" ภาคภูมิพยักหน้า "ผมดีใจที่คุณจะได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผม" คำพูดนั้นทำให้พรรณรวีรู้สึกใจสั่นแปลกๆ เธอไม่แน่ใจว่าควรจะเชื่อคำพูดของเขามากน้อยแค่ไหน "คุณภาคภูมิคะ" เธอตัดสินใจถามตรงๆ "เรื่องที่คุณ... แอบชอบหนูมานานนี่... มันจริงเหรอคะ" ภาคภูมิหันมาสบตาเธอ ดวงตาคมกริบของเขามองตรงมาที่เธออย่างไม่หลบเลี่ยง "จริงครับ ผมยอมรับว่าผมชอบคุณพรรณรวีมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่เรายังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ ผมเห็นคุณครั้งแรกตอนที่คุณกำลังนำเสนอโครงงาน ผมประทับใจในตัวคุณมาก" "แต่... ทำไมคุณถึงไม่เคยเข้ามาพูดคุยกับหนูเลยล่ะคะ" "ผม... ผมไม่กล้าครับ" ภาคภูมิยอมรับอย่างตรงไปตรงมา "ผมรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ดีพอ ผมกลัวคุณจะมองว่าผมเป็นคนกะล่อน เจ้าชู้ ผมเลยเลือกที่จะเฝ้ามองคุณอยู่ห่างๆ" พรรณรวีฟังเขาพูดด้วยความรู้สึกหลากหลายปนเปกันไป ทั้งความประหลาดใจ ความสงสาร และอาจจะมีความรู้สึกดีๆ เล็กๆ ก่อตัวขึ้นในใจ "แล้วเรื่องบริษัท... คุณช่วยเพราะคุณรักหนูจริงๆ หรือเพราะคุณอยากได้หนู" เธอถามอย่างตรงไปตรงมาอีกครั้ง ภาคภูมิเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักคำพูด "ผมช่วยบริษัทของคุณ เพราะผมไม่อยากเห็นครอบครัวของคุณต้องเดือดร้อน และผมก็อยากสร้างโอกาสให้ตัวเองได้ใกล้ชิดกับคุณมากขึ้น" เขาหยุดไปก่อนจะพูดต่อ "แต่ผมก็ยอมรับว่า ความรู้สึกที่ผมมีให้คุณ มันก็เป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจครั้งนี้ด้วยครับ ผมไม่ได้หลอกลวงคุณ" พรรณรวีมองหน้าเขา เธอพยายามอ่านความจริงใจจากดวงตาคู่นั้น และเธอก็รู้สึกว่าเขาพูดจริง "ขอบคุณที่คุณบอกความจริงค่ะ" พรรณรวีกล่าว "หนูจะพยายามทำความรู้จักคุณให้มากขึ้นนะคะ" "ผมเองก็จะพยายามทำเช่นกันครับ" ภาคภูมิยิ้มบางๆ "ผมหวังว่าเราจะสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้" บทสนทนาครั้งนั้นทำให้พรรณรวีรู้สึกผ่อนคลายลงไปบ้าง แม้ว่าสถานการณ์โดยรวมจะยังคงเป็นเรื่องที่เธอต้องปรับตัวอย่างมาก แต่การที่ภาคภูมิเปิดใจยอมรับความรู้สึกของเขา และแสดงความจริงใจออกมา ก็ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น วันเวลาแห่งการเตรียมงานหมั้นดำเนินไปอย่างรวดเร็ว พรรณรวีพบว่าตัวเองต้องใช้เวลามากขึ้นในการพบปะกับภาคภูมิ ทั้งการพูดคุยทางโทรศัพท์ การนัดเจอเพื่อปรึกษาเรื่องงาน หรือแม้กระทั่งการออกไปทานข้าวด้วยกันสองต่อสองในบางครั้ง ภาคภูมิเป็นสุภาพบุรุษและให้เกียรติเธอเสมอ เขาคอยรับฟังความคิดเห็นของเธอ และไม่เคยบังคับให้เธอทำอะไรที่เธอไม่สบายใจ "คุณคิดว่าชุดนี้เป็นอย่างไรบ้างครับ" ภาคภูมิถามพร้อมกับยื่นแคตตาล็อกชุดแต่งงานให้พรรณรวีดู "สวยค่ะ" พรรณรวีตอบ "แต่หนูว่าชุดที่สองจะเข้ากับบรรยากาศงานมากกว่านะคะ" "จริงเหรอครับ" ภาคภูมิพิจารณาชุดที่สอง "ผมว่าก็สวยดีนะ แต่ผมชอบชุดแรกมากกว่า" "แต่คุณจะแต่งงานกับหนูนะคะ" พรรณรวีหยอกล้อ "ต้องให้เจ้าสาวเลือกสิคะ" ภาคภูมิหัวเราะเบาๆ "แน่นอนครับ ผมจะให้คุณเลือกทุกอย่าง คุณคือเจ้าสาวของผม" คำพูดนั้นทำให้พรรณรวีรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ เธอเริ่มรู้สึกว่าการแสดงละครครั้งนี้ อาจจะไม่ได้แย่อย่างที่เธอคิดไว้ในตอนแรก

6,695 ตัวอักษร