ตอนที่ 16 — รอยร้าวในใจที่มองไม่เห็น
ผมยังคงจมปลักอยู่กับความคิดที่ว่าชีวิตของผมได้พังทลายลงแล้ว โลกทั้งใบกลายเป็นสีเทาเหมือนภาพวาดที่ถูกละเลย แสงแดดที่เคยส่องสว่างกลับถูกบดบังด้วยม่านหมอกแห่งความเศร้าโศก ทุกย่างก้าวที่เดินไปล้วนเต็มไปด้วยความหนักอึ้ง ราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังฉุดรั้งผมไว้ไม่ให้ก้าวไปข้างหน้า ห้องนอนที่เคยเป็นพื้นที่แห่งความสุขและความฝัน กลับกลายเป็นเหมือนกรงขังที่ขังผมไว้กับความทรงจำอันเลวร้าย เสียงหัวเราะของครอบครัวที่เคยดังก้อง กลับถูกแทนที่ด้วยความเงียบที่บาดลึกเข้าไปในหัวใจ ผมพยายามหลีกเลี่ยงผู้คน พยายามหลีกหนีจากโลกภายนอกที่ยังคงหมุนไปตามครรลองของมัน ผมไม่แน่ใจว่าผมจะสามารถหลุดพ้นจากวังวนแห่งความเศร้านี้ได้หรือไม่
"เราจะทำยังไงกันดีคะคุณ?" เสียงของคุณแม่ที่ดังแว่วมาจากนอกประตูห้องนอน เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวลและอ่อนล้า ผมได้ยินเสียงคุณพ่อตอบกลับมาเบาๆ "ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ คุณนาย แต่เราต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว" การสนทนาของทั้งสองทำให้ผมรู้สึกผิดมากขึ้นไปอีก พวกท่านกำลังพยายามหาทางออกให้กับผม ในขณะที่ผมกลับเอาแต่จมอยู่กับความสิ้นหวัง
ผมลุกขึ้นจากเตียง เดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปยังท้องฟ้าสีเทาที่ดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด เมฆดำก้อนใหญ่ลอยปกคลุมจนหมดสิ้น แสงสว่างที่เคยมีก็มลายหายไป ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะจมดิ่งลงไปในความมืดมิดนี้ตลอดไป
"คุณต้นคะ" เสียงของคุณแม่ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้อยู่ใกล้ประตูห้องนอนของผมมากกว่าเดิม "เปิดประตูหน่อยนะคะ เราอยากจะคุยกับคุณ"
ผมลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินไปเปิดประตู ผมพบคุณแม่และคุณพ่อ ยืนรออยู่หน้าห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"เข้ามาสิครับ" ผมพูดเสียงแผ่วเบา
ทั้งสองเดินเข้ามาในห้องนอนของผม บรรยากาศภายในห้องดูอึมครึมและเต็มไปด้วยความหดหู่ คุณแม่เดินไปหยิบกรอบรูปที่ตั้งอยู่บนโต๊ะหัวเตียง มันเป็นรูปถ่ายของผมกับครอบครัวในวันหยุดพักผ่อนริมทะเล ใบหน้าของผมในตอนนั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุข
"คุณจำวันนี้นได้ไหมคะ?" คุณแม่ถาม เสียงสั่นเครือเล็กน้อย "เรามีความสุขกันมากเลยนะ"
ผมมองรูปนั้น น้ำตาเริ่มคลอเบ้า "จำได้ครับ"
"ทำไมเราถึงปล่อยให้ความสุขมันหายไปได้ง่ายๆ แบบนี้นะคะ?" คุณแม่ถามต่อ "คุณต้นเขามีทุกอย่างนะ มีครอบครัวที่รัก มีอนาคตที่ดี แล้วทำไมเขาถึง... ถึงทำแบบนี้"
คุณพ่อเดินเข้ามาโอบไหล่คุณแม่เบาๆ "ใจเย็นๆ ครับคุณนาย เขาคงมีเหตุผลของเขา"
"เหตุผลอะไรคะ?" คุณแม่หันไปมองคุณพ่อ "เหตุผลที่จะต้องทำให้ตัวเองไม่มีความสุขขนาดนี้เหรอคะ? คุณพ่อก็เห็นนะคะว่าเขาเป็นยังไง เขาไม่ยอมทานข้าว ไม่ยอมคุยกับใคร เอาแต่นอนซึมอยู่ในห้องแบบนี้"
"ผมรู้ครับ" คุณพ่อถอนหายใจ "แต่เราคงจะบังคับเขาไม่ได้ เราต้องให้เวลาเขา"
"เวลาเหรอคะ?" คุณแม่หัวเราะในลำคออย่างขมขื่น "เวลาที่เรามีมันเหลือน้อยเต็มทีแล้วนะคะ คุณต้นควรจะรู้ว่าเขามีค่ากับพวกเรามากแค่ไหน"
ผมยืนนิ่งฟังบทสนทนาของพ่อแม่ หัวใจของผมบีบรัดด้วยความเจ็บปวด ผมรู้ว่าผมกำลังทำให้พวกท่านเสียใจ ผมรู้ว่าผมกำลังทำให้พวกท่านเป็นห่วง แต่ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ผมรู้สึกว่าพลังงานทั้งหมดในตัวผมมันหมดไปแล้ว
"ผมขอโทษครับ" ผมพูดเสียงเบา "ผมขอโทษที่ทำให้พ่อกับแม่ต้องเป็นห่วง"
คุณแม่รีบเดินเข้ามาหาผม แล้วกอดผมไว้แน่น "ไม่เป็นไรนะลูก แม่เข้าใจ"
คุณพ่อก็เข้ามาโอบไหล่ผมอีกครั้ง "เราอยู่ตรงนี้นะลูก ไม่ว่ายังไงก็ตาม"
ผมรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาดเมื่อได้อยู่ท่ามกลางอ้อมกอดของพ่อแม่ แม้ว่าภายในใจของผมจะยังคงเต็มไปด้วยความว่างเปล่าก็ตาม
"คุณต้นคะ" คุณแม่พูดพลางผละออกจากการกอด "คุณพ่อกับแม่ได้คุยกันแล้ว เราคิดว่าบางที... บางทีคุณอาจจะต้องการความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญนะคะ"
ผมเงยหน้ามองคุณแม่ "ผู้เชี่ยวชาญ?"
"ใช่ค่ะ" คุณแม่พยักหน้า "มีนักจิตวิทยาคนหนึ่งที่แม่รู้จัก เขาเคยช่วยเพื่อนของแม่ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาได้ แม่คิดว่าคุณอาจจะลองไปคุยกับเขาดูนะคะ"
ผมไม่แน่ใจ ผมไม่เคยคิดว่าผมจะต้องการความช่วยเหลือจากใคร ผมคิดว่าผมสามารถผ่านมันไปได้ด้วยตัวเอง แต่เมื่อมองเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของพ่อแม่ ผมก็รู้สึกว่าผมควรจะลอง
"ผม... ผมจะลองดูครับ" ผมตอบ
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของคุณแม่ "ดีมากเลยค่ะลูก"
หลังจากนั้นไม่นาน คุณแม่ก็จัดการนัดหมายกับนักจิตวิทยาให้ ผมยังคงรู้สึกประหม่าและกังวลใจกับการไปพบนักบำบัดเป็นครั้งแรก ผมไม่แน่ใจว่าผมจะสามารถเปิดใจเล่าเรื่องราวของตัวเองให้กับคนแปลกหน้าได้อย่างไร
วันนัดหมายมาถึง ผมเดินตามคุณแม่เข้าไปในคลินิกที่ดูอบอุ่นและผ่อนคลาย ผมรู้สึกได้ถึงความสงบจากบรรยากาศรอบข้าง
"สวัสดีค่ะคุณต้น" นักจิตวิทยาหญิงคนหนึ่งทักทายผมด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร "ดิฉันชื่อคุณหมออรค่ะ เชิญนั่งก่อนนะคะ"
ผมพยักหน้าแล้วนั่งลงบนโซฟาตัวนุ่มตรงข้ามกับคุณหมอ
"คุณแม่บอกดิฉันว่าคุณกำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก" คุณหมออรเริ่มบทสนทนา "คุณอยากจะเล่าอะไรให้ดิฉันฟังไหมคะ"
ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามรวบรวมสติ "ผม... ผมไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดีครับ"
"ไม่เป็นไรค่ะ" คุณหมออรตอบอย่างอ่อนโยน "คุณค่อยๆ เล่าไปนะคะ ดิฉันจะรับฟังทุกอย่างเอง"
ผมเริ่มเล่าเรื่องราวของผม เรื่องการสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิต เรื่องความรู้สึกที่ว่างเปล่า เรื่องความเศร้าที่ปกคลุมไปทั่วทุกสิ่งทุกอย่าง ผมเล่าถึงความรู้สึกผิดที่ผมมีต่อพ่อแม่ เล่าถึงความกลัวที่ผมจะไม่มีวันกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีก
คุณหมออรรับฟังผมอย่างตั้งใจ ไม่มีการตัดสิน ไม่มีการขัดจังหวะ เธอเพียงแต่มองมาที่ผมด้วยสายตาที่เข้าใจ
"คุณต้นคะ" หลังจากที่ผมเล่าจบ คุณหมออรก็กล่าวขึ้น "สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณมันเป็นเรื่องที่เจ็บปวดมากจริงๆ ค่ะ ดิฉันเข้าใจความรู้สึกของคุณดี"
"แต่..." คุณหมออรเว้นจังหวะเล็กน้อย "ดิฉันอยากให้คุณรู้ว่า คุณไม่ได้อยู่คนเดียว ความเศร้าและความสูญเสียมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่มันไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต"
"ผม... ผมไม่แน่ใจว่าผมจะกลับมามีความสุขได้อีกไหมครับ" ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสับสน
"มันอาจจะต้องใช้เวลาค่ะ" คุณหมออรตอบ "แต่คุณมีศักยภาพที่จะกลับมามีความสุขได้อีกครั้ง ดิฉันเชื่ออย่างนั้น"
"สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือการที่คุณยอมรับความรู้สึกของตัวเอง ยอมรับว่าคุณกำลังเจ็บปวด และอนุญาตให้ตัวเองได้ใช้เวลาในการเยียวยา"
"ดิฉันจะอยู่ตรงนี้เป็นเพื่อนคุณนะคะ เราจะค่อยๆ ก้าวผ่านมันไปด้วยกัน"
ผมมองเข้าไปในดวงตาของคุณหมออร ผมรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นและความหวังที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเธอ เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่ผมรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่อาจจะช่วยให้ผมหลุดพ้นจากความมืดมิดนี้ได้
"ขอบคุณครับคุณหมอ" ผมกล่าว
"ไม่เป็นไรค่ะคุณต้น" คุณหมออรยิ้ม "เรามาเริ่มกันเลยนะคะ"
วันนั้นผมใช้เวลาพูดคุยกับคุณหมออรเป็นเวลาเกือบสองชั่วโมง ผมรู้สึกเหมือนได้ปลดปล่อยบางสิ่งบางอย่างที่อัดอั้นอยู่ในใจมานาน ผมได้ระบายความรู้สึกที่ผมไม่เคยกล้าจะบอกใคร
เมื่อกลับถึงบ้าน ผมรู้สึกเหนื่อยล้า แต่ก็รู้สึกดีขึ้นอย่างน่าประหลาด
"เป็นยังไงบ้างคะ?" คุณแม่ถามด้วยความเป็นห่วง
"ก็... ดีครับ" ผมตอบ "คุณหมออรเป็นคนใจดีมากเลยครับ"
คุณแม่ยิ้มอย่างโล่งอก "แม่ดีใจที่ลูกรู้สึกดีขึ้นนะ"
แม้ว่าผมจะยังคงรู้สึกเจ็บปวดอยู่ลึกๆ แต่ผมก็รู้สึกได้ถึงแสงสว่างเล็กๆ ที่เริ่มส่องเข้ามาในชีวิตของผมอีกครั้ง ผมรู้ว่าหนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล แต่ผมก็พร้อมที่จะก้าวเดินต่อไป
5,886 ตัวอักษร