เมียที่เขาทิ้ง

ตอนที่ 26 / 42

ตอนที่ 26 — การสารภาพที่แสนเจ็บปวด

คำพูดของทนายชาญชัยเหมือนมีดที่กรีดลึกเข้าไปในใจของคุณเมขลา เธอทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ดวงตาเบิกกว้างมองเหม่อลอย ราวกับว่ากำลังเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายที่เธอพยายามหลีกหนีมาตลอด ทนายของฝ่ายคุณเมขลาพยายามจะปลอบประโลมเธอ แต่ก็ไม่เป็นผล เธอเหมือนติดอยู่ในภวังค์ของตัวเอง “คุณเมขลาครับ” ทนายชาญชัยย้ำอีกครั้ง “คุณมีอะไรจะพูดอีกไหมครับ” ความเงียบเข้าปกคลุมห้องพิจารณาคดี มีเพียงเสียงกระซิบกระซาบของผู้ชมและเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังแผ่วเบา ทุกสายตาจับจ้องมาที่คุณเมขลา รอคอยคำตอบจากเธอ ทันใดนั้น คุณเมขลาก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาของเธอแดงก่ำ บ่งบอกถึงความเจ็บปวดที่เธอแบกรับมาตลอด “ฉัน… ฉันยอมรับค่ะ” เธอเอ่ยเสียงสั่นเครือ “ฉันทำทุกอย่างจริงๆ” คำสารภาพนั้นดังก้องไปทั่วห้อง ราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางอากาศ ทุกคนตกตะลึง งุนงง และไม่คาดคิดว่าจะได้ยินคำตอบเช่นนี้ พราวพิรุณเองก็เช่นกัน เธออึ้งไปชั่วขณะ ไม่คิดว่าคุณเมขลาจะยอมรับความผิดในทันทีเช่นนี้ “คุณเมขลาครับ กรุณาเล่ารายละเอียดให้ศาลฟังด้วยครับ” ทนายชาญชัยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยังคงความหนักแน่น แต่ก็แฝงไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ คุณเมขลาสูดลมหายใจลึก พยายามรวบรวมสติ “ฉัน… ฉันมีหนี้สินจำนวนมากค่ะ” เธอเริ่มเล่า เสียงสะอื้นปะปนมาด้วย “ธุรกิจของฉันกำลังจะล้มละลาย ฉันพยายามหาทางทุกวิถีทางแล้ว แต่ก็ไม่สำเร็จ” เธอหยุดไปครู่หนึ่ง เหมือนกำลังรวบรวมความกล้า “ตอนที่ท่านประธานธนาวัฒน์ป่วย ฉันเห็นโอกาส… ฉันรู้ว่าท่านรักฉันมาก และในช่วงเวลาที่ท่านอ่อนแอ ท่านจะเชื่อฟังฉัน” เธอเล่าต่อ น้ำตาไหลอาบแก้ม “ฉันเข้าไปหาท่านบ่อยๆ พยายามพูดกรอกหูท่านเรื่องความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของบริษัท และบอกว่าถ้าท่านไม่โอนหุ้นให้ฉัน ฉันก็จะไม่สามารถประคองธุรกิจของครอบครัวไว้ได้” “แล้วเรื่องที่คุณบอกว่าพราวพิรุณไม่สนใจท่านประธานล่ะครับ” ทนายชาญชัยถาม “ฉัน… ฉันโกหกค่ะ” คุณเมขลาสารภาพ “ฉันรู้ว่าคุณพราวพิรุณรักท่านประธานมาก และพยายามดูแลท่านอย่างดีที่สุด แต่ฉันกลัวว่าถ้าท่านประธานนึกถึงคุณพราวพิรุณ และมอบความไว้วางใจให้เธอแทนฉัน ฉันก็จะไม่มีโอกาสได้กอบกู้สถานการณ์ของตัวเอง” บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความเงียบ มีเพียงเสียงสะอื้นของคุณเมขลาเท่านั้นที่ดังขึ้นเป็นระยะๆ พราวพิรุณมองไปที่หญิงสาวที่เคยเปรียบเสมือนพี่สาวคนหนึ่งของเธอ วันนี้เธอกลับเห็นเพียงผู้หญิงที่กำลังจมดิ่งอยู่กับความสิ้นหวังและกิเลสตัณหาของตนเอง “แล้ววันที่ท่านประธานเซ็นเอกสารการโอนหุ้นล่ะครับ” ทนายชาญชัยถามต่อ “วันที่ท่านไข้สูงมากค่ะ” คุณเมขลาเล่าด้วยน้ำเสียงที่เจ็บปวด “ฉันเตรียมเอกสารไว้แล้ว และนำทนายส่วนตัวของฉันไปด้วย ฉันบอกท่านประธานว่านี่คือเอกสารสำคัญที่ต้องเซ็น ท่านดูสับสนมาก แต่ฉันบอกท่านว่า นี่คือทางเดียวที่จะช่วยให้บริษัทของเราปลอดภัย” เธอเงยหน้าขึ้นมองทนายชาญชัย “ฉันรู้ว่าสิ่งที่ฉันทำมันผิดค่ะ ฉันรู้ว่าฉันกำลังเอาเปรียบคนที่อ่อนแอ และกำลังทำร้ายคุณพราวพิรุณ” น้ำตาของเธอไหลริน “แต่ตอนนั้น ฉันคิดถึงแต่ตัวเอง ฉันกลัวที่จะสูญเสียทุกอย่าง กลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับความล้มเหลว” “แล้วทำไมคุณถึงไม่ยอมรับผิดตั้งแต่แรกครับ” ทนายชาญชัยถาม “ฉัน… ฉันกลัวค่ะ” คุณเมขลาตอบ “ฉันกลัวที่จะต้องรับโทษ กลัวว่าจะต้องเสียทุกอย่างไปจริงๆ กลัวสายตาของสังคม กลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับความผิดพลาดของตัวเอง” ทนายของฝ่ายคุณเมขลาที่นั่งอยู่ข้างๆ ดูเหมือนจะหมดหนทาง เขาได้แต่ถอนหายใจอย่างอ่อนแรง เขาคงไม่สามารถปกป้องลูกความของเขาได้อีกต่อไปแล้ว “หลังจากที่ฉันได้โอนหุ้นมาแล้ว ฉันก็พยายามประคองธุรกิจของตัวเองค่ะ” คุณเมขลาเล่าต่อ “ฉันใช้เงินบางส่วนไปกับการชำระหนี้ และลงทุนเพิ่มเพื่อหวังจะกอบกู้สถานการณ์ แต่ก็เหมือนยิ่งทำยิ่งแย่ลง” “และคุณก็ไม่เคยคิดที่จะคืนทรัพย์สินให้กับพราวพิรุณเลยใช่ไหมครับ” ทนายชาญชัยถาม คุณเมขลาหลับตาลง น้ำตาไหลพราก “ฉัน… ฉันพยายามค่ะ แต่ทุกอย่างมันดูเหมือนจะสายเกินไปแล้ว” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง “ฉันรู้ว่าฉันทำผิด และฉันพร้อมที่จะรับโทษตามกฎหมายค่ะ” พราวพิรุณมองไปยังคุณเมขลา เธอรู้สึกได้ถึงความสงสารปะปนมากับความโกรธ เธอเข้าใจว่าคุณเมขลาคงจะกดดันและสิ้นหวังมากเพียงใด จึงได้ตัดสินใจทำเรื่องที่เลวร้ายเช่นนี้ แต่เธอก็ยังคงรู้สึกเจ็บปวด ที่ถูกหักหลังและถูกหลอกลวงมาตลอด “ศาลได้ฟังคำให้การของคุณเมขลาแล้ว” ผู้พิพากษาเอ่ยขึ้น “และได้พิจารณาพยานหลักฐานต่างๆ ที่ฝ่ายโจทก์นำเสนอมาแล้ว” ผู้พิพากษาหยุดไปครู่หนึ่ง เพื่อให้ทุกฝ่ายได้เตรียมรับฟังคำตัดสิน “จากการพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำสารภาพของคุณเมขลาเอง ศาลจึงมีคำตัดสินเบื้องต้นว่า การโอนหุ้นบริษัทของท่านประธานธนาวัฒน์ให้กับคุณเมขลานั้น เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีเจตนาในการฉวยโอกาสจากความอ่อนแอของผู้อื่น” เสียงปรบมือดังขึ้นเบาๆ ในห้องพิจารณาคดี พราวพิรุณรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่าภาระหนักอึ้งที่แบกมาตลอดได้ถูกยกออกไป “ในส่วนของพราวพิรุณ” ผู้พิพากษาหันมาทางเธอ “ศาลจะดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้คุณได้รับความยุติธรรม และทรัพย์สินอันเป็นมรดกของคุณ กลับคืนมาโดยเร็วที่สุด” คำพูดของผู้พิพากษาทำให้พราวพิรุณรู้สึกถึงน้ำตาที่เอ่อคลออีกครั้ง คราวนี้เป็นน้ำตาแห่งความดีใจ เธอหันไปยิ้มให้ทนายชาญชัย ทนายพยักหน้ากลับมาด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น คุณเมขลาได้แต่นั่งนิ่ง สีหน้าเต็มไปด้วยความเสียใจและความรู้สึกผิด เธอคงต้องเผชิญหน้ากับผลของการกระทำของตนเองแล้ว

4,434 ตัวอักษร