บทเพลงแห่งวันวาน

ตอนที่ 3 / 35

ตอนที่ 3 — บทเพลงแห่งความทรงจำ

หลายสัปดาห์ผ่านไป ปรินทร์ยังคงใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิด เขาดูแลพ่ออย่างใกล้ชิด และใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการบรรเลงเปียโนเก่าตัวนั้น ทุกครั้งที่เขาลงมือเล่น เสียงเพลงที่ออกมามันราวกับเป็นบทสนทนาระหว่างเขากับอดีต “นี่ลูก… พ่ออยากฟังเพลงที่แม่ชอบร้องตอนเราไปเที่ยวทะเลอีกครั้งได้ไหม” พ่อเอ่ยขึ้นมาวันหนึ่ง ขณะที่ปรินทร์กำลังนั่งพักอยู่ข้างเตียง “ได้ครับพ่อ” ปรินทร์ลุกขึ้นเดินไปที่เปียโน เขาพยายามนึกถึงทำนองเพลงนั้น เพลงที่แม่ร้องอยู่บ่อยๆ เวลาครอบครัวไปเที่ยวทะเลด้วยกัน เมื่อนึกออก เขาก็เริ่มบรรเลง เสียงเปียโนค่อยๆ ก่อร่างสร้างท่วงทำนองที่คุ้นเคย ขึ้นลงเป็นจังหวะคล้ายเสียงคลื่นซัดเข้าฝั่ง มันเป็นเพลงที่เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความสุขและความทรงจำอันงดงาม แม่เดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “ใช่เลยเพลงนี้แหละ” แม่พูด “พ่อเธอชอบฟังเพลงนี้มากนะ เวลาเหนื่อยๆ” ปรินทร์บรรเลงเพลงนั้นไปเรื่อยๆ เขาเห็นภาพต่างๆ แวบเข้ามาในหัว ภาพครอบครัวที่กำลังนั่งรถกระบะเก่าๆ ไปเที่ยวทะเล เสียงหัวเราะของน้องสาวที่ตอนนี้ไปทำงานต่างประเทศแล้ว ภาพพ่อที่กำลังต้อนฝูงแพะอยู่ริมหาด และภาพแม่ที่กำลังทำอาหารทะเลสดๆ ให้ทุกคนทาน “เพลงนี้… มันทำให้ผมมีความสุขจริงๆ ครับ” ปรินทร์พูดขึ้นมากลางเพลง “ผมไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลย” “เพราะเพลงนี้มันมีความทรงจำของพวกเราอยู่ด้วยไงลูก” แม่ตอบ “ดนตรีที่ดีที่สุด… มันไม่ใช่เพลงที่ซับซ้อนที่สุด แต่มันคือเพลงที่มาจากหัวใจ และเรื่องราวของเรา” ปรินทร์หยุดเล่น เขาหันไปมองพ่อกับแม่ที่กำลังมองเขาด้วยสายตาอบอุ่น เขาตระหนักได้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาหมกมุ่นอยู่กับการสร้างสรรค์ผลงานที่ยิ่งใหญ่ หลงลืมไปว่าความสุขที่แท้จริงนั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อม “ผมเข้าใจแล้วครับแม่” ปรินทร์พูด “ผมเข้าใจแล้วพ่อ” หลังจากนั้น ปรินทร์ก็เริ่มแต่งเพลงใหม่ๆ ที่บ้านเกิด เขาไม่ได้ใช้เปียโนตัวใหม่ราคาแพง แต่กลับเลือกใช้เปียโนเก่าตัวนี้ เขานำเอาประสบการณ์ชีวิต ความทรงจำ และความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างที่อยู่ที่บ้าน มาถ่ายทอดลงในบทเพลง เขามักจะขอให้แม่เล่าเรื่องราวเก่าๆ ให้ฟัง ขอให้พ่อเล่าถึงสมัยที่พ่อยังหนุ่มแน่น การพูดคุยเหล่านั้นกลายเป็นแรงบันดาลใจชั้นดีให้กับเขา “เพลงนี้… ฉันจะตั้งชื่อว่า ‘เสียงลมไผ่’ นะ” ปรินทร์บอกแม่ ขณะที่กำลังบรรเลงเพลงที่เขาเพิ่งแต่งเสร็จ “จำได้ไหมครับแม่ ตอนเด็กๆ เราชอบไปนั่งเล่นใต้ต้นไผ่หลังบ้าน” แม่ยิ้ม “จำได้สิลูก ลมพัดเย็นสบายดี” ปรินทร์บรรเลงเพลง ‘เสียงลมไผ่’ อย่างตั้งใจ ท่วงทำนองของมันอ่อนโยน ละมุนละไม ราวกับสายลมที่พัดผ่านทุ่งนา มันสะท้อนถึงความสงบ ความสุข และความผูกพันในครอบครัว “เพลงนี้… มันเพราะมากเลยลูก” พ่อที่กำลังนั่งอยู่บนเตียง พูดขึ้นมา “พ่อชอบนะ” “ผมดีใจครับพ่อ” ปรินทร์ตอบ “ผมอยากทำอัลบั้มใหม่… เป็นอัลบั้มที่รวบรวมเพลงที่มาจากที่นี่ จากบ้านของเราครับ” แม่มองหน้าปรินทร์อย่างแปลกใจ “ลูกจะทำอัลบั้มใหม่… ที่นี่เหรอ” “ใช่ครับแม่” ปรินทร์ยิ้ม “ผมอยากให้คนอื่นได้รับรู้ถึงความสวยงามของบ้านเรา ผ่านเสียงเพลงของผม” “แล้ว… งานที่กรุงเทพฯ ล่ะลูก” แม่ถามอย่างกังวล “ผมจะจัดการเองครับแม่” ปรินทร์ตอบอย่างมั่นใจ “ผมจะกลับไปคุยกับโปรดิวเซอร์ และจะขอให้เขามาถ่ายทำมิวสิกวิดีโอที่นี่” ปรินทร์รู้สึกได้ว่าเขาได้ค้นพบเส้นทางใหม่ในการสร้างสรรค์ผลงาน ดนตรีของเขาจะไม่ใช่แค่เสียงที่ดังไพเราะอีกต่อไป แต่มันจะเป็นเสียงที่สะท้อนถึงตัวตนของเขา เรื่องราวของครอบครัว และความสุขที่แท้จริงที่เขาได้ค้นพบ เขาหยิบมือถือขึ้นมา กดโทรหาโปรดิวเซอร์ “สวัสดีครับคุณสมชาย” ปรินทร์เอ่ยขึ้น “ผมมีเรื่องจะคุยด้วยครับ ผมจะทำอัลบั้มใหม่… และผมจะทำมันที่บ้านเกิดของผมครับ” เสียงของโปรดิวเซอร์ดังมาจากปลายสาย “ว่าไงนะปริ้นซ์! ที่บ้านเกิด? เกิดอะไรขึ้น” “ผม… ผมเพิ่งค้นพบว่าที่ไหนคือที่ที่ผมมีความสุขที่สุดครับ” ปรินทร์ยิ้ม “และที่นั่น… ก็คือบ้านของผมเอง”

3,117 ตัวอักษร