ตอนที่ 9 — โชคชะตาที่พลิกผันในวันที่ต้องยืนหยัด
การยื่นฟ้องของอรุณสร้างความสะเทือนใจให้กับพราวพิรุณอย่างมาก เธอต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า ผู้ชายที่เธอเคยรักและมอบหัวใจให้กำลังจะเอาทุกอย่างที่เธอหามาได้ไป เธอรู้สึกเหมือนถูกตอกย้ำถึงความผิดพลาดในอดีตซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"ฉันจะทำยังไงดี" เธอพึมพำกับตัวเอง ในขณะที่นั่งมองเอกสารที่ทนายความชาญวิทย์ส่งมาให้
พลอยใสเข้ามานั่งข้างๆ มารดา "แม่เป็นอะไรหรือเปล่าคะ"
พราวพิรุณยิ้มให้ลูกสาวอย่างอ่อนแรง "แม่ไม่เป็นไรจ้ะลูก"
"หนูเห็นแม่เครียดๆ" พลอยใสพูด "ถ้ามีอะไรไม่สบายใจ บอกหนูได้นะคะ หนูจะช่วยแม่ปลอบใจ"
คำพูดของลูกสาวทำให้พราวพิรุณรู้สึกอบอุ่นหัวใจ เธอโอบกอดพลอยใสไว้แน่น "ขอบใจนะลูก"
ในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ พราวพิรุณยิ่งต้องประคับประคองตัวเองให้เข้มแข็ง เธอทุ่มเทเวลาให้กับการรวบรวมหลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของเธอ เธอปรึกษาทนายความอย่างละเอียด และเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ในชั้นศาล
วันไต่สวนมาถึง พราวพิรุณแต่งกายด้วยชุดสูทสีดำเรียบๆ ที่ดูสง่างาม เธอจับมือพลอยใสไว้แน่นขณะเดินเข้าไปในห้องพิจารณาคดี อรุณนั่งรออยู่แล้วข้างๆ เมขลา ที่นั่งกอดแขนเขาอย่างให้กำลังใจ
เมื่อศาลเรียกชื่อ พราวพิรุณก็ลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับอรุณ ดวงตาของทั้งสองสบกัน แต่แววตาของพราวพิรุณเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว ในขณะที่แววตาของอรุณดูสับสนและลังเล
ทนายความของอรุณเริ่มกล่าวอ้างสิทธิ์ในสินสมรส โดยอ้างว่าทรัพย์สินส่วนใหญ่ที่พราวพิรุณครอบครองนั้นเป็นสิ่งที่ได้มาระหว่างการสมรส และควรจะต้องถูกแบ่งครึ่ง
พราวพิรุณมองทนายความของอรุณอย่างไม่สะทกสะท้าน เมื่อถึงตาเธอ เธอได้หยิบเอกสารสำคัญขึ้นมาแสดงต่อศาล
"ท่านผู้พิพากษาที่เคารพ" พราวพิรุณกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "กระผมขอแสดงหลักฐานที่แสดงว่า ทรัพย์สินทั้งหมดที่ผมกล่าวถึงนี้ เป็นสิ่งที่ผมหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของผมเอง ก่อนและระหว่างการสมรส โดยไม่เคยนำเงินหรือทรัพย์สินของคุณอรุณมาเกี่ยวข้องเลยแม้แต่น้อย"
เธอไล่เรียงหลักฐานทีละชิ้น โฉนดที่ดินที่ซื้อมาจากน้ำพักน้ำแรงจากการทำงานหนัก สัญญาการลงทุนที่เธอทำด้วยเงินเก็บของตัวเอง และใบเสร็จการซื้อขายต่างๆ ที่ยืนยันความเป็นเจ้าของ
"ผมขอเรียนว่า การที่ผมสามารถสร้างฐานะขึ้นมาได้ด้วยตัวเองนั้น ไม่ได้หมายความว่าผมไม่เคยรักคุณอรุณ" พราวพิรุณมองไปที่อรุณ "แต่เมื่อผมรู้ว่าคุณได้เลือกเส้นทางชีวิตอื่น ผมก็ต้องก้าวต่อไปเพื่อตัวผมเอง และเพื่อลูกๆ ของเรา"
ศาลรับฟังพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่าย ทนายความของอรุณพยายามโต้แย้ง แต่หลักฐานของพราวพิรุณนั้นหนักแน่นและชัดเจนเกินกว่าจะปฏิเสธได้
ขณะที่การพิจารณาคดีดำเนินไป พราวพิรุณก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าของอรุณ จากที่เคยดูมั่นใจ กลับกลายเป็นความไม่สบายใจอย่างเห็นได้ชัด
ในที่สุด ศาลได้มีคำตัดสิน พราวพิรุณเป็นฝ่ายชนะคดี ในส่วนของการแบ่งสินสมรส ศาลวินิจฉัยให้ทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นของพราวพิรุณ เนื่องจากเป็นสิ่งที่เธอหามาได้ด้วยตนเอง
เมื่อศาลมีคำตัดสิน พราวพิรุณก็รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก เธอหันไปยิ้มให้พลอยใสที่นั่งอยู่ข้างๆ
อรุณมองพราวพิรุณด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด เขาเดินเข้ามาหาเธอหลังจากที่การพิจารณาคดีสิ้นสุดลง "พราวพิรุณ...ผมขอโทษ" เขาเอ่ยเสียงเบา
พราวพิรุณมองเขา "คุณอรุณคะ ฉันยอมรับคำขอโทษของคุณ" เธอหยุดเล็กน้อย "แต่ขอให้มันเป็นครั้งสุดท้าย"
เธอจับมือพลอยใสไว้แน่น "เราจะกลับบ้านกันแล้วค่ะ"
เมื่อพราวพิรุณและพลอยใสเดินออกจากศาลไป อรุณก็ได้แต่ยืนมองตามหลังทั้งสองไป เขาตระหนักได้ว่า เขาได้สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปแล้ว ไม่ใช่แค่สินสมรส แต่คือความเชื่อใจ ความสัมพันธ์ และโอกาสที่จะได้แก้ไขความผิดพลาด
เมขลาเข้ามาจับแขนเขา "ไม่เป็นไรนะที่รัก เรายังมีกันและกัน"
แต่อรุณกลับรู้สึกว่า เขาไม่มีใครเลยจริงๆ เขาได้แต่ถอนหายใจยาว มองไปยังท้องฟ้าสีครามที่เคยสดใส แต่บัดนี้กลับดูหม่นหมองลงไปถนัดตา
3,127 ตัวอักษร