ตอนที่ 5 — เสียงเพลงจากใจพ่อ
หลายสัปดาห์ที่ปรินทร์ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวที่บ้านเกิด เขาได้ค้นพบความสงบสุขที่แท้จริงในชีวิต เขาไม่ได้หมกมุ่นอยู่กับการสร้างสรรค์ผลงานที่หวังจะได้รับการยอมรับจากคนภายนอกอีกต่อไป แต่เขากลับมีความสุขกับการได้ถ่ายทอดความรู้สึก ความทรงจำ และความรักที่มีต่อครอบครัวผ่านบทเพลงที่เขาแต่งขึ้น
“พ่อครับ วันนี้พ่อรู้สึกเป็นยังไงบ้างครับ” ปรินทร์ถามพ่อของเขา ขณะที่กำลังช่วยพยุงพ่อเดินไปนั่งที่เก้าอี้ริมระเบียง
“พ่อรู้สึกดีขึ้นมากแล้วลูก” พ่อตอบ “อากาศดีๆ แบบนี้ มันช่วยให้พ่อสดชื่นขึ้นเยอะเลย”
“ดีแล้วครับพ่อ” ปรินทร์ยิ้ม “ถ้าพ่ออยากไปเดินเล่นที่ทุ่งนา ผมจะพาไปนะครับ”
“ขอบใจลูกมากนะ” พ่อกล่าว “แต่ตอนนี้ พ่อขอแค่นั่งตรงนี้ ชมวิวทุ่งนาไปก่อนก็พอแล้ว”
ทั้งสองนั่งเงียบๆ มองดูท้องนาเขียวขจีที่กำลังออกรวง เมล็ดข้าวสีทองอร่ามสะท้อนแสงตะวันยามบ่าย ท้องฟ้าสีครามกว้างใหญ่ มีเมฆสีขาวลอยเอื่อยๆ เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วดังมาจากต้นไม้ใหญ่ริมทุ่ง บรรยากาศที่นี่เต็มไปด้วยความสงบสุขอย่างแท้จริง
“พ่อ… พ่อเคยแต่งเพลงบ้างไหมครับ” ปรินทร์ถามขึ้นมาอย่างฉับพลัน
พ่อหันมามองปรินทร์ด้วยความประหลาดใจ “พ่อเหรอ… จะไปแต่งเพลงอะไรได้ลูก พ่อมันคนบ้านนอก ทำแต่ไร่ทำนา”
“แต่ผมเห็นพ่อชอบฮัมเพลงเสมอเลยนะครับ” ปรินทร์คะยั้นคะยอ “เวลาพ่อทำกิจกรรมต่างๆ”
พ่อหัวเราะเบาๆ “อ๋อ เพลงที่พ่อฮัมนะเหรอ… มันเป็นเพลงที่พ่อเคยได้ยินแม่ร้องสมัยสาวๆ น่ะลูก พ่อจำได้แค่นิดๆ หน่อยๆ”
“พ่อจำได้ไหมครับ” ปรินทร์ถามอย่างสนใจ
“จำได้สิ” พ่อเริ่มฮัมเพลงเบาๆ เป็นท่วงทำนองที่เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น “เป็นเพลงเกี่ยวกับความรักของหนุ่มสาวในสมัยก่อนน่ะลูก”
ปรินทร์ตั้งใจฟังเสียงฮัมเพลงของพ่อ เขาเห็นแววตาของพ่อเป็นประกายเมื่อนึกถึงวันวาน เขารู้สึกว่าเพลงที่พ่อฮัมนั้นมีความหมายบางอย่างซ่อนอยู่
“พ่อครับ ผมอยากให้พ่อสอนผมร้องเพลงนี้ได้ไหมครับ” ปรินทร์ขอ “ผมอยากลองเอาไปแต่งเป็นเพลงของผมเอง”
“ได้สิลูก” พ่อตอบ “แต่พ่อจำได้ไม่หมดนะ”
“ไม่เป็นไรครับพ่อ แค่ไหนแค่นั้น” ปรินทร์ยิ้ม
หลังจากนั้น ปรินทร์ก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการพูดคุยกับพ่อของเขา เขาพยายามดึงเอาความทรงจำเกี่ยวกับบทเพลงต่างๆ ที่พ่อเคยได้ยิน หรือเคยร้องออกมาให้มากที่สุด พ่อของเขาเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับเพลงเหล่านั้นให้ฟัง เรื่องราวของความรักในวัยหนุ่มสาว เรื่องราวของการทำงานหนัก เรื่องราวของความสุขและความเศร้า
“เพลงนี้… เป็นเพลงที่แม่ของลูกชอบฟังมากที่สุดเลยนะ” พ่อเล่าพร้อมกับฮัมเพลง “แม่บอกว่าเพลงนี้ทำให้แม่รู้สึกเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง”
ปรินทร์จดจำทุกถ้อยคำ ทุกท่วงทำนองที่พ่อเล่า เขาเห็นว่าดนตรีมีความสำคัญต่อชีวิตของพ่อและแม่ของเขามากแค่ไหน ดนตรีไม่ใช่แค่เสียงเพลง แต่เป็นเหมือนเพื่อน เป็นเหมือนบันทึกความทรงจำ เป็นเหมือนเครื่องเยียวยาจิตใจ
“พ่อครับ ผมอยากลองแต่งเพลงใหม่ให้กับพ่อครับ” ปรินทร์บอกพ่อ “เพลงที่เล่าเรื่องราวของพ่อ”
“เรื่องของพ่อมันมีอะไรน่าสนใจตรงไหนลูก” พ่อถามอย่างถ่อมตน
“มีสิครับพ่อ” ปรินทร์ตอบ “พ่อเป็นคนเก่ง เป็นคนดี และเป็นตัวอย่างที่ดีของผมเสมอ”
ปรินทร์กลับไปที่เปียโนเก่า เขาเริ่มประพันธ์บทเพลงใหม่ขึ้นมา บทเพลงนี้แตกต่างจากเพลงที่เขาเคยแต่งมาก่อน เพลงนี้ไม่ได้เน้นความซับซ้อนของดนตรี แต่เน้นที่เนื้อหา ความจริงใจ และความรู้สึกที่เขามีต่อพ่อ
เขาเริ่มด้วยท่วงทำนองที่สง่างาม แข็งแกร่ง เหมือนกับบุคลิกของพ่อ จากนั้นจึงค่อยๆ ใส่เนื้อหาลงไป เรื่องราวการต่อสู้ชีวิตของพ่อ การดูแลครอบครัว การเป็นเสาหลักของบ้าน
“เพลงนี้… ผมจะตั้งชื่อว่า ‘หัวใจนักสู้’ นะครับพ่อ” ปรินทร์บอกพ่อของเขา “มันคือเพลงที่ผมแต่งเพื่อเป็นกำลังใจให้พ่อครับ”
พ่อของปรินทร์นั่งฟังลูกชายบรรเลงเพลง ‘หัวใจนักสู้’ ด้วยความรู้สึกปลาบปลื้มใจ น้ำตาคลอหน่วยขณะฟัง
“เพราะมากลูก” พ่อกล่าวเสียงสั่นเครือ “พ่อไม่เคยคิดเลยว่าลูกจะเข้าใจพ่อมากขนาดนี้”
“ผมรักพ่อนะครับ” ปรินทร์บอก “ผมอยากให้พ่อมีความสุขมากๆ”
“พ่อก็รักลูกนะ” พ่อจับมือของปรินทร์แน่น “พ่อดีใจที่ลูกกลับมา”
หลังจากนั้น ปรินทร์ก็เริ่มประพันธ์เพลงอีกหลายเพลง เขาได้แรงบันดาลใจจากเรื่องราวชีวิตของคนในหมู่บ้าน จากความผูกพันระหว่างผู้คนในชุมชน และจากธรรมชาติอันสวยงามของบ้านเกิด
เขาแต่งเพลง ‘บ้านนา’ ซึ่งสะท้อนภาพชีวิตเรียบง่ายของชาวนา เพลง ‘รอยยิ้มของรวงข้าว’ ที่สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์และความสุขของการเก็บเกี่ยว และเพลง ‘เสียงกระซิบจากสายน้ำ’ ที่ได้แรงบันดาลใจจากลำธารเล็กๆ ที่ไหลผ่านหมู่บ้าน
แม่ของเขาคอยให้กำลังใจและให้คำแนะนำปรินทร์อยู่เสมอ “เพลงของลูกน่ะ มีพลังมากนะ” แม่บอก “มันทำให้คนฟังรู้สึกอบอุ่น และมีความหวัง”
“ผมโชคดีมากเลยครับที่มีแม่กับพ่อคอยสนับสนุน” ปรินทร์กล่าว
วันหนึ่ง ขณะที่ปรินทร์กำลังนั่งเล่นเปียโนอยู่ ก็มีเสียงเคาะประตูขึ้น
“ใครมานะ” แม่เดินไปเปิดประตู
ที่หน้าประตูคือหญิงสาวคนหนึ่ง เธอมีใบหน้าคุ้นๆ แต่ปรินทร์จำไม่ได้
“สวัสดีค่ะ” หญิงสาวกล่าว “ฉันชื่ออรค่ะ พอดีฉันได้ยินเสียงเพลงจากบ้านนี้ เลยเดินเข้ามาดู”
“เชิญค่ะ” แม่เชิญอรเข้ามาในบ้าน
อรเดินเข้ามาในบ้าน สายตาของเธอทอดมองไปที่ปรีย์เปียโนเก่าตัวนั้น “เปียโนตัวนี้… คุณปรินทร์ใช่ไหมคะ ที่เล่น”
“ครับ ผมเอง” ปรินทร์ตอบด้วยความสงสัย
“ฉันเคยเห็นคุณแสดงคอนเสิร์ตที่กรุงเทพฯ ค่ะ” อรบอก “ฉันเป็นนักร้องสมัครเล่นค่ะ ชอบฟังเพลงของคุณมาก”
ปรินทร์แปลกใจ “คุณรู้จักผมเหรอครับ”
“ค่ะ” อรยิ้ม “ฉันติดตามผลงานของคุณมาตลอด ชอบเพลงของคุณมากค่ะ”
ปรินทร์รู้สึกเขินอายเล็กน้อย เขาไม่เคยคิดว่าจะมีคนรู้จักเขามากขนาดนี้
“วันนี้ฉันมาเยี่ยมญาติที่นี่ค่ะ” อรเล่าต่อ “พอได้ยินเสียงเพลง ก็เลยอยากเข้ามาทักทาย”
“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณอร” ปรินทร์กล่าว “ไม่คิดว่าจะมีคนรู้จักผมถึงที่นี่”
“เพลงของคุณมีเสน่ห์มากค่ะ” อรบอก “โดยเฉพาะเพลงที่คุณเพิ่งแต่งใหม่ๆ นี่ มันฟังแล้วรู้สึกเข้าถึงหัวใจจริงๆ”
ปรินทร์ยิ้มรับ เขาไม่เคยคิดว่าเพลงที่เขาแต่งขึ้นจากความรู้สึกจริงใจ จะสามารถสื่อสารไปถึงคนอื่นได้มากขนาดนี้
“ถ้ามีโอกาส ฉันอยากให้คุณปรินทร์ช่วยแต่งเพลงให้ฉันสักเพลงได้ไหมคะ” อรเอ่ยอย่างมีความหวัง “ฉันอยากร้องเพลงที่มีความหมายลึกซึ้งแบบนี้บ้าง”
ปรินทร์มองหน้าอร เขารู้สึกถึงประกายแห่งความตั้งใจในดวงตาของเธอ เขานึกถึงคำพูดของแม่ “ดนตรีที่ดีที่สุด คือดนตรีที่มาจากหัวใจ”
“ผมยินดีครับ” ปรินทร์ตอบ “ถ้าผมมีไอเดียดีๆ ผมจะลองแต่งดูนะครับ”
บทสนทนาระหว่างปรินทร์กับอร ดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น พวกเขามีความสนใจในดนตรีเหมือนกัน ทำให้พูดคุยกันได้อย่างออกรส
5,220 ตัวอักษร