ตอนที่ 7 — คำตอบที่ทำให้ใจหวั่นไหว
คำถามของน้ำใสทำเอาบรรยากาศในห้องโถงอันเงียบสงัดมาครู่หนึ่ง ทุกสายตาจับจ้องมาที่เธอ สลับกับการมองไปยังภาคินและเมษาบนเวที ภาคินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองมาที่น้ำใสด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก มีทั้งความแปลกใจ ระคนกับความสนใจใคร่รู้ เขาหันไปพยักหน้าให้เมษาเล็กน้อย ราวกับจะให้เธอเป็นคนตอบคำถามนี้ก่อน
เมษายิ้มบางๆ แล้วหันมาทางน้ำใส "เป็นคำถามที่ดีมากเลยค่ะ" เธอเริ่มพูด น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความหนักแน่น "ในฐานะนักอ่าน เรามีสิทธิ์ที่จะตั้งคำถามต่อสิ่งที่นำเสนอมา และในฐานะนักวิชาการ เรามีหน้าที่ที่จะต้องพิจารณาถึงความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูล"
เธอหยุดเล็กน้อย มองไปรอบๆ ห้อง ก่อนจะกล่าวต่อ "หากพบว่าผู้เขียนมีอคติหรือนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือน สิ่งแรกที่เราควรทำคือ การตระหนักรู้ถึงอคตินั้นค่ะ เราไม่ควรเพิกเฉยต่อมัน แต่ขณะเดียวกัน เราก็ต้องแยกแยะระหว่าง 'อคติของผู้เขียน' กับ 'คุณค่าทางวรรณกรรม' ของผลงาน"
ภาคินพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของเมษา น้ำใสรู้สึกว่าหัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ คำตอบของเมษามันดูสมเหตุสมผล และยังทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกจี้ใจดำ
"คุณค่าทางวรรณกรรมไม่ได้มาจากความถูกต้องของข้อมูลเพียงอย่างเดียว" เมษากล่าวต่อ "แต่มันมาจากวิธีการนำเสนอ กลวิธีการใช้ภาษา จินตนาการ และที่สำคัญคือ 'อารมณ์' ที่ผู้เขียนสามารถถ่ายทอดไปถึงผู้อ่านได้"
"สมมติว่า" เมษาเอ่ยเสริม "นักเขียนคนหนึ่งมีอคติทางเพศ เขาอาจจะเขียนเรื่องราวที่สะท้อนอคตินั้นออกมา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผลงานของเขาจะไม่มีคุณค่าทางวรรณกรรม หากเขาสามารถใช้ภาษาที่สละสลวย สร้างตัวละครที่มีมิติ หรือถ่ายทอดความรู้สึกของตัวละครได้อย่างลึกซึ้ง เราก็ยังสามารถชื่นชมในแง่มุมเหล่านั้นได้"
"สิ่งสำคัญคือ การที่เราจะอ่านอย่างมีวิจารณญาณ" เมษากล่าวทิ้งท้าย "เราต้องสามารถแยกแยะได้ว่า สิ่งใดคือสิ่งที่ผู้เขียนพยายามจะบอกเล่าผ่านตัวอักษร และสิ่งใดคือ 'ความคิด' หรือ 'ความเชื่อ' ของผู้เขียนที่สะท้อนออกมา เราอาจจะไม่เห็นด้วยกับความคิดหรือความเชื่อนั้น แต่เราก็ยังสามารถประเมินคุณค่าทางศิลปะของผลงานชิ้นนั้นได้"
น้ำใสรู้สึกว่าคำตอบของเมษามันเหมือนเป็นกำแพงที่กั้นขวางความรู้สึกของเธอเอาไว้ เธอตั้งคำถามขึ้นมาด้วยใจที่หวังว่าภาคินจะเข้าใจความหมายที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในนั้น แต่กลับกลายเป็นว่าคำตอบที่ได้กลับยิ่งทำให้เธอรู้สึกสับสน
เมื่อถึงคิวของภาคิน เขาหันมามองน้ำใสอีกครั้ง ด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นกว่าเดิม "ผมขอเสริมจากที่อาจารย์เมษาได้กล่าวไปนะครับ" เขาเริ่มพูด เสียงของเขาดังฟังชัด ก้องกังวานไปทั่วห้อง "สำหรับผม วรรณกรรมคือกระจกเงาสะท้อนสังคม และมนุษย์"
"แม้ว่ากระจกนั้นอาจจะบิดเบี้ยวไปบ้าง จากมุมมองหรืออคติของผู้ที่ถือมัน" ภาคินกล่าวต่อ "แต่มันก็ยังคงสะท้อนความจริงบางอย่างออกมาเสมอ"
น้ำใสเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ เธอรู้สึกเหมือนภาคินกำลังพูดกับเธอโดยตรง
"ถ้าเราพบว่ากระจกนั้นบิดเบี้ยว" ภาคินพูดต่อ "เราอาจจะต้องพิจารณาว่า 'ทำไม' มันถึงบิดเบี้ยว เราต้องเข้าใจบริบทของมัน เราต้องเข้าใจ 'ผู้ถือ' กระจกนั้น"
"แต่สิ่งสำคัญที่สุด" ภาคินเน้นเสียง "คือการที่เราไม่สูญเสีย 'ตัวตน' ของเราไปเมื่อมองผ่านกระจกบานนั้น เราต้องยืนหยัดอยู่บนหลักการของเราเอง และตัดสินใจด้วยสติปัญญาของเรา"
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งยิ้มที่ดูมีความหมายมาให้น้ำใส "บางครั้ง การตั้งคำถามกับสิ่งที่เราเห็น ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการค้นพบความจริงที่ลึกซึ้งกว่าเดิมนะครับ"
น้ำใสรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านตัว เมื่อภาคินพูดจบ เธอรู้สึกว่าเขาเข้าใจเธอจริงๆ เข้าใจความรู้สึกที่เธอพยายามจะสื่อออกไปผ่านคำถามนั้น
"ขอบคุณอาจารย์ทั้งสองท่านมากครับ" น้ำใสกล่าวเสียงดังฟังชัด พลางยกมือไหว้ "คำตอบของอาจารย์มีประโยชน์กับผมมากจริงๆ ครับ"
เธอรีบก้มหน้าลง เพราะรู้สึกได้ถึงสายตาของหลายๆ คนที่กำลังจับจ้องมาที่เธอ เธอไม่กล้าสบตาใครอีกแล้ว นอกจากจะแอบมองภาคินเป็นครั้งคราว
หลังจากการเสวนาจบลง ผู้คนเริ่มทยอยกันออกจากห้องโถง น้ำใสพยายามหาจังหวะที่จะเดินออกจากงานโดยเร็วที่สุด เธอไม่ต้องการที่จะเผชิญหน้ากับภาคินหรือเมษาในระยะประชิด
"น้ำใส!" เสียงของพลอยดังขึ้นมาจากด้านหลัง "รอเราด้วยสิ!"
พลอยเดินเข้ามาหาพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง "เป็นไงบ้าง การเสวนาน่าสนใจไหม?"
"ก็...ดีนะ" น้ำใสตอบ "ได้ความรู้เยอะเลย"
"แล้วคำถามของเธอที่ถามอาจารย์ภาคินกับอาจารย์เมษาน่ะ" พลอยยิ้มเขินๆ "ทำเอาเราขนลุกเลยนะ ดูเหมือนเธอจะเตรียมมาอย่างดีเลย"
"เปล่าสักหน่อย" น้ำใสปฏิเสธ "แค่สงสัยเฉยๆ"
"สงสัยเหรอ?" พลอยแกล้งทำเสียงยานคาง "ท่าทางดูไม่เหมือนแค่สงสัยนะ ดูเหมือนเธอจะอยากรู้อะไรบางอย่างเป็นพิเศษเลยล่ะ"
น้ำใสหน้าแดง "อย่าพูดมากน่าพลอย"
ขณะที่ทั้งสองกำลังจะเดินออกจากห้องไป สายตาของน้ำใสก็เหลือบไปเห็นภาคินกำลังเดินเข้ามาหาเธอ พร้อมกับเมษาที่เดินตามมาข้างๆ
"คุณน้ำใส" ภาคินทักทาย น้ำเสียงเป็นมิตรเช่นเคย "ผมดีใจที่คุณสนใจคำถามนั้นนะครับ"
"ค่ะอาจารย์" น้ำใสตอบเสียงเบา "หนู...หนูได้ข้อคิดที่ดีมากเลยค่ะ"
เมษายิ้มให้เธอ "การตั้งคำถามที่ดี เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้นะคะ" เธอกล่าว "ฉันดีใจที่คำถามของคุณทำให้เราได้มีโอกาสพูดคุยถึงประเด็นที่น่าสนใจ"
น้ำใสรู้สึกว่าเธอติดอยู่ในสถานการณ์ที่อึดอัดอีกครั้ง เธอมองไปที่ภาคิน หวังว่าเขาจะช่วยพูดอะไรบางอย่างเพื่อคลี่คลายสถานการณ์นี้
"ผมคิดว่าเราน่าจะหาโอกาสคุยกันเรื่องนี้อีกนะครับ" ภาคินพูดขึ้น "ผมว่ามุมมองของคุณน้ำใส ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน"
หัวใจของน้ำใสเต้นรัวเมื่อได้ยินคำพูดนั้น "จริงๆ เหรอคะอาจารย์"
"แน่นอนครับ" ภาคินยิ้ม "บางที เราอาจจะจัดกิจกรรมเล็กๆ ขึ้นมา พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันระหว่างนักศึกษาและอาจารย์ก็ได้"
เมษามองภาคินเล็กน้อย ก่อนจะหันมาทางน้ำใส "เป็นความคิดที่ดีค่ะ" เธอกล่าว "ฉันยินดีสนับสนุนค่ะ"
น้ำใสรู้สึกทั้งดีใจและสับสนในเวลาเดียวกัน ดีใจที่ภาคินให้ความสนใจในความคิดของเธอ แต่ก็สับสนว่าทำไมเมษาถึงได้ดูใจดีกับเธออย่างไม่คาดคิด
"ถ้าอย่างนั้น ผมขออนุญาตติดต่อไปนะครับ" ภาคินกล่าว "ผมอาจจะขอเบอร์โทรศัพท์ของคุณน้ำใส เพื่อจะได้นัดหมายกันได้สะดวกขึ้น"
น้ำใสพยักหน้าอย่างลึมๆ "ได้ค่ะอาจารย์"
เมื่อทั้งสามคนแยกย้ายกันไป พลอยก็หันมามองน้ำใสด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม "สรุปว่านี่มันยังไงกันแน่เนี่ย"
"ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน" น้ำใสถอนหายใจ "แต่...รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น"
5,130 ตัวอักษร