บทเพลงแห่งวันวาน

ตอนที่ 4 / 35

ตอนที่ 4 — เสียงลมไผ่จากใจปรินทร์

“จำได้ไหมครับแม่ ตอนเด็กๆ เราชอบไปนั่งเล่นใต้ต้นไผ่ริมคลองที่บ้านโน้น” ปรินทร์บรรเลงบทเพลงที่เพิ่งแต่งเสร็จ “เสียงลมพัดผ่านกอไผ่ มันดังหวีดหวิว เหมือนกำลังกระซิบอะไรบางอย่าง” แม่ของเขานั่งฟังอยู่ข้างๆ ด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น “จำได้สิลูก ต้นไผ่ตรงนั้นน่ะ พ่อเขาเอาไปทำรั้วบ้านตอนน้ำท่วมใหญ่ปีนั้น” “ใช่ครับ” ปรินทร์พยักหน้า “ตอนนั้นผมยังเด็กมาก เห็นพ่อแข็งแรงมากเลยครับ” “พ่อของลูกเข้มแข็งเสมอแหละ” แม่ตอบ “ถึงตอนนี้จะป่วย แต่ข้างในเขาก็ยังเข้มแข็งนะ” ปรินทร์บรรเลงเพลง “เสียงลมไผ่” ต่อไป ท่วงทำนองที่เขาประพันธ์ขึ้นมานั้น เรียบง่ายแต่ก็แฝงไว้ด้วยความรู้สึกโหยหา ความผูกพัน และความทรงจำอันอบอุ่น เสียงเปียโนที่เกิดจากนิ้วของเขา ราวกับกำลังเล่าเรื่องราวชีวิตวัยเด็กของเขาที่นี่ เรื่องราวของเสียงลมที่พัดผ่านกอไผ่ เสียงน้ำที่ไหลเอื่อย และเสียงหัวเราะของครอบครัว “แม่ครับ พ่อจำเพลงที่แม่ชอบร้องได้ไหมครับ เพลง ‘ดอกแก้ว’ น่ะครับ” ปรินทร์ถามขึ้นมาหลังจากเพลงจบ “อ๋อ เพลงนั้นน่ะเหรอ” แม่ยิ้ม “จำได้สิ พ่อเธอชอบฟังมาก เวลาแม่ร้องให้ฟังตอนเก็บผักในสวน” “ผมอยากลองแต่งเพลงเกี่ยวกับดอกแก้วให้พ่อฟังบ้างครับ” ปรินทร์เอ่ย “มันเป็นดอกไม้ที่ผมเห็นอยู่รอบๆ บ้านมาตลอดเลย” “ดีเลยลูก” แม่ตอบ “ดอกแก้วเป็นสัญลักษณ์ของความดีงาม ความบริสุทธิ์ เหมือนกับจิตใจของพ่อกับแม่ไง” ปรินทร์ยิ้มรับ เขาเดินกลับไปที่เปียโนเก่าตัวนั้นอีกครั้ง แสงแดดยามบ่ายสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง ทำให้ฝุ่นละอองในอากาศดูระยิบระยับ เขาเริ่มไล่นิ้วไปตามแป้นเปียโนอีกครั้ง เขาพยายามนึกถึงภาพดอกแก้วสีขาวนวลที่ซ่อนตัวอยู่ตามพุ่มไม้ ดอกที่ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ยามเช้า “ตอนเด็กๆ ผมชอบแอบเก็บดอกแก้วไปฝากครูที่โรงเรียน” ปรินทร์พูดเบาๆ ราวกับกำลังพูดกับตัวเอง “ครูบอกว่าผมเป็นเด็กดี มีน้ำใจ” “ลูกก็เป็นเด็กดีมาตลอดแหละ” แม่เข้ามาโอบไหล่ปรินทร์ “ถึงแม้บางครั้งจะออกนอกลู่นอกทางไปบ้างก็ตาม” “ผมขอโทษนะครับแม่” ปรินทร์พึมพำ “แม่ไม่เคยโกรธลูกหรอก” แม่บอก “แม่ดีใจที่ลูกกลับมา” ปรินทร์เริ่มบรรเลงเพลง ‘ดอกแก้ว’ ท่วงทำนองที่ออกมานั้นอ่อนหวาน ละเมียดละไม เหมือนกลีบดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ เขาผสมผสานความรู้สึกรัก ความผูกพัน และความหวังลงไปในบทเพลง บทเพลงนี้ไม่ได้มีซับซ้อนมากมาย แต่เต็มไปด้วยความจริงใจ “เพลงนี้… มันทำให้ผมรู้สึกถึงความสงบสุขในหัวใจเลยครับ” ปรินทร์บอกแม่เมื่อเพลงจบลง “เหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง” “นั่นแหละคือความหมายของเพลงที่แท้จริง” แม่ตอบ “มันคือการปลุกความทรงจำดีๆ และความรู้สึกดีๆ ในตัวเราขึ้นมา” หลายวันผ่านไป ปรินทร์ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการประพันธ์เพลง เขาได้แรงบันดาลใจจากสิ่งรอบตัว จากเรื่องราวในอดีต และจากความรักที่เขามีต่อครอบครัว เขาแต่งเพลง ‘แสงตะวันรำเพย’ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากภาพพ่อที่กำลังนั่งมองพระอาทิตย์ตกดินจากริมหน้าต่างห้องนอน เขาแต่งเพลง ‘สายลมแห่งความหวัง’ หลังจากที่พ่อของเขาอาการดีขึ้นจนสามารถลุกขึ้นมานั่งที่เก้าอี้ริมระเบียงได้ “พ่อครับ ผมแต่งเพลงนี้ให้พ่อครับ” ปรินทร์บอกพ่อของเขา ขณะที่พ่อกำลังนั่งชมวิวทิวทัศน์ของท้องนาที่กำลังออกรวง “เพลงอะไรเล่าลูก” พ่อถามด้วยน้ำเสียงที่สดใสขึ้นมาก “เพลง ‘แสงตะวันรำเพย’ ครับ” ปรินทร์ตอบ “ผมเห็นพ่อชอบมองพระอาทิตย์ตกทุกวัน เลยอยากแต่งเพลงนี้ให้ครับ” ปรินทร์เริ่มบรรเลงเพลง ‘แสงตะวันรำเพย’ ท่วงทำนองของเพลงนั้นอบอุ่น นุ่มนวล เหมือนแสงสีทองที่กำลังทาบทาลงบนผืนฟ้า เสียงเปียโนของเขาถ่ายทอดความรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณ ความรัก และความชื่นชมที่เขามีต่อพ่อ พ่อของเขานั่งฟังอย่างตั้งใจ ใบหน้าที่มีริ้วรอยเหี่ยวย่นฉายแววแห่งความสุข เขาหลับตาลง ราวกับกำลังดื่มด่ำไปกับบทเพลง และความทรงจำที่ถูกปลุกขึ้นมา “เพราะมากลูก” พ่อพูดเมื่อเพลงจบลง “พ่อชอบมากเลย” “ผมดีใจครับพ่อ” ปรินทร์ยิ้ม “ผมอยากให้พ่อมีความสุขทุกวัน” “พ่อมีความสุขมากแล้วนะลูก” พ่อจับมือของปรินทร์ “เห็นลูกกลับมาอยู่ข้างๆ พ่อแบบนี้ พ่อก็มีความสุขที่สุดแล้ว” ปรินทร์ก้มลงจูบมือของพ่อด้วยความรู้สึกตื้นตัน เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าการกลับมาที่บ้านเกิดครั้งนี้ จะเปลี่ยนมุมมองชีวิตของเขาไปได้มากถึงขนาดนี้ เขาเคยคิดว่าความสำเร็จคือการมีชื่อเสียงโด่งดัง มีเงินทองมากมาย แต่ตอนนี้ เขาได้ค้นพบว่าความสุขที่แท้จริงนั้น อยู่ในความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของครอบครัว อยู่ในเสียงเพลงที่มาจากหัวใจ และอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงามของบ้านเกิด “แม่ครับ ผมอยากขอให้แม่ช่วยผมแต่งเพลงหน่อยครับ” ปรินทร์เดินไปหาแม่ที่กำลังนั่งปอกผลไม้ “จะให้แม่ช่วยอะไรจ๊ะ” แม่เงยหน้าขึ้นมอง “ผมอยากแต่งเพลงเกี่ยวกับความรักของแม่ครับ” ปรินทร์พูด “เพลงเกี่ยวกับความเสียสละ ความอดทน และความหวังที่แม่มีให้ผมเสมอ” แม่ยิ้มละมุน “แม่จะช่วยลูกเต็มที่เลยจ้ะ” ปรินทร์หยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กขึ้นมา เขาต้องการบันทึกทุกความคิด ทุกความรู้สึก เพื่อนำไปต่อยอดเป็นบทเพลง เขาเริ่มเขียนทำนองคร่าวๆ ลงไปในสมุด เขาตั้งใจว่าจะแต่งเพลงนี้ให้เป็นเพลงพิเศษที่สุดในชีวิตของเขา “แม่ครับ เล่าเรื่องที่แม่ลำบากที่สุดให้ผมฟังหน่อยได้ไหมครับ” ปรินทร์ถาม “ผมอยากเข้าใจความรู้สึกของแม่ให้มากขึ้น” แม่นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวชีวิตที่ผ่านมา ความยากลำบากในการเลี้ยงดูเขาและน้องสาวเพียงลำพังหลังจากพ่อของเขาประสบอุบัติเหตุ ความอดทนที่แม่มีต่อทุกอุปสรรค ความหวังที่แม่มีให้กับอนาคตของลูกๆ ปรินทร์นั่งฟังด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าแม่ของเขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง เขาสำนึกผิดในใจที่เคยทำให้แม่ต้องเสียใจ “แม่ครับ ผมขอโทษนะครับ” ปรินทร์พูดเสียงสั่นเครือ “ผมไม่เคยรู้เลยว่าแม่ต้องเจออะไรมาบ้าง” “ไม่เป็นไรนะลูก” แม่ลูบหัวปรินทร์เบาๆ “ทุกอย่างมันผ่านมาแล้ว ตอนนี้เราอยู่ด้วยกันแล้วก็พอ” ปรินทร์รวบรวมสมาธิ เขาเริ่มร่างทำนองเพลง ‘แม่’ ขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ท่วงทำนองเต็มไปด้วยความรู้สึกรัก ความผูกพัน และความซาบซึ้งในบุญคุณ เขาอยากให้เพลงนี้เป็นตัวแทนคำขอบคุณจากหัวใจของเขา “เพลงนี้… ผมจะให้ชื่อว่า ‘รักนิรันดร์’ ครับแม่” ปรินทร์บอกแม่ “มันคือความรักที่แม่มีให้ผมตลอดไป” “ชื่อเพราะจังเลยลูก” แม่ยิ้ม “แม่รอฟังนะ” วันเวลาแห่งการเยียวยาและการค้นพบความหมายของชีวิตผ่านเสียงดนตรีของปรินทร์ ดำเนินต่อไปอย่างมีความสุข เขาไม่ได้คิดถึงเมืองใหญ่หรือการแข่งขันทางดนตรีอีกต่อไป เขามีความสุขกับการได้อยู่กับครอบครัว ได้แต่งเพลงที่มาจากหัวใจ และได้ค้นพบว่าดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือดนตรีที่สามารถเชื่อมโยงหัวใจของผู้คนเข้าด้วยกัน

5,213 ตัวอักษร