เมืองร้างใต้ผืนดินสาปส่ง

ตอนที่ 11 / 35

ตอนที่ 11 — ทางเดินแห่งเสียงสะท้อน

ความมืดที่ไร้ซึ่งแสงใดๆ ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนกำลังลอยเคว้งคว้างอยู่ในความว่างเปล่า ช่องแคบที่พวกเขาเข้ามานั้นแคบเสียจนแทบจะขยับตัวไม่ได้ ทุกครั้งที่พยายามจะขยับ ก็จะสัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบของผนังหินที่โอบล้อม "เราอยู่ที่ไหนกันแน่" มานพถาม เสียงของเขากระซิบแผ่วเบาในความมืด "นี่คือทางที่เราจะรอดใช่ไหม" "ฉัน…ฉันไม่รู้" ภารดรตอบ "แต่ที่แน่ๆ คือเราหนีพ้นจากแสงนั่นมาได้แล้ว" "แต่นี่มันมืดจนมองไม่เห็นอะไรเลย" พลอยใสกล่าว เสียงของเธอเต็มไปด้วยความไม่สบายใจ "แล้วพี่ธวัช…พี่ไหวไหมคะ" "ข้า…ข้าพอจะทนได้" ธวัชตอบเสียงอ่อนแรง "แต่ข้ารู้สึกเหมือน…เหมือนพลังชีวิตของข้ากำลังจะหมดลง" "อย่าเพิ่งพูดแบบนั้นสิ" ภารดรเตือน "เราต้องช่วยกันหาทางออก" เขาพยายามใช้มือคลำไปตามผนังหินที่เย็นเฉียบ เขาหวังว่าจะเจอรอยแยก หรือช่องทางอื่นที่จะนำพวกเขาไปสู่แสงสว่าง "ผนังมันเรียบมาก" ภารดรบอก "เหมือนถูกขัดมาอย่างดี" "นี่มันไม่ใช่ทางเดินธรรมดาแน่ๆ" มานพกล่าว "มันเหมือนกับ…เหมือนถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกักขังอะไรบางอย่าง" ทันใดนั้น เสียงแผ่วเบาดังมาแต่ไกล เสียงนั้นคล้ายกับเสียงกระซิบกระซาบของผู้คนนับพัน แต่ก็ฟังไม่ชัดถ้อยชัดคำ "พวกเจ้าได้ยินไหม" พลอยใสถาม "ได้ยิน" ภารดรตอบ "เสียงอะไรน่ะ" "เหมือนเสียงคนพูด" มานพเสริม "แต่ฟังไม่รู้เรื่อง" เสียงกระซิบกระซาบนั้นค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ มันเริ่มมีความหมายมากขึ้น แต่ก็ยังคงเป็นภาษาที่พวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อน "มันเหมือน…เหมือนกำลังเรียกพวกเรา" ธวัชพูด "เรียกให้เข้าไป…ตามเสียงนั้นไป" "อย่าหลงกล!" ภารดรตะโกน "ธวัช…นายกำลังอ่อนแอ…อย่าให้เสียงนั่นชักจูง" "แต่…แต่ข้ารู้สึกเหมือน…เหมือนมีบางอย่างรอเราอยู่ที่นั่น" ธวัชกล่าว "เราไม่รู้ว่าสิ่งที่รอเราอยู่นั่นคืออะไร" มานพพูด "มันอาจจะเป็นกับดักก็ได้" ภารดรตัดสินใจแน่วแน่ "เราจะต้องหาทางออกด้วยตัวเอง" เขาคลำผนังต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งนิ้วของเขาสัมผัสกับสิ่งที่แตกต่างออกไป มันไม่ใช่หินที่เรียบเนียน แต่เป็นแผ่นโลหะเย็นเฉียบ "เจออะไรบางอย่างแล้ว!" ภารดรบอก "เหมือนประตู" เขาออกแรงดัน แต่ประตูก็ไม่ขยับ "มานี่เร็ว" ภารดรเรียกมานพ "ช่วยกัน" มานพเดินเข้ามา เขาใช้ไหล่กระทุ้งประตูอย่างแรง แต่ก็ยังคงแน่นิ่ง "มันเปิดไม่ได้" มานพถอนหายใจ "สงสัยเราต้องหาทางอื่น" ในขณะนั้นเอง เสียงกระซิบกระซาบก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้มันมาพร้อมกับเสียงที่ดังกว่าเดิม ราวกับว่าผู้คนนับพันกำลังตะโกนพร้อมกัน "พวกเจ้า…เข้ามา…เข้ามาหาพวกเรา…ที่นี่…มีความสงบสุข…" "บ้าน่า" มานพสบถ "นี่มันพยายามจะล่อลวงพวกเราชัดๆ" "แต่มัน…มันฟังดูจริงจังนะ" พลอยใสกล่าว "เหมือนพวกเขาอยากให้เราไปอยู่ด้วยจริงๆ" "อย่าไปเชื่อ!" ภารดรย้ำ "พวกมันกำลังหลอกเรา" ทันใดนั้น แผ่นโลหะที่เป็นประตู ก็เริ่มสั่นสะเทือน เกิดเสียงเสียดสีดังน่ากลัว "วูบ! ครืด!" ประตูดังกล่าวค่อยๆ แง้มออก เผยให้เห็นแสงสลัวๆ ที่สาดส่องออกมาจากด้านใน "นั่นไง! ทางออก!" มานพตะโกนอย่างดีใจ "เดี๋ยวก่อน!" ธวัชร้องห้าม "อย่าเพิ่งเข้าไป! ข้ารู้สึกไม่ชอบมาพากล!" แต่มานพก็ไม่รอช้า เขาก้าวเข้าไปในช่องประตูนั้นทันที "มานพ!" ภารดรตะโกน "กลับมาเดี๋ยวนี้นะ!" แต่มานพก็ไม่ตอบ เขาหายเข้าไปในแสงสลัวนั้นแล้ว "แย่แล้ว!" ภารดรกล่าว "เราต้องตามเขาไป" "แต่พี่ธวัช…" พลอยใสเป็นห่วง "เราไม่มีทางเลือก" ภารดรตัดสินใจ "เราต้องไปด้วยกัน" เขาพยุงธวัชให้ลุกขึ้น แล้วทั้งสามคนก็ก้าวเข้าไปในแสงสลัวนั้น เมื่อก้าวเข้าไป พวกเขาก็พบว่าตัวเองอยู่ในห้องโถงขนาดใหญ่ที่สว่างไสวไปด้วยแสงสีขาวนวลตา ผนังทุกด้านถูกปกคลุมไปด้วยภาพแกะสลักโบราณที่งดงาม แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาประหลาดใจยิ่งกว่าคือ "มานพ!" ภารดรตะโกน มานพยืนนิ่งอยู่กลางห้องโถง เขาไม่ได้ยืนอยู่คนเดียว แต่มีร่างโปร่งแสงสีขาวจำนวนนับไม่ถ้วน ล้อมรอบตัวเขาอยู่ "พวกมัน…พวกมันอยู่ที่นี่จริงๆ" มานพพึมพำ "พวกเจ้า…ได้มาถึงแล้ว" เสียงหนึ่งดังขึ้น เสียงนั้นมาจากร่างโปร่งแสงที่ลอยอยู่ตรงหน้ามานพ "พวกเจ้า…ได้เข้ามาในที่พักสุดท้าย…ที่พักของผู้ที่ถูกสาปส่ง"

3,217 ตัวอักษร